ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 639 พอเป็นพิธีก็พอแล้ว
ตอนที่ 639 พอเป็นพิธีก็พอแล้ว
จากด่านหนานโหลวเดินทางต่อไปอีกสองพันเมตรก็ถึงที่ตั้งของโรงเตี๊ยมหลงเฉวียนที่ฉินเฟิงแนะนำ
ที่นี่เป็นเหมือนเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง ผู้คนไปมาคึกคักอย่างยิ่ง มีโรงเตี๊ยมอยู่หลายแห่ง ทั้งยังมีถนนยาวสายหนึ่งด้วย
และห่างจากเมืองเล็กๆ แห่งนี้ไปไม่ไกลนักก็คือค่ายทหาร ค่ายนี้มีชื่อว่าค่ายหนานโหลว จัดตั้งขึ้นเพื่อพิทักษ์เส้นทางทิศใต้ที่มุ่งสู่เมืองหลวงโดยเฉพาะ สังกัดอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของที่ว่าการอำเภอแห่งเมืองหลวง
ส่วนเมืองเล็กๆ แห่งนี้ มีชื่อเรียกทั้งเมืองค่ายหนานโหลวและเมืองเล็กชานเมืองทิศใต้ โดยให้บริการกองคาราวานขนาดใหญ่เป็นหลัก
เนื่องจากขั้นตอนการเข้าเมืองหลวงของขบวนขนาดใหญ่นั้นยุ่งยากซับซ้อนจึงมีพ่อค้าที่ต้องการความสะดวก เจรจาการค้าขายกันที่นี่จนเสร็จสิ้น จากนั้นก็เดินทางออกจากเมืองหลวงกลับไปเลย
ต่อให้จะเข้าเมืองหลวงก็ต้องรอจนถึงเวลาที่กำหนดจึงจะสามารถขนสินค้าเข้าเมืองหลวงได้ ดังนั้นเมืองเล็กชานเมืองทิศใต้แห่งนี้จึงค่อยๆ กลายเป็นสถานที่รวมตัวกันของกองคาราวานจากทั่วทุกแห่งหนที่มุ่งหน้าเข้าเมืองหลวง ที่นี่เหล่าพ่อค้าสามารถได้รับข่าวสารวงใน ทำให้ทำการค้าได้ดียิ่งกว่าอยู่ในเมืองเสียอีก
โรงเตี๊ยมแต่ละแห่งไม่เพียงแต่ให้บริการที่พักและอาหารเท่านั้น แต่ยังมีคลังสินค้าให้เช่าอีกด้วย ฉินเหยาดูการจัดการเหล่านี้แล้วก็รู้สึกว่ามันคล้ายกับศูนย์โลจิสติกส์ขนาดใหญ่แถบชานเมืองในยุคปัจจุบันอย่างมาก
ฉินเฟิงยุ่งจนกระทั่งครอบครัวของฉินเหยากินอาหารเย็นเสร็จแล้วนั่นแหละถึงจะได้เห็นเงาของเขา
พอมาถึงโรงเตี๊ยม ยังไม่ทันได้ทักทายฉินเหยาก็ถูกคนคุ้นเคยลากเข้าห้องส่วนตัวไปแล้ว ต้องสังสรรค์จนดึกดื่นถึงปลีกตัวออกมาได้
พ่อค้าวานิชส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้ อย่างฉินเหยาที่แทบไม่ได้สมาคมกับผู้ใดแต่กลับได้พื้นที่จำหน่ายสินค้าในเมืองหลวงมาโดยตรงนั้น อันที่จริงนับเป็นกรณีพิเศษ
พูดไปพูดมาก็ยังคงเป็นเรื่องของอำนาจ ชนชั้นบัณฑิต ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า กำแพงแบ่งแยกชนชั้นนั้นฝังรากลึก พ่อค้าวานิชถือเป็นชนชั้นที่ต่ำที่สุด แม้ว่าแคว้นเซิ่งจะเพิ่งประกาศนโยบายผ่อนปรนและส่งเสริมการพาณิชย์ แต่ชนชั้นบัณฑิตก็ยังคงดูถูกพ่อค้าวานิชอยู่ดี
ทว่าคนที่ดูถูกพวกเขากลับต้องการเงินของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ทำการค้าในเมืองหลวงแห่งนี้ส่วนใหญ่จึงจะต้องคารวะท่าเรือและมองหาผู้หนุนหลัง
