ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 630 ใช้ชีวิตในปัจจุบันให้ดี
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 630 ใช้ชีวิตในปัจจุบันให้ดี
ตอนที่ 630 ใช้ชีวิตในปัจจุบันให้ดี
ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างจนปัญญาพลางสบตาคู่นั้นของเขาตรงๆ
“อย่างแรก ข้ามั่นใจได้ว่าข้าไม่ใช่ผีและไม่ใช่ปีศาจ แต่ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าข้าคืออะไร”
“อย่างที่สอง น้องสาวเจ้าไปไหนแล้วข้าไม่รู้ บางทีอาจจะตายแล้ว”
“สุดท้าย ข้าไม่ได้ทำอะไรนาง พวกเราเพียงแค่ใช้ร่างกายเดียวกัน”
ทุกประโยคที่นางพูด ฉินเฟิงก็ยิ่งได้รับความกระทบกระเทือนมากขึ้น พอได้ยินประโยคสุดท้ายที่ว่า ‘พวกเราเพียงแค่ใช้ร่างกายเดียวกัน’ โลกทัศน์ของเขาก็แทบจะพังทลายลงมา
ร่างของฉินเฟิงสั่นสะท้านอย่างรุนแรงพลางมองดูสตรีตรงหน้านี้ ร่างของอาเหยาและร่างของนางซ้อนทับกันไปมา สุดท้ายก็แยกออกเป็นสองร่าง ร่างหนึ่งคืออาเหยาที่เขาเห็นเป็นครั้งสุดท้ายในความทรงจำ ผู้อดอยากหิวโหยทรมานจนลมหายใจรวยริน
อีกร่างหนึ่งคือฉินเหยาผู้เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา มีพลังเทพที่ไร้เทียมทาน ไม่เห็นใครอยู่ในสายตา ทั้งเย็นชาหยิ่งผยองไร้ความรู้สึก
เขาสะบัดศีรษะแรงๆ สองร่างรวมเข้าด้วยกัน กลายเป็นสตรีที่เต็มไปด้วยความเย็นชาตรงหน้านี้
“เจ้า เจ้าใช้มัน ใช้ร่างกายนี้มานานเท่าใดแล้ว” ฉินเฟิงไม่รู้ว่าเสียงของตนเองจะสั่นได้ถึงเพียงนี้ ฟันบนฟันล่างสั่นกระทบราวกับกำลังทะเลาะกันอย่างนั้น
ฉินเหยา “สี่ปี”
“สี่ปี…” เป็นปีที่เกิดภัยพิบัติใหญ่นั่นเอง ฉินเฟิงเดาผลลัพธ์ที่เขาไม่อยากรู้ได้แล้ว
“นางอดตายหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า “ก็คงอย่างนั้น”
ดังนั้น นางจึงมองบุรุษตัวโตที่อยู่ตรงหน้าน้ำตาร่วงเผาะๆ
ฉินเหยาคิดในใจ บุรุษนี่มันน่ารำคาญเสียจริง!
แต่ร่างกายกลับซื่อสัตย์อย่างมาก โยนผ้าเช็ดหน้าสะอาดผืนหนึ่งไปให้
ฉินเฟิงเช็ดน้ำตาบนใบหน้า ถามเสียงสะอื้น “เจ้าเคยพบนางหรือไม่”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าเลือกน้องสาวข้าได้อย่างไร…” อาจจะเพราะการพูดว่าร่างกายมันประหลาดเกินไป ฉินเฟิงจึงชี้ไปที่นางแล้วเอ่ยว่า “เจ้าเลือกมันได้อย่างไร”
“ข้าไม่รู้” น้ำเสียงเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาแล้ว
ฉินเฟิงเต็มไปด้วยความระแวดระวัง “ตอนนี้ข้ารู้ความลับของเจ้าแล้ว เจ้าจะฆ่าข้าเดี๋ยวนี้เลยใช่หรือไม่”
ฉินเหยายิ้มเหยียดหยาม พูดประโยคหนึ่งที่เขาคาดไม่ถึงออกมา
“เจ้าเป็นพี่ชายของนาง เจ้ามีสิทธิ์ที่จะรับรู้” ดังนั้น เรื่องฆ่าเขาอะไรนั่นก็แค่ขู่ให้กลัวเล่นเท่านั้น
“ข้าคิดว่าเจ้าคงไม่อยากเห็นคนบริสุทธิ์ต้องมาตายในมือข้ามากขึ้นหรอก”
เช่นการหาคนมาทำพิธีเผานางอะไรนั่น คนที่ตายย่อมไม่ใช่นาง แต่จะเป็นเหล่าคนบริสุทธิ์ที่เขาหามาต่างหาก
ฉินเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก ในที่สุดร่างกายก็ไม่สั่นเท่าใดแล้ว เขายื่นผ้าเช็ดหน้าคืนให้นาง ฉินเหยารับมา ปลายนิ้วของคนทั้งสองสัมผัสกัน เขาพบว่า มือของนางเองก็อบอุ่นเช่นกัน มีอุณหภูมิของคนอยู่
ฉินเหยากวาดตามองเขาเงียบๆ สีหน้าเล็กๆ น้อยๆ นั่น นางสามารถอ่านออกทั้งหมดว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
นางไม่ใช่คนตายเสียหน่อย ย่อมต้องตัวอุ่นเป็นธรรมดา!
