ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 638 ด่านหนานโหลว
ตอนที่ 638 ด่านหนานโหลว
ฉินเหยามองดูทุกคนที่มีความสุข ในที่สุดก็ตระหนักได้ว่าความรู้สึกเปรี้ยวๆ ฝาดๆ ที่ทะลักออกมาในใจของนางนั้นคืออะไร
นั่นคือความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมโดยสัญชาตญาณที่เกิดจากสายเลือดที่เชื่อมโยงกัน ผลักดันให้นางเข้าหาคนอีกคนหนึ่งซึ่งมีสายเลือดเดียวกัน
แต่ในเมื่อเป็นพี่น้องแท้ๆ ก็ต้องคิดบัญชีกันให้ชัดเจน
ฉินเหยากระแอมสองครั้ง ดึงฉินเฟิงที่กำลังยินดีปรีดาให้กลับจากจินตนาการมาสู่ความเป็นจริง เอ่ยถามเขาว่าเมื่อคืนที่จ่ายเงินให้ลูกน้องของไป๋เฮ่อนั้นใช้เงินไปเท่าไหร่
ฉินเฟิงกล่าวอย่างไม่พอใจ “เป็นพี่น้องกันแท้ๆ พูดเรื่องเหล่านี้ทำไม ล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อย”
ฉินเหยาหยิบธนบัตรที่เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ ออกมาจากอกแล้วกล่าวอย่างเยือกเย็น “พี่น้องแท้ๆ ยิ่งต้องคิดบัญชีให้ชัดเจน”
ฉินเฟิงเห็นนางจริงจังถึงเพียงนี้ก็ถอนหายใจอย่างโอดครวญ “ก็ได้ ข้าจะไปถามท่านลุงเจ็ด”
ครู่ต่อมาก็เดินกลับมาบอกนางด้วยอารมณ์ขุ่นมัว “ทั้งหมดจ่ายไปสองร้อยตำลึง”
ฉินเหยาหยิบธนบัตรมูลค่าหนึ่งร้อยตำลึงสองใบยื่นให้เขาอย่างพึงพอใจ ทั้งยังยิ้มเล็กน้อย
ฉินเฟิงหน้าดำคล้ำ ไม่ได้รับธนบัตรโดยตรง แต่ยื่นเงื่อนไขว่า “เจ้าเก็บปิ่นทองนั่นไว้ ข้าถึงจะรับธนบัตรของเจ้า”
“อีกอย่าง การจ่ายเงินเมื่อวานนั้นก็ไม่ใช่เพื่อตัวเจ้าทั้งหมด ข้าก็ทำเพื่อให้กองคาราวานมีปัญหาน้อยลง ถึงได้เลือกยอมเสียเงินเพื่อตัดปัญหา พวกเราแบ่งกันจ่ายคนละครึ่งเถอะ”
เมื่อเห็นฉินเหยาหรี่ตาลงอย่างอันตราย ฉินเฟิงก็ไม่กลัว อาจจะเป็นเพราะมั่นใจว่านางฆ่าสามีได้ แต่ไม่ฆ่าพี่ชายแท้ๆ กระมัง จู่ๆ ก็เกิดความมั่นใจขึ้นมาอย่างประหลาดเขาจึงเถียงกับนางต่อ
“หากจะคิดบัญชีกันให้ชัดเจนตามที่เจ้าพูดจริงๆ บัญชีของพวกเราสองคนคงต้องเริ่มคิดกันตั้งแต่ที่หมู่บ้านแมวป่าโน่นเลย ตลอดทางมานี้แม้ว่าค่าอาหารและที่พักข้าจะเป็นคนออกให้ แต่เจ้ากับอาวั่งแล้วก็แม่นางอินเยว่ก็ได้ช่วยขบวนรถม้าไว้ไม่น้อย วันนั้นที่ศาลเจ้าร้างเจ้ายังเคยช่วยชีวิตข้าไว้ครั้งหนึ่ง คิดบัญชีกันอย่างนี้ ข้าคงต้องเป็นฝ่ายจ่ายเงินให้เจ้ากลับคืนเสียแล้วกระมัง”
“ชีวิตของเถ้าแก่ใหญ่ฉินอย่างข้า อย่างไรเสียก็คงมีค่าสักหลายพันตำลึงกระมัง สมมติว่าห้าพันตำลึงก็แล้วกัน ห้าพันลบหนึ่งร้อย เช่นนั้นข้าก็ยังต้องทอนเงินให้เจ้าอีกสี่พันเก้าร้อยตำลึงไม่ใช่หรือ”
วิธีการคำนวณของฉินเฟิงนี้ทำเอาตาทั้งสองข้างของหลิวจี้เป็นประกาย ยกนิ้วโป้งขึ้นมาชื่นชมอย่างจริงใจ “พี่เขยช่างคำนวณได้ยอดเยี่ยมมาก!”