ผู้หนุนหลังของฉินเฟิง เขาเคยหลุดปากบอกมาก่อนหน้านี้ว่าเป็นใต้เท้าแซ่กัวท่านหนึ่งในกรมคลัง ดำรงตำแหน่งใดกันแน่ฉินเหยาไม่ได้ถาม แต่ดูจากท่าทีที่ฉินเฟิงได้รับความเคารพจากเหล่าพ่อค้าวานิชด้วยกันแล้ว ตำแหน่งคงไม่เล็กแน่นอน
เมื่อฉินเฟิงมาเคาะประตูตอนกลางดึก ฉินเหยาก็เปิดประตูในทันทีราวกับคาดไว้แล้วว่าเขาจะมา
“ดื่มสุรามาหรือ” ฉินเหยาเอ่ยพลางอดกลั้นความรังเกียจแล้วรินชาให้เขาถ้วยหนึ่ง
โรงเตี๊ยมหลงเฉวียนแห่งนี้มีสามชั้น มีห้องพักนับร้อยห้อง แต่ตอนที่พวกนางมาถึงกลับเหลือห้องว่างไม่กี่ห้อง ซานหลางและซื่อเหนียงจึงนอนด้วยกันกับฉินเหยา
ฉินเฟิงเหลือบมองไปบนเตียงแวบหนึ่งแล้วลดเสียงลงกล่าวว่า “ข้าคอแข็ง ไม่เป็นไร”
เขาดื่มชาที่นางรินส่งมาให้อย่างรวดเดียวจนหมดถ้วย ฉินเฟิงจึงส่งสัญญาณให้นางนั่งลง เขามีเรื่องจะพูดกับนาง
“พรุ่งนี้ข้าจะไม่เข้าเมืองไปพร้อมพวกเจ้าแล้ว รอให้จัดการสินค้าชุดนี้เสร็จเรียบร้อย ข้าค่อยเข้าเมืองไปหาพวกเจ้า นี่เป็นกุญแจบ้านที่ข้าเคยซื้อไว้ที่ตรอกหย่งทงทางทิศใต้ของเมือง ลานบ้านไม่ใหญ่นัก แต่ก็เพียงพอให้ครอบครัวของเจ้าอาศัย เจ้าอย่าเพิ่งรีบปฏิเสธ”
ฉินเฟิงมองฉินเหยาที่เตรียมจะคืนกุญแจกลับมาอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อเห็นนางหยุดชะงักไปจึงค่อยกล่าวต่อว่า
“แม้ว่าเจ้ากับน้องเขยจะไม่ได้พูด แต่ข้าก็ดูออกว่าการที่พวกเจ้าเข้าเมืองหลวงครั้งนี้มิใช่แค่เพื่อเตรียมตัวสอบชุนเหวยเท่านั้น น้ำในเมืองหลวงนี้ลึกมาก พวกเจ้าเพิ่งมาถึง ไม่มีที่พึ่งพิง จงระมัดระวัง จงจำไว้ว่าอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้นในเมืองหลวงเป็นอันขาด”
พูดถึงตรงนี้ ฉินเฟิงก็หยิบเทียบเชิญที่เขียนไว้ล่วงหน้าฉบับหนึ่งออกมาส่งให้ฉินเหยา “หากพบเจอกับเรื่องยากลำบากแล้วข้าไม่อยู่ เจ้าก็ถือเทียบเชิญนี้ไปหารองเสนาบดีกัวที่ตระกูลกัวในตรอกซิวเหวิน เขาติดค้างบุญคุณข้า จะต้องช่วยเจ้าอย่างแน่นอน…”
ฉินเฟิงดูเหมือนจะมีเรื่องไม่วางใจเป็นพันเป็นหมื่นอย่าง เพราะในวันที่อยู่ที่โรงเตี๊ยมอวิ๋นไหล เขาได้สังเกตเห็นคลื่นใต้น้ำระหว่างไป๋เฮ่อกับฉินเหยาตั้งแต่แรกแล้ว
คนผู้นั้นเป็นใคร เขาไปสืบมาในภายหลังจึงทราบเป็นคนของตำหนักบูรพาขององค์รัชทายาท เจ้าประคุณเอ๋ย ทำเอาเขาตกใจจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง
“น้องเหยา เรื่องอื่นพี่ชายจะไม่ถามเจ้า พี่ชายเพียงแค่อยากจะเตือนเจ้ากับน้องเขยประโยคหนึ่ง เข้าเมืองไปแล้วห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับสองท่านที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดนั่นเป็นอันขาด จำไว้ แม้แต่ชายขอบก็ห้ามสัมผัสโดน!”