เมื่อฉินเฟิงเห็นสีหน้าที่หลากหลายนี้ของนางก็วางใจลงได้อย่างสมบูรณ์ เขาถามอย่างสงสัย “เมื่อครู่เจ้าช่วยข้าทำไม”
ฉินเหยาทำหน้าจนปัญญา “หากข้าบอกว่าเป็นสัญชาตญาณ เจ้าจะเชื่อหรือไม่”
ฉินเฟิงพยักหน้าอย่างจริงจัง เขาเชื่อ
การปกป้องน้องสาวก็เป็นสัญชาตญาณของพี่ชายเช่นกัน ต่อให้รู้ว่านางไม่ใช่อาเหยา แต่เมื่อมองร่างกายนี้ เขาก็ควบคุมสัญชาตญาณของตนเองที่อยากจะปกป้องนางไม่ได้
“พวกเขาคงจะลงเขากันไปแล้ว พวกเราแจ้งนักพรตแล้วลงเขากันเถอะ” ฉินเฟิงชี้ไปที่โรงเจด้านหน้าที่ปิดประตูลงกลอนไปแล้วพลางพูดกับฉินเหยาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ฉินเหยาที่ยังกินไม่อิ่มเลยสักนิด แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง “ปิดประตูเร็วถึงเพียงนี้เลยหรือ”
ฉินเฟิงจากไปเพื่อแจ้งพวกนักพรตในศาลเจ้า ส่วนฉินเหยาก็ทำได้เพียงมองประตูใหญ่ที่ปิดสนิทอย่างอาลัยอาวรณ์ เดินไปสามก้าวต้องหันกลับมามองหนึ่งครั้งแล้วลงจากเขาไป
“เมียจ๋า!”
“ท่านแม่!”
ฉินเหยาเพิ่งจะมาถึงตีนเขาก็เห็นหลิวจี้พาเด็กๆ มาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้มราวกับว่ารอคอยนางอยู่ที่นี่นานแล้ว
นางคิดอย่างชื่นใจ ที่แท้ก็มีคนรอคอยตนเองอยู่เหมือนกันนะ
“กินไม่อิ่มใช่หรือไม่” หลิวจี้ถามอย่างเป็นห่วง “หิวหรือไม่”
สิ่งที่ไม่ควรถามก็อย่าเอ่ยถามถึงแม้แต่คำเดียว เพียงแค่ยื่นอาหารเจที่ห่อไว้อย่างดีส่งให้ถึงมือนางอย่างเอาอกเอาใจ
“ข้าขี่ม้าเอง เมียจ๋าเจ้าขึ้นไปค่อยๆ นั่งกินบนรถเถอะ”
เด็กๆ คุยกันเจื้อยแจ้วว่าอาหารเจนี้อร่อยอย่างนั้นอย่างนี้ ต้าหลางแนะนำอย่างสุดกำลังให้ลองชิมรากบัวยัดไส้ข้าวเหนียวนั่น รสชาติสดชื่นหวานนุ่มเป็นพิเศษ
เอ้อร์หลางเองก็บอกว่าเนื้อเจที่ทำจากเต้าหู้นั่นเหมือนกับเนื้อจริงๆ อร่อยจนแทบหยุดหายใจเลยทีเดียว
ซานหลางซื่อเหนียงนั้นจ้องกล่องข้าวของท่านแม่ตาแป๋วราวกับกินไม่อิ่ม รอแค่นางเปิดออกก็จะขอแบ่งกินคำเล็กๆ อีกคำ
“แค่คำเล็กๆ คำเดียว ขอแค่คำเล็กๆ คำเดียว” ซานหลางชูนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ขึ้นมาจีบเข้าหากัน เพื่อแสดงว่าตนเองไม่ได้ขอมากเกินไป ต้องการเพียงแค่นิดเดียวจริง ๆ เท่านั้น
ฉินเหยาบีบแก้มที่ป่องออกมาเพราะความอยากจนกลืนน้ำลายไม่หยุดของเขาแล้วรับคำ “ได้ ให้เจ้ากินคำเล็กๆ อีกคำหนึ่งก็ได้”
เพียงไม่นานฉินเฟิงก็ลงมา ทุกคนจึงรีบออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองอูเฉิง
หลิวจี้และอาวั่งขี่ม้า อินเยว่ขับรถม้า ฉินเหยาและเด็กสี่คนนั่งอยู่บนรถม้าที่เปิดประตูด้านหลังไว้ ฉินเหยากำลังนั่งกินอาหารเจกล่องใหญ่ที่ครอบครัวห่อกลับมาให้พลางมองดอกอิ๋งชุนที่บานสะพรั่งเต็มภูเขานอกเมืองอูเฉิงพลางป้อนซานหลางและซื่อเหนียงที่อ้าปาก ‘รอรับอาหาร’ อยู่เป็นระยะไปด้วย
เจ้าตัวเล็กทั้งสองซบอยู่ที่ข้างกายนาง เอ่ยคำหวานราวกับปากทาน้ำผึ้งเอาไว้ “ชอบท่านแม่ที่สุดเลย ท่านแม่เป็นท่านแม่ที่ดีที่สุดในใต้หล้า~”
ฉินเหยาส่งยิ้มอย่างปล่อยวาง ไม่ถามที่มา ไม่ถามอนาคต ขอเพียงแค่นางใช้ชีวิตในแต่ละวันให้ดีก็พอแล้ว
เมืองอูเฉิงเป็นเมืองสุดท้ายทางทิศตะวันออกของอวี๋โจว ทุกคนพักผ่อนที่นี่หนึ่งคืน เติมเสบียงที่จำเป็นระหว่างทาง ป้อนหญ้าให้ม้าจนอิ่ม รุ่งเช้าวันต่อมาก็มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงต่อไป
ผ่านอวี๋โจวไปก็เริ่มมุ่งหน้าขึ้นเหนือ เส้นทางที่ขับผ่านก็เริ่มกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ
พอเข้าสู่เขตชิงโจว ระยะทางไปเมืองหลวงก็เหลือเพียงหนึ่งในสามของเส้นทางแล้ว ขอเพียงผ่านที่ราบและเนินเขาอันกว้างใหญ่ของชิงโจวนี้ไปก็จะสามารถมองเห็นกำแพงเมืองชั้นนอกที่ใช้ป้องกันเมืองหลวงแล้ว
นับตั้งแต่วันนั้นที่ลงมาจากอารามชิงอวิ๋น ฉินเฟิงและฉินเหยาสองคนก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดคุยกันอีก
มีเพียงตอนที่ผ่านจุดตั้งกระโจม ทั้งสองบ้านตัดสินใจพักค้างแรมกลางแจ้งแล้วจัดคนผลัดเปลี่ยนเวรยาม ถึงจะได้พูดคุยกันสักสองสามประโยค
หลิวจี้เดาว่าวันนั้นบนเขา สองคนนี้ต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่ๆ แต่ก็ไม่กล้าถามแล้วก็ไม่กล้าพูด ทำได้เพียงเลียบๆ เคียงๆ สืบข่าวจากทางฉินเฟิง
หากทั้งสองคนแตกหักกัน เขาก็จะอยู่ให้ห่างจากฉินเฟิงผู้นี้ไว้
แต่หากทั้งสองคนยอมรับกันเป็นพี่น้องแล้ว พี่เขยคนนี้เขาก็ต้องยอมรับ! พ่อค้าเกลือใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ ที่ไหน
ความปรารถนาที่จะเกาะภรรยากินไปทั้งชาติอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว
วันนี้มาถึงเขตของชิงโจว เพราะรีบเดินทางจนพลาดสถานีพักม้าไป ทุกคนจึงตัดสินใจตั้งกระโจมที่ใต้เนินเขาเล็กๆ แห่งหนึ่ง
หลิวจี้มอบหมายงานกางกระโจมทั้งหมดให้อินเยว่และอาวั่งแล้วยังกำชับพวกต้าหลางสี่พี่น้องให้ตั้งใจเขียนบทความสำนึกผิด ส่วนตนเองก็หยิบหม้อใบหนึ่งมา เดินยิ้มแฉ่งไปหาฉินเฟิง
ฉินเฟิงเห็นเขายิ้มแป้นก็โมโหขึ้นมา อย่างกับนกยูงรำแพน ไม่มีราศีของลูกผู้ชายเลยสักนิด
เขาเอาหญ้าแห้งป้อนม้าแล้วเหลือบมองหลิวจี้แวบหนึ่ง “มีอะไร”
หลิวจี้หัวเราะแหะๆ “เถ้าแก่ใหญ่ ท่านกับเมียจ๋าของข้าล้วนมาจากที่เดียวกัน รสชาติอาหารทางเหนือกับทางใต้แตกต่างกันอย่างมาก หลายวันมานี้เมียจ๋าของข้าไม่ค่อยเจริญอาหารเลย ข้าเลยคิดว่าจะมาเรียนทำอาหารบ้านเกิดสักสองสามอย่างกับท่าน ให้นางได้เจริญอาหารสักหน่อย”
“อะไรนะ อาเหยาไม่ค่อยเจริญอาหารอย่างนั้นหรือ” ฉินเฟิงร้อนใจขึ้นมาทันที รีบยัดหญ้ากำใหญ่ในมือเข้าปากม้าโดยไม่สนใจว่ามันจะกินทันหรือไม่แล้วคว้าตัวหลิวจี้มาซักถามอย่างร้อนรน “แล้วทำไมเจ้าถึงไม่รีบพูด!”
หลิวจี้พอเห็นดังนั้น เข้าใจแล้ว สองพี่น้องคู่นี้ลอบยอมรับกันแล้วนี่นา
ดูท่าว่าวิชาอาคมของนักพรตอารามชิงอวิ๋นก็ไม่เท่าไหร่ สตรีใจร้ายมีตบะแก่กล้า เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่งขั้น