สิ้นเสียงพูด สองพี่น้องก็ตะคอกใส่เขาพร้อมกันว่า “เจ้าหุบปาก!”
หลิวจี้ “…”
ดุจังเลย! ยุ่งไม่ได้ๆ
หลิวจี้รีบเรียกเด็กๆ ทั้งสี่คน ใช้เรื่องตรวจดูบทความสำนึกผิดเป็นข้ออ้างแล้วเผ่นหนีไปโดยพลัน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสองพี่น้องดึงเข้าไปพัวพันจนกลายเป็นเป้าให้พวกเขาร่วมกันเล่นงาน
พอหลิวจี้จากไป สองพี่น้องก็เริ่มจ้องตากันอีกครั้ง จ้องเสียจนฉินเหยาแสบตาไปหมด ฉินเฟิงเองก็น้ำตาคลอ ทั้งสองคนจึงถอยกันคนละก้าว บรรลุข้อตกลงร่วมกัน
ฉินเหยา “เงินนี่ท่านรับไป”
ฉินเฟิง “ก็ได้ ปิ่นนั่นเจ้าก็ต้องรับไว้ด้วย”
ฉินเหยา “ตกลงตามนี้!” ถือเสียว่าตนเองใช้เงินสองร้อยตำลึงซื้อปิ่นทองมาอันหนึ่งก็แล้วกัน
สองพี่น้องต่างยื่นเงินยื่นของให้กัน ฉินเฟิงยื่นข้อเสนอเล็กๆ น้อยๆ ข้อหนึ่ง “ที่บ้านไม่ขาดเงิน พี่ชายจะซื้อเครื่องประดับศีรษะให้เจ้าสักชุด ชุดนี้ของเจ้ามันซอมซ่อไปหน่อย พี่ชายเห็นแล้วปวดใจ”
“ท่านว่าอะไรนะ ใครซอมซ่อ” ฉินเหยาขึ้นเสียงสูง
ฉินเฟิงเอ่ย “ข้าซอมซ่อ เจ้าทำเป็นว่าข้าไม่ได้พูดก็แล้วกัน”
กล่าวจบก็ยกมือขึ้นทำท่าปิดปากแล้วหนีไปทันทีอย่างเด็ดเดี่ยว
เขามั่นใจว่านางจะไม่ฆ่าเขา แต่ก็ไม่รับประกันว่านางจะไม่ซ้อมเขา หนีก่อนดีที่สุด
หลังจากเดินไปจนถึงปากทางขึ้นบันไดยังโผล่ศีรษะออกมาย้อนถามฉินเหยาในโถงใหญ่อย่างอ่อนแรง “ทำไมวันนี้ไม่เรียกพี่ชายแล้วล่ะ” เขายังเตรียมอั่งเปาเปลี่ยนคำเรียกไว้ให้นางด้วยนะ
นางหันกลับมา แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร ฉินเฟิงจึงรีบหดศีรษะกลับเข้าไปทันที เลือกที่จะล้มเลิกความคิดเสีย
ช่างเถอะ นางยังต้องการเวลา ให้เวลานางอีกสักหน่อย ต่อไปนางต้องเรียกพี่ชายอย่างแน่นอน
พลบค่ำ ฝนห่าใหญ่ก็หยุดตก เมื่อเห็นเมฆดำบนท้องฟ้าเคลื่อนตัวผ่านไป ฉินเหยาและฉินเฟิงจึงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะรอให้น้ำที่เจิ่งนองบนถนนแห้งลงอีกสักหน่อย กินมื้อเที่ยงเสร็จแล้วค่อยออกเดินทางต่อ
โชคดี ที่วันรุ่งขึ้นแม้ว่าจะเป็นวันฟ้าครึ้มไม่แจ่มใส แต่ฝนก็หยุดตกแล้ว
ตอนเที่ยง หลังจากกินมื้อกลางวันง่ายๆ แล้ว สองครอบครัวก็ออกเดินทางอีกครั้ง
ถนนหนทางเต็มไปด้วยโคลน แต่โชคดีที่ถนนกว้างจึงไม่ได้ยากลำบากถึงเพียงนั้น แม้ว่ารถม้าจะติดหล่มโคลนบ้างเป็นครั้งคราว แต่เมื่อมีจอมพลังอย่างฉินเหยาอยู่ แค่ไม่กี่นาทีก็สามารถกู้รถม้าออกมาจากสถานการณ์ที่ยากลำบากได้ ตลอดทางจึงนับว่าเดินทางได้ค่อนข้างเร็ว
ตอนกลางคืนพักค้างแรมในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง วันต่อมาเดินทางมุ่งไปทางเหนืออีกตลอดทั้งวันก็ออกจากเขตของชิงโจวแล้ว
เมื่อยืนอยู่บนที่สูงแล้วทอดสายตามองไกลออกไปก็สามารถมองเห็นเค้าโครงของด่านที่ต้องผ่านเพื่อเข้าสู่เมืองหลวงอย่างด่านหนานโหลวได้รำไรแล้ว
ฉินเฟิงกล่าว “พรุ่งนี้เดินทางอีกหนึ่งวัน หากฟ้าโปร่ง เดินทางได้เร็วหน่อย พลบค่ำก็คงถึงชายขอบด่านหนานโหลว หากโชคดีเข้าด่านได้ก่อนที่ประตูด่านจะปิดก็จะได้พักผ่อนที่โรงเตี๊ยมหลงเฉวียน”
“จากด่านหนานโหลวเดินทางต่อไปอีกสองชั่วยามก็จะถึงเมืองหลวงแล้ว”
เด็กๆ มองดูท่านพ่อท่านแม่ด้วยความดีใจ ฉินเหยาและหลิวจี้สบตากัน ในใจก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน
หลิวจี้นับคำนวณเวลาในใจ ออกเดินทางจากบ้านมาจนถึงตอนนี้ก็ใช้เวลาไปสิบห้าวันแล้ว
ยังเหลือระยะทางอีกสองวันก่อนจะถึงเมืองหลวง รวมกันทั้งหมดสิบเจ็ดวัน ช้ากว่าที่หลิวเฝยนั่งเรือมาถึงเพียงแค่สองวันเท่านั้น
“ไม่รู้ว่าตอนนี้ท่านอาจารย์เป็นอย่างไรบ้าง” ยามค่ำคืนที่พักค้างแรมอยู่ในป่า ขณะกำลังทำอาหารเย็น จู่ๆ หลิวจี้ก็พึมพำขึ้นมา
ผู้ที่อยู่ในสถานการณ์มักมองเห็นไม่ชัดเจน ผู้สังเกตการณ์ภายนอกต่างหากที่มองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่ง ฉินเหยานึกถึงท่าทีของไป๋เฮ่อยามที่ได้พบเขาก่อนหน้านี้จึงวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล “ไม่น่าจะมีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นหรอก มิฉะนั้นตอนที่ไป๋เฮ่อพบเจ้ากับข้า อารมณ์คงไม่มั่นคงถึงเพียงนั้น”
ความหมายโดยนัยก็คือ คนผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน
อีกทั้งตอนนี้ยิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงมากเท่าใด ข่าวคราวเกี่ยวกับทางเมืองหลวงก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น เหล่าพ่อค้าวาณิชที่เดินทางมาจากทางเหนือนั้น เรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันมากที่สุดในสถานีพักม้าก็คือข่าวซุบซิบฉาวโฉ่ของราชครูแห่งราชสำนักคนปัจจุบันกับองค์หญิงใหญ่ ไม่มีเรื่องซุบซิบใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับบัณฑิต มหาบัณฑิต หรือกงเหลียงเหลียวเลย