ฉินเหยามองใบหน้าที่เคร่งขรึมของฉินเฟิงพลางคิดในใจว่า พี่ชายข้า ท่านกำชับช้าเกินไปหน่อยแล้ว น้องสาวของท่านในตอนนี้ได้แตะต้องไปแล้วทั้งสองฝ่าย
ความเงียบของฉินเหยาทำให้ใจของฉินเฟิงจมดิ่งลง ในสมองพลันนึกถึงคำพูดของหลิวจี้ขึ้นมา กล่องเครื่องใช้สตรีและหีบหนังสือพลังเซียนล้วนมาจากโรงงานในการดูแลของฉินเหยา
ตอนที่กล่องเครื่องใช้สตรีเข้าเมืองหลวงครั้งแรก องค์หญิงใหญ่ถึงกับเอ่ยชมไม่ขาดปาก
นี่มันหมายความว่าอย่างไร
“หรือว่าเจ้าจะเกี่ยวข้องกับจวนองค์หญิง!” ฉินเฟิงมีสีหน้าเหลือเชื่อ
ฉินเหยาถอนหายใจเบาๆ “ทำการค้า จะไม่มีที่พึ่งพิงได้อย่างไร” เขาเองก็น่าจะเข้าใจ
อย่างไรเสียก็ต้องหาที่พึ่งพิง เช่นนั้นก็สู้หาที่พึ่งพิงที่แข็งแกร่งที่สุดไปเลยไม่ดีกว่าหรือ!
แต่ความหวังดีของฉินเฟิงนั้นนางรับไว้แล้ว
ฉินเหยารับกุญแจบ้านไว้แล้วพูดกับฉินเฟิงที่กำลังนิ่งอึ้งต่อไปว่า “แค่พักอาศัยชั่วคราวเท่านั้น พอตั้งหลักปักฐานได้แล้ว ข้าจะรีบหาบ้านให้เร็วที่สุดแล้วย้ายออกไป”
เมื่อเห็นฉินเฟิงกำลังจะพูดอะไรอีก ฉินเหยาก็เอ่ยขัดขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า “ไม่อย่างนั้นข้าก็ไม่พักแล้ว” เพื่อเป็นการปิดปากเขา
“ท่านก็อย่ากังวลเรื่องข้าเลย เป็นห่วงตัวเองให้มากๆ เถอะ พวกเราจะเข้าเมืองไปทำความสะอาดบ้านรอท่านก่อน”
เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ฉินเหยาจึงรับเทียบเชิญฉบับนั้นไว้ด้วย เผื่อว่าเกิดได้ใช้เล่า
ฉินเฟิงหมดคำจะพูดแล้ว ได้แต่ใช้นิ้วชี้ไปที่ฉินเหยาค้างกลางอากาศ กลุ้มใจกับคำสารภาพของนางจนอยากจะเอาหัวโขกกำแพง
หนึ่งคือจวนองค์หญิง อีกหนึ่งคือตำหนักบูรพาขององค์รัชทายาท สองแห่งที่แตะต้องไม่ได้ที่สุด แต่นางล้วนแตะต้องไปหมดแล้ว!
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ฉินเหยาตอบกลับไปอย่างใจเย็น “ผลตอบแทนสูงก็ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูง ในโลกนี้ไม่มีการค้าใดที่ความเสี่ยงต่ำแต่ผลตอบแทนสูงหรอก หากมี นั่นก็ต้องเป็นการหลอกลวงที่หยาบช้าอย่างแน่นอน”
ฉินเฟิงยังจะพูดอะไรได้อีก ทุกคำพูดล้วนถูกนางพูดไปหมดแล้ว
เช่นนั้นเขาก็ได้แต่อวยพรให้นางโชคดีไปได้ตลอดรอดฝั่ง!
สองพี่น้องจึงแยกทางกัน ณ ที่นี้ คนหนึ่งยังคงอยู่ที่เมืองชานเมืองทิศใต้เพื่อทำการค้าต่อไป ส่วนอีกคนก็นำพาครอบครัวที่เต็มไปด้วยความคาดหวังต่อเมืองหลวง ก้าวเข้าสู่เมืองลั่วเฉิงที่ได้ชื่อว่าเจริญรุ่งเรืองที่สุดในแผ่นดินนี้
ออกเดินทางจากโรงเตี๊ยมหลงเฉวียนในตอนเช้า พอถึงตอนเที่ยงก็มาถึงใต้กำแพงเมือง
ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวง เริ่มต้นตั้งแต่แถวที่ต่อแถวเข้าเมือง
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉินเหยาได้เห็นปริมาณการสัญจรของผู้คนที่เทียบได้กับเมืองใหญ่ๆ ในยุคหลังที่แคว้นเซิ่ง
ทางเข้าเมืองหลวงมีอยู่แปดช่องทาง โดยปกติจะเปิดใช้งานสี่ประตูหลักคือตะวันออก ตะวันตก ใต้และเหนือ พวกนางเข้าเมืองทางประตูติ้งเป่ยซึ่งถือเป็นประตูด้านหน้าหลัก แถวที่ต่ออยู่ใต้กำแพงเมืองนั้นจึงยาวจนสุดลูกหูลูกตา
รถม้า ล่อ ลา ผู้ใหญ่ เด็กและคนชราล้วนเบียดเสียดกันอย่างยิ่ง
อากาศที่นี่ก็ร้อนกว่าจังหวัดจื่อจิงด้วย พวกต้าหลางสี่พี่น้องหน้าแดงก่ำ แต่ก็ยากจะซ่อนความตื่นตาตื่นใจ พวกเขานั่งอยู่บนรถม้ามองโน่นทีนี่ที
ประตูเมืองของเมืองหลวงนี้สูงมาก สูงจริงๆ แหงนคอมองจนเมื่อยแล้วก็ยังมองไม่เห็นยอดเลย
เมื่อเข้าสู่ทางเข้าประตูเมืองพลันมีไอเย็นสายหนึ่งพัดปะทะเข้ามา กระตุ้นให้ซานหลางจามอย่างแรงทีหนึ่งจนฟองน้ำมูกผุดออกมา เรียกเสียงหัวเราะฮ่าฮ่าจากเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงได้ทันที
ทหารเฝ้าประตูเมืองกลับมีอยู่สตรีด้วย! ซื่อเหนียงอ้าปากค้างเป็นรูปตัวโอ
หญิงสาวรุ่นเยาว์สองสามคนที่ขี่ม้าเข้าเมืองนั่น ถึงกับสวมเสื้อคลุมเพียงตัวเดียว เผยสองแขนที่เปลือยเปล่า! ต้าหลางและเอ้อร์หลางตกใจจนรีบหลับตา ใบหน้าแดงก่ำ
การเข้าเมืองต้องมีการตรวจสอบ โดยเฉพาะพวกที่เพิ่งเข้าเมืองหลวงครั้งแรกเช่นพวกเขา โดยจะแบ่งแยกชายหญิงเป็นสองแถวแล้วถูกลูบคลำตั้งแต่หัวจรดเท้า ทั้งยังต้องตรวจสอบว่าบนร่างกายมีรอยสักหรือไม่ เข้มงวดอย่างยิ่ง
ฉินเหยาลอบกล่าวในใจ นี่มันก็คือการตรวจความปลอดภัยไม่ใช่หรือ
เช่นนั้นอาวั่งที่เต็มไปด้วยบาดแผลจากคมดาบคมกระบี่ทั่วร่างก็คงจะยุ่งยากแล้วไม่ใช่หรือไง
ทว่าสามารถผ่านด่านหนานโหลวมาได้ก็หมายความว่าไม่มีปัญหา ทหารเฝ้าประตูเมืองเพิ่มขั้นตอนการตรวจสอบอีกหนึ่งด่านนั้นเพื่อสิ่งใด ทุกคนต่างรู้ดีอยู่แก่ใจ
ตอนที่แยกย้ายกันเข้ากระโจมตรวจสอบชายหญิง ฉินเหยาได้ยื่นถุงเงินย่อยถุงหนึ่งให้หลิวจี้เพื่อใช้เป็นค่าอำนวยความสะดวก
เพียงแค่ให้ผลประโยชน์ถึงเป้า อีกทั้งยังมีหลิวจี้ผู้เป็นจวี่เหรินคอยรับประกันให้อาวั่ง คาดว่าทหารที่ตรวจสอบก็คงจะไม่ตรวจอย่างจริงจังอะไรมากนัก ทำพอเป็นพิธีก็คงพอแล้ว