ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 641 พบเข้ากับการยึดทรัพย์
ตอนที่ 641 พบเข้ากับการยึดทรัพย์
“อย่างไรเสียที่นี่ก็ไม่ใช่จวนของพวกเราเอง พวกเราเพียงแค่พักอยู่ชั่วคราวในช่วงปรับตัวเท่านั้น ดังนั้นเรือนส่วนหลังก็ไม่ต้องไปยุ่ง พวกเราพักอาศัยกันที่เรือนส่วนหน้าก็พอ”
ฉินเหยาเพิ่งจะเอ่ยปากก็ได้ยินเสียงถอนหายใจดังขึ้นสองครั้ง
ซื่อเหนียงและหลิวจี้สบตากัน สองพ่อลูกพลันขานรับ “อ้อ” เสียงหนึ่งอย่างสิ้นเรี่ยวแรง ความหวังเรื่องห้องใต้หลังคาพังทลายลงแล้ว พวกเขาพลันกลายเป็นเหมือนมะเขือต้องน้ำค้างแข็ง ดูเหี่ยวเฉาไร้ชีวิตชีวา
แต่ในไม่ช้าหลิวจี้ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง เรือนส่วนหน้ามีห้องทั้งหมดเพียงสี่ห้อง อาวั่งครอบครองไปหนึ่งห้อง เจ้าเด็กแสบสามคนเอาไปอีกห้องหนึ่ง หากซื่อเหนียงและอินเยว่ครองอีกหนึ่งห้อง เช่นนั้นแล้ว…เขาก็จะสามารถนอนห้องเดียวกับเมียจ๋าได้แล้วใช่หรือไม่
ส่วนห้องสองห้องซ้ายขวาของประตูใหญ่ซึ่งเป็นห้องสำหรับผู้คุ้มกันและคนเฝ้าประตูนั้น หลิวจี้ไม่เคยคิดถึงเลย ห้องนั้นทั้งมืด ทั้งคับแคบและเล็ก คุณชายคุณหนูน้อยของบ้านนี้ ไม่มีใครเต็มใจไปอยู่อย่างแน่นอน
ท่ามกลางสายตาคาดหวังของทุกคน ฉินเหยจึงจัดแจงว่า “ซื่อเหนียงโตแล้ว รอวันหน้าหากมีโอกาสแม่จะเตรียมห้องให้เจ้าแยกไปอยู่คนเดียวอีกห้อง ตอนนี้ก็อยู่กับศิษย์พี่เยว่ไปก่อน นอนที่ห้องปีกตะวันออกด้านซ้ายด้วยกันนะ”
ซื่อเหนียงรีบวิ่งไปจูงมืออินเยว่ที่อยู่ข้าง ๆ อย่างดีใจ หนึ่งผู้ใหญ่หนึ่งเด็กเล็กสบตากัน ทั้งคู่ต่างก็พึงพอใจสหายร่วมห้องอย่างถึงที่สุด
เมื่อนึกถึงว่าต่อไปพอตื่นนอนก็จะมีคนช่วยหวีผมให้ ซื่อเหนียงก็โยนเรื่องห้องใต้หลังคาทิ้งไปจากสมองทันที คิดเพียงแต่ว่าจะประจบประแจงศิษย์พี่เยว่ของนางอย่างไรดี
ฉินเหยามองไปทางเด็กผู้ชายทั้งสามคนของบ้าน “ห้องปีกตะวันตกด้านขวากว้างกว่า พวกเจ้าสามคนก็อยู่ด้วยกันไปก่อนแล้วกัน คืนนี้เบียดกันหน่อย พรุ่งนี้ข้าจะออกไปซื้อเตียงเล็กมาให้พวกเจ้าอีกสองเตียง ยังคงนอนคนละเตียงเหมือนเดิม”
สามพี่น้องต้าหลางไม่มีความเห็น ท่านแม่จัดแจงอย่างไรก็อยู่ตามนั้น พวกเขาหยิบสัมภาระของตนเข้าไปจัดข้าวของในห้องทันที
พวกเขาโตกันหมดแล้ว เรื่องอย่างกวาดพื้นเช็ดโต๊ะล้วนทำเองได้ ฉินเหยาจึงพยักหน้าอย่างวางใจ มองไปยังหลิวจี้ที่ส่งสายตาจนตาแทบจะเป็นตะคริวอยู่แล้วแล้วมองอาวั่งที่แม้ใบหน้าจะไร้อารมณ์ แต่ทั่วทั้งร่างกลับแผ่กลิ่นอายของการต่อต้านออกมา
นางชี้ไปที่คนทั้งสองแล้วชี้ไปยังห้องปีกที่อยู่ติดกับห้องของต้าหลางสามพี่น้อง “พวกเจ้าก็ทนๆ อยู่กันไปสักพักก่อนดีหรือไม่”
ไม่คาดคิด พอนางพูดจบ ทั้งสองก็พูดออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายว่า “ข้าไม่อยากนอนกับเขา!”