หลิวจี้พลันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาเชื่อเมียจ๋าของเขา นางบอกว่าไม่เป็นไรก็ย่อมต้องไม่เป็นไร
แต่ว่า…
“องค์หญิงใหญ่กับราชครูเป็นอะไรกันหรือ” หลิวจี้ถือช้อนตักน้ำแกง ขยับเข้าไปใกล้อย่างใคร่รู้ จิตวิญญาณแห่งการซุบซิบพลันลุกโชน
ฉินเหยารู้สึกว่าเรื่องซุบซิบเหล่านี้ หลิวจี้ไม่รู้ยังจะทำให้เขามีชีวิตยืนยาวยิ่งขึ้นจึงถลึงตาใส่เขาแวบหนึ่ง “ไปทำอาหารของเจ้าเถอะ เรื่องราวของผู้สูงศักดิ์เหล่านี้เป็นสิ่งที่สามัญชนธรรมดาอย่างเจ้ากับข้าจะวิพากษ์วิจารณ์ได้หรือ”
หลิวจี้ล่าถอยกลับไปข้างหม้ออย่างจืดเจื่อนพลางพึมพำว่า “ที่นี่ก็ไม่มีคนนอก พูดหน่อยจะเป็นไรไป…”
ฉินเหยาทำหน้าตึง หลิวจี้ที่กังวลว่าตนเองจะโดนซ้อมต่อหน้าพี่เขยเป็นครั้งแรกจึงได้ยุติความคิดลงจริงๆ
ตลอดทั้งคืนปลอดภัยไร้เรื่องราว วันรุ่งขึ้นฟ้าสาง ผู้คนก็มุ่งหน้าไปยังด่านหนานโหลว แม้กระทั่งตอนกลางวันก็ไม่หยุดพัก เพียงเพื่อให้สามารถผ่านเข้าด่านได้อย่างราบรื่นก่อนยามเย็น
เด็กๆ เอาแต่ตื่นเต้น ก้นแทบจะกระแทกแยกออกเป็นสามส่วนก็ยังไม่ร้องโอดครวญ คณะเดินทางรีบเร่งอย่างเต็มที่ ในที่สุดก็มาถึงด่านหนานโหลวในยามเซิน
ครอบครัวแปดคนของฉินเหยาผ่านด่านไปได้อย่างรวดเร็ว สิ่งเดียวที่เป็นปัญหาก็คืออาวุธของฉินเหยา หลังจากอธิบายที่มาที่ไปแล้วประกอบกับมีฉินเฟิงคอยจัดการจึงสามารถผ่านด่านไปได้อย่างราบรื่น ไม่ถูกกลั่นแกล้งแต่อย่างใด
แต่ที่จริงแล้วสำหรับฉินเหยา สิ่งที่นางกังวลที่สุดในด่านนี้มิใช่อาวุธของตนเอง แต่เป็นสถานะของอาวั่ง
โชคยังดี สำหรับคนรับใช้ที่มีสถานะเป็นเพียงบ่าวไพร่ ทหารเฝ้าด่านไม่ได้ตรวจสอบอะไรมากนัก อาวั่งจึงสามารถผ่านไปได้อย่างราบรื่น
เมื่อเทียบกันแล้ว กองคาราวานกลับยุ่งยากกว่ามาก ฉินเฟิงส่งลูกน้องคนหนึ่งให้ติดตามครอบครัวฉินเหยาเข้าเมืองไปจัดการเรื่องที่พักก่อน ส่วนเขาอยู่รั้งท้าย รอให้กองคาราวานดำเนินการตามขั้นตอนจนเสร็จสิ้นแล้วจึงค่อยตามไปสมทบกับพวกนางที่โรงเตี๊ยม
สิ่งที่ควรกล่าวถึงก็คือ ผู้บัญชาการที่เฝ้าด่านหนานโหลวเป็นสตรีร่างสูงใหญ่กำยำผู้หนึ่ง เมื่อเห็นฉินเหยาพกพาอาวุธก็ลงจากด่านมาเดินวนดูรอบหนึ่งด้วยตนเอง ทั้งยังมองฉินเหยาเพิ่มอีกสองแวบ
สายตานั้น หลิวจี้รู้สึกตลอดเวลาว่าผู้บัญชาการคนนี้คิดจะแย่งชิงเมียจ๋าของตนไปอยู่ทุกเมื่อ
นี่ยังไม่ทันได้เข้าเมืองหลวงเลย เขาก็คาดการณ์ได้แล้วว่าเมียจ๋าของตนจะเนื้อหอมเพียงใด