ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 629 หงายไพ่
ตอนที่ 629 หงายไพ่
ภายในห้องวิเวกเงียบสงัดอย่างประหลาดไปครู่ใหญ่ ถึงได้มีเสียงที่เจือความรู้สึกผิดเล็กน้อยของนักพรตดังขึ้น
“ทั้งสองท่าน วิชาเต๋าของข้ายังไม่ลึกซึ้ง ช่วยพวกท่านได้เพียงเท่านี้”
ความหมายก็คือ รักษาหน้าให้ข้าหน่อย อย่าได้ถามอันใดอีกเลย รีบไปเสีย
ฉินเหยาเหลือบมองกระจกทองแดงบานนั้นของเขาอีกสองคราอย่างอาลัยอาวรณ์แล้วยื่นนิ้วออกไปเขี่ยเถ้าธุลีบนพื้นตรงหน้า นำปลายนิ้วมาจรดที่ปลายจมูกเพื่อดมดู มีกลิ่นของฟอสฟอรัส
“นักพรตผู้นี้ก็รู้จักวิทยาศาสตร์อยู่เหมือนกันนะ” คนทั้งสองเดินออกจากห้องวิเวก ระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปยังโรงเจ ขณะที่เดินผ่านแปลงผักที่ใช้น้ำปลูกแปลงหนึ่ง ฉินเหยาก็เอ่ยขึ้น
ฉินเฟิงหยุดฝีเท้าแล้วเหลือบมองนางอย่างงุนงง “กระอักอะไร เลือดอะไรหรือ”
“เป็นตัวอักษร ‘เคอ’ ที่มาจาก ‘เคอจี้’ หมายถึงวิทยาการ กับคำว่า ‘เสวีย’ ที่มาจาก ‘เสวียสี’ หมายถึงเรียนรู้ ช่างเถอะพูดไปท่านก็ไม่เข้าใจอยู่ดี” ฉินเหยาก้าวเท้าเตรียมจะเดินจากไป
ฉินเฟิงก็รีบก้าวตามไป เอ่ยไล่หลัง “เจ้ากำลังจะบอกว่าวิชาอาคมของนักพรตเป็นเพียงกลลวงไว้หลอกคนอย่างนั้นหรือ”
ฉินเหยาโบกมือ “ไม่ใช่ เขาแค่พอเข้าใจเรื่องจิตวิทยาอยู่บ้าง ใช้วิธีการเหล่านี้มากระตุ้นข้า พยายามจะทำให้ข้าเผยช่องโหว่ออกมา น่าเสียดายที่มันใช้กับข้าไม่ได้ผลก็เท่านั้นเอง”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฉินเฟิงพลันรู้สึกกระอักกระอ่วนไปชั่วขณะ แต่ในใจกลับยิ่งใคร่รู้มากขึ้น “ในเมื่อเจ้ารู้อยู่แล้วว่านี่เป็นการหยั่งเชิง เหตุใดจึงยังตอบตกลงตามข้ามาที่นี่ด้วยเล่า”
ฉินเหยาพูดตามจริง “เพราะข้าเองก็สงสัยใคร่รู้ อยากรู้เช่นกันว่าความจริงคืออะไร”
ศาลเจ้าสร้างขึ้นตามความลาดชันของภูเขา จากแปลงผักไปยังโรงเจมีช่วงหนึ่งของเส้นทางที่อยู่ติดกับหน้าผา ก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่งพลันกลิ้งตกลงมาจากด้านบนเหนือศีรษะ ฉินเหยาชะงักฝีเท้า หยุดลงทันที
ก้อนหินเล็กๆ ก้อนนั้นตกลงมา แปะ ตรงหน้าห่างจากตัวนางไม่ถึงครึ่งก้าวพอดี หากตรวจพบไม่ทันท่วงทีก็คงกระแทกศีรษะนางไปแล้ว
“เป็นอะไรหรือไม่” ฉินเฟิงถามด้วยความห่วงใย ส่วนก้อนหินที่อยู่ด้านหน้านั้น เป็นเพียงก้อนกรวดเล็กๆ ก้อนหนึ่ง เขาจึงไม่ได้ใส่ใจ
ทว่า คนที่อยู่เบื้องหน้ากลับเงยหน้าขึ้นมองไปบนเขา เหนือศีรษะคือดงหญ้ารกและกิ่งไม้ที่ยื่นออกมา ฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นดอกไม้ก็เบ่งบาน กิ่งก้านของดอกอิ๋งชุนสีเหลืองอ่อนห้อยย้อยลงมาทีละสาย งดงามยิ่งนัก
“เจ้ามองอะไรอยู่หรือ” ฉินเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงเจือรอยยิ้ม “ก็แค่ก้อนกรวดเล็กๆ เท่านั้น พวกเราเดินเลี่ยงออกมาหน่อยก็พอแล้ว…”
“มีคน!” น้ำเสียงของฉินเหยาพลันเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง หยุดปากที่กำลังพูดเจื้อยแจ้วของฉินเฟิงไว้
เขายังไม่ทันได้สติก็ได้ยินเสียงหนึ่งตะโกนดังมาจากด้านบนศีรษะด้วยความโกรธแค้นว่า “บัดซบ! ไปตายเสียเถอะ!”
วินาทีต่อมา เสียงบางอย่างที่บดทับต้นไม้ใบไม้ก็ดังจากไกลเข้ามาใกล้ ฉินเฟิงเงยหน้าขึ้นมอง หินยักษ์ขนาดที่ต้องใช้ถึงสามคนโอบก้อนหนึ่งกำลังกลิ้งตกลงมาอย่างรวดเร็ว ยิ่งกลิ้งยิ่งเร็ว ชั่วพริบตาก็กระแทกลงมาจากหน้าผาที่แตกหัก ตรงมายังศีรษะของเขาและฉินเหยา
ฉินเฟิงตื่นตระหนกในใจ ไม่ทันได้คิดอะไรมากก็รีบยื่นมือไปทางฉินเหยา คิดจะผลักนางออกไป
ไม่คาดคิดว่ามือเพิ่งจะยื่นออกไป ร่างที่อยู่ตรงหน้าก็ทะยานขึ้นไปในอากาศ ชูกำปั้นขึ้นไปปะทะ ทำเอาฉินเฟิงตกตะลึงไป
เหตุใดถึงมีคนโง่ที่ใช้กายเนื้อเข้าปะทะกับหินยักษ์อยู่ด้วย!
แต่ฉากที่ทำให้เขาไม่อยากเชื่อยิ่งกว่าก็เกิดขึ้น
เห็นเพียงหมัดลุ่นๆ นั้นกระแทกเข้าที่ใต้หินยักษ์อย่างจัง เสียง “แกรกกราก” ชวนเสียวฟันก็ดังขึ้น จากนั้นรอยแตกสายแล้วสายเล่าก็ขยายตัวจากกำปั้นซึ่งเป็นศูนย์กลางลุกลามไปยังรอบๆ หินยักษ์อย่างรวดเร็ว จากนั้นระเบิดตูมออก เศษหินปลิวกระจายว่อนเต็มท้องฟ้า
หินยักษ์ซึ่งต้องใช้ถึงสามคนโอบถูกฉินเหยาชกจนแตกละเอียดด้วยหมัดเดียว
ยังไม่จบ นางยังใช้เท้าถีบเขากลับไปด้านหลัง อาศัยแรงถีบที่ส่งกลับมา คว้ากิ่งก้านของดอกอิ๋งชุนที่ยื่นออกมาจากภูเขาแล้วทะยานขึ้นไปบนเขาราวกับเสือดาวล่าเหยื่อ ไม่ถึงสามวินาทีก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนด้วยความหวาดกลัวดังมาจากด้านบน
“ตุบๆ” ร่างคนสองร่างถูกนางถีบตกลงมาจากภูเขา กลิ้งมาอยู่แทบเท้าของฉินเฟิง ใบหน้าอาบไปด้วยเลือด ร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด
ฉินเหยากระโจนลงมา ม้วนตัวกับพื้นหนึ่งตลบเพื่อสลายแรงปะทะแล้วใช้มือข้างเดียวยันพื้นลุกขึ้น ก้าวพรวดพุ่งมาอยู่ตรงหน้าคนทั้งสองที่กำลังโหยหวนแล้วเหยียบซ้ำคนละทีอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง เหยียบจนอวัยวะภายในของคนทั้งสองแทบจะทะลักออกมา แววตาพวกเขาสิ้นหวังราวกับผ้าขี้ริ้วสองผืนที่ห้อยอยู่ริมเขา แม้แต่ความกล้าที่จะร้องขอชีวิตก็เหือดหายไปแล้ว อยากจะตายเสียให้มันรู้แล้วรู้รอด
ในที่สุดฉินเฟิงก็ได้สติกลับมาจากเหตุการณ์สังหารที่ทั้งดุเดือดและรวดเร็วต่อเนื่องนี้ เมื่อเห็นฉินเหยาเตรียมจะโยนคนทั้งสองนั่นลงจากเขาก็รีบเข้าไปขวางนางไว้
“ท่านคิดจะทำอะไร” ฉินเหยาถามอย่างไม่พอใจ
ปกตินางมีแค้นย่อมต้องชำระทันที สองคนนี้พยายามใช้หินยักษ์มาทับพวกเขาให้ตาย หากไม่รีบส่งพวกเขาลงไปพบพญายมก็นับว่าดูถูกตัวเองเกินไปแล้ว!
ฉินเฟิงสบเข้ากับแววตาที่เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารของฉินเหยา ในใจก็สั่นสะท้าน อาเหยาของเขาไม่มีทางโหดเหี้ยมเช่นนี้!
ฉินเฟิงกลัวว่าตนเองจะหยุดนางไม่ได้จึงรีบเอ่ยว่า “เจ้าไม่ถามพวกเขาหน่อยหรือว่าเหตุใดถึงต้องวางกับดักสังหารพวกเราสองคนที่นี่”
“ถามแล้วพวกเขาจะพูดหรือ” ฉินเหยาแค่นเสียง “เสียเวลาเปล่าๆ จัดการเลยก็จบเรื่อง!”
เมื่อเห็นลูกถีบมรณะนั่นพุ่งออกมาอีกครั้ง คนทั้งสองที่ห้อยต่องแต่งอยู่บนไหล่เขาก็แทบจะใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดตะโกนออกมา “พูด! พวกเราพูด!”
“โอ้” นางยิ้มเย็นชา มองประกายความหวังที่จะเอาชีวิตรอดซึ่งลุกโชนขึ้นในดวงตาของพวกเขา วินาทีต่อมาก็เอ่ยว่า “แต่ข้าไม่สนใจ”
ทั้งสองเบิกตากว้างอย่างหวาดผวา
ฉินเฟิงถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เขามองออกแล้ว นางกำลังหยอกคนทั้งสองนี้เล่นอยู่ชัดๆ
รสนิยมประหลาดๆ แสนร้ายกาจนี้ ไม่เหมือนอาเหยาเลยสักนิดเดียว!
ฉินเฟิงรวบรวมความกล้า ยื่นมือไปดึงชายเสื้อของนางไว้นิดหนึ่ง เห็นว่านางไม่ได้หันกลับมาชกตนเองจนตายก็ออกแรงเพิ่มอีกเล็กน้อย ดึงนางถอยหลังไปสองก้าวแล้วตนเองก็ก้าวไปข้างหน้า ซักถามคนทั้งสองนี้ว่าเหตุใดถึงต้องทำร้ายพวกเขาด้วย
ผลคือ ทั้งสองคนนั่นถ่มน้ำลายปนเลือดใส่เขาสองที ร้องตะโกนออกมาคำหนึ่งแล้วเอื้อมมือมาฉุดกระชากเขาหมายจะกระโดดลงเนินเขาด้านหลังไปด้วยกัน
ฉินเฟิงตกใจอย่างมาก เขาสะบัดมือสุดแรง คนทั้งสองที่ถูกฉินเหยาซัดจนบาดเจ็บปางตายก็พลันกลายเป็นเหมือนลูกหนังที่แตกรั่ว กลิ้งกลุกๆ ตกลงไปตายที่ตีนเขา
ขวดเล็กๆ ขวดหนึ่งตกลงที่ริมผา ฉินเฟิงเก็บขึ้นมาดูด้วยใจที่ยังสั่นไม่หาย เป็นยาสลบ
“เป็นกลุ่มพวกค้ามนุษย์ที่ยังหลงเหลืออยู่หรือ” ฉินเฟิงตกใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าทางการทุ่มกำลังจับกุมถึงเพียงนี้กลับยังมีปลาที่หลุดรอดจากแหไปได้
ฉินเหยาไม่สนใจหรอกก็แค่คนหาเรื่องตายสองคนเท่านั้น ตอนนี้กระโดดลงเขาไปตายเอง
ยังประหยัดแรงนางได้เสียอีก
“ไปแจ้งพวกนักพรตให้ไปแจ้งความเถอะ” ฉินเหยาสั่งอย่างเย็นชาจบก็ก้าวเดินจากไป
ฉินเฟิงเก็บขวดยานั่นให้ดีแล้วก้าวเร็วๆ สองก้าวตามฝีเท้าของนางไป สีหน้าลังเล แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจแน่วแน่ เขาจะหงายไพ่!
“หยุดนะ!”
ฉินเหยาหันกลับมามองเขาอย่างรำคาญ “ท่านคิดจะทำอะไร”
นางชำเลืองมองไปยังตีนเขาที่พวกค้ามนุษย์สองคนนั่นกลิ้งตกลงไป
ด้วยท่าทีคล้ายไม่ได้ตั้งใจ ทว่าก็คล้ายจะจงใจ
ในใจของฉินเฟิงพลันเย็นวาบ หรือว่านางคิดจะผลักเขาให้ตกหน้าผาตามไปด้วยเพื่อฆ่าคนปิดปาก
ไม่สนแล้ว วันนี้ต่อให้ต้องตาย เขาก็จะขอตายอย่างกระจ่างแจ้ง!
“เจ้าไม่ใช่อาเหยา เจ้าเป็นใครกันแน่”
ฉินเหยาเลิกคิ้วอย่างคาดไม่ถึง “เช่นนั้นข้าก็จะตอบท่านแล้วกัน ข้าคือฉินเหยา ฉินเหยาอย่างที่ท่านเห็นนี่แหละ”
ฉินเฟิงตกตะลึงอย่างยิ่ง นางยอมรับสารภาพอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้เลยหรือ
เขาถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว ใจที่คิดระแวดระวังย่อมมิอาจขาดได้ เขาข่มความตื่นตระหนกในใจลงอย่างสุดกำลังแล้วเอ่ยถามต่อ “พวกเจ้าชื่อแซ่เดียวกันหรือ”
ฉินเหยาพยักหน้า มองท่าทางของเขาที่ถอยหลังไปสองก้าวใหญ่ก็นึกขำอยู่บ้าง
“น้องสาวข้าไปไหนแล้ว เจ้าทำอะไรกับนาง เจ้าเป็นผีมาจากที่ใด…หรือว่าเจ้าเป็นปีศาจ”
ไม่แปลกที่ฉินเฟิงจะจินตนาการไปเช่นนั้น พลังหมัดเดียวที่สามารถบดขยี้หินยักษ์เมื่อครู่นี้ เกินกว่าที่ปุถุชนคนธรรมดาจะสามารถทำได้จริงๆ