อาวั่งเอ่ย “ฮูหยิน ข้าจะไปอยู่ที่ห้องของผู้คุ้มกันเรือนเองขอรับ”
ราวกับกลัวว่าจะถูกปฏิเสธ พอพูดจบก็รีบหยิบห่อผ้าสัมภาระอันน้อยนิดน่าสงสารของตน โยนไปยังห้องข้างเล็กๆ ด้านซ้ายมือของประตูใหญ่ เขายอมนอนในห้องข้างที่ทั้งมืดและคับแคบแต่จะไม่ยอมอยู่ห้องเดียวกับนายท่านใหญ่แสนเหลาะแหละผู้นี้ กลัวว่าตนเองจะเสียคนตามเขาไปด้วย
หลิวจี้ “…”
“เช่นนั้นเจ้าก็นอนที่ห้องปีกตะวันตกด้านซ้ายคนเดียวเถอะ” ฉินเหยาตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ไม่เข้าใจเลยว่าสายตาที่หลิวจี้ส่งมาจนแทบจะเป็นตะคริวนั้นหมายความว่าอย่างไร
กล่าวโดยสรุปคือ ในฐานะเจ้าบ้าน นางย่อมต้องอยู่ห้องปีกตะวันออกด้านขวาที่ดีที่สุดและใหญ่ที่สุดเพียงลำพัง นี่มันสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง!
ห้องใต้หลังคาก็ไม่ได้อยู่ อยากจะใกล้ชิดกับเมียจ๋าก็ไม่ได้ใกล้ชิด ไอความขุ่นข้องหมองใจบนร่างของหลิวจี้แทบจะเอ่อล้นออกมาอยู่แล้ว
แต่ชีวิตกลับไม่เปิดโอกาสให้เขาได้หยุดพักหายใจ ใครบางคนเอ่ยประโยคว่ามารดาผู้นี้หิวแล้ว เขาก็ต้องรีบพับแขนเสื้อเข้าห้องครัวเพื่อเตรียมอาหารเย็นให้กับทุกคนในครอบครัว
เดิมทีงานนี้ควรเป็นของอาวั่ง แต่บังเอิญว่าคนผู้นั้นวิ่งไปเลี้ยงม้าที่คอกม้าในสวนหลังบ้านเสียแล้ว หลิวจี้จึงจำต้องลงมือเอง
ระหว่างทางมาตรอกหย่งทง อาวั่งเห็นคนขายผักอยู่ข้างทางก็ซื้อมาไม่น้อย ตอนนี้เลยเป็นประโยชน์ต่อหลิวจี้ วัตถุดิบก็มีแล้ว ในห้องเก็บฟืนก็มีฟืนตุนไว้ จุดไฟตั้งเตา ทำอาหารผัดห้าอย่างน้ำแกงหนึ่งอย่าง บวกกับข้าวอีกหนึ่งหม้อออกมาอย่างรวดเร็ว ครอบครัวทั้งแปดชีวิตก็ทานมื้อค่ำกันในห้องโถงที่โล่งกว้างทว่าถูกอินเยว่เช็ดจนสะอาดเอี่ยมอ่องนั้น
พอทานมื้อค่ำเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว เพื่อนบ้านโดยรอบต่างดับไฟเข้าสู่ห้วงนิทรา รอบด้านจึงเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงร้องรำทำเพลงดังแว่วๆ มาจากตรอกจี๋เสียนที่อยู่ไม่ไกล
อาวั่งต้มน้ำสองหม้อใหญ่ ทุกคนก็ล้างหน้าล้างตากันอย่างง่าย ๆ คนละรอบแล้วกลับเข้าห้องนอนไป
คิดจะอาบน้ำก็ไม่สะดวก ในจวนของฉินเฟิงนี้หาได้มีห้องอาบน้ำไม่ การอาบน้ำยังคงใช้วิธีแบบดั้งเดิม นั่นคือใช้อ่างอาบน้ำ บรรจุน้ำให้เต็ม จากนั้นทุกครึ่งเดือนถึงจะจุดเครื่องหอมอาบน้ำครั้งหนึ่ง
เดินทางรอนแรมมาตลอดทาง ในที่สุดก็มาถึงจุดหมายปลายทาง แม้จะไม่มีผ้าปูที่นอนและผ้าห่มที่นุ่มสบาย แต่พอจิตใจได้ผ่อนคลาย ทั้งครอบครัวจึงหลับสนิทไปอย่างรวดเร็ว
การนอนครั้งนี้ ฉินเหยาหลับสบายอย่างยิ่ง นางตื่นขึ้นเองเมื่อฟ้าสว่าง ข้างหูก็แว่วเสียงสุนัขเห่าหลายคราและเสียงดุเสียงตีเด็กซน
เสียงจอแจแสนคุ้นเคยของตลาดทำให้ฉินเหยาเผลอไผลไปชั่วขณะ นึกว่าตนเองยังอยู่ที่หมู่บ้านตระกูลหลิว
แต่ในไม่ช้า เสียงของอินเยว่ก็ดังมาจากนอกประตู ดึงความคิดของฉินเหยากลับมาสู่ความเป็นจริง
“ท่านอาจารย์! ข้ากับอาวั่งซื้อผักกลับมาแล้ว ทั้งยังนำอาหารเช้ามาฝากทุกคนด้วย พวกท่านรีบตื่นขึ้นมากินเถิด นี่คือซาลาเปาเนื้อลาที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวงเชียวนะ อีกเดี๋ยวเย็นแล้วจะไม่อร่อย!”
อินเยว่วางซาลาเปาที่ห่อกลับมาหลายเข่งไว้ในห้องโถง หันไปเคาะประตูทีละห้อง จากนั้นก็กลับเข้าห้องไปดึงตัวซื่อเหนียงที่ยังนอนไม่ตื่นให้ลุกขึ้นมา
เด็กหญิงตัวน้อยยังคงงัวเงีย จำไม่ได้ว่าที่นี่คือที่ใด นางหาวพลางขยับตัวสวมเสื้อผ้าและรองเท้าอย่างให้ความร่วมมือพลางเอ่ยถามว่า “ศิษย์พี่เยว่ พวกเรายังต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดจึงจะถึงเมืองหลวงหรือเจ้าคะ”
อินเยว่หัวเราะฮ่าฮ่าแล้วใช้นิ้วจิ้มจมูกของนาง “ถึงเมืองหลวงแล้ว มาถึงเมื่อคืน เจ้าลืมไปแล้วหรือ”
ซื่อเหนียงเอียงคอครุ่นคิด อ้อใช่ เมื่อวานยามโพล้เพล้ก็ถึงเมืองหลวงแล้วนี่นา
“รีบลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา กินซาลาเปาเนื้อกัน ร้านซาลาเปาเนื้อที่อาวั่งแนะนำร้านนั้นอร่อยเป็นพิเศษเลย” อินเยว่ยกอ่างออกไปตักน้ำ เตือนซื่อเหนียงให้รีบสวมเสื้อผ้าให้เร็วขึ้นอีกนิด มิเช่นนั้นจะไม่ได้กินซาลาเปาอุ่นๆ แล้ว
ในจวนของฉินเฟิงนี้ ของใช้ในชีวิตประจำวันจำนวนมากล้วนไม่ครบถ้วน หลิวจี้พลิกหาทั่วทั้งสองลานเรือนด้านหน้าและด้านหลังก็หาอ่างได้เพียงสามใบเท่านั้น
ใบหนึ่งเก็บไว้ในห้องครัวสำหรับล้างผักล้างถ้วยชาม ใบหนึ่งสำหรับล้างเท้า ส่วนใบที่เหลือใช้สำหรับล้างหน้า ทั้งครอบครัวใช้ร่วมกัน
อินเยว่ตักน้ำมาเรียบร้อยแล้ว เด็กทั้งสี่จึงผลัดกันล้างหน้าล้างตา
หลิวจี้พิถีพิถันมาโดยตลอด ไม่เหมือนฉินเหยาที่เพียงแค่ก้มหน้าลงในถังน้ำ วักน้ำล้างครั้งหนึ่งแล้วก็สะบัดศีรษะ เน้นความคล่องแคล่วสบายๆ เป็นหลัก
ไม่ไกลจากตรอกหย่งทงมีบ่อน้ำอยู่บ่อหนึ่ง ชาวบ้านในย่านนี้ล้วนต้องไปตักน้ำที่บ่อในยามเช้า แต่จวนของฉินเฟิงแห่งนี้ได้ขุดบ่อน้ำไว้บ่อหนึ่งจึงลดความยุ่งยากนี้ไปได้
หลิวจี้รอจนกระทั่งพวกเด็กน้อยล้างหน้าเสร็จ ตนเองก็ตักน้ำมาใหม่หนึ่งอ่าง เริ่มจากใช้น้ำสะอาดล้างหน้าหนึ่งรอบก่อน จากนั้นจึงใช้ผ้าเช็ดหน้าที่แห้งสะอาดซับคราบน้ำบนใบหน้าเบาๆ จนแห้ง ใช้เกลือแปรงฟันอย่างละเอียดหนึ่งรอบแล้วจึงใช้ใบมีดโกนตอหนวดที่งอกยาวออกมาจนเกลี้ยงเกลา สดชื่นสะอาดตา สมบูรณ์แบบ!
เมื่อล้างหน้าล้างตาเสร็จสิ้น สมาชิกครอบครัวทั้งหกคนก็ลิ้มลองซาลาเปาเนื้อลาที่อินเยว่และอาวั่งแนะนำอย่างแข็งขัน รสชาติสดใหม่หอมอร่อยจริงดังคาด ลำพังฉินเหยาคนเดียวก็กินไปถึงห้าลูก ทั้งครอบครัวจัดการซาลาเปาที่อินเยว่นำกลับมาจนหมดเกลี้ยง
เมื่ออิ่มท้อง ดวงตะวันก็เพิ่งจะโผล่พ้นจากขอบฟ้า ในเรือนยังขาดข้าวของเครื่องใช้อีกมาก ฉินเหยาจึงเรียกสมาชิกในครอบครัวให้มารวมตัวเพื่อเตรียมจะออกไปซื้อของด้วยกัน พร้อมกับทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่สักหน่อยแล้วจึงค่อยวางแผนกันต่อไป
ในใจของหลิวจี้ยังคงห่วงใยท่านอาจารย์ของตน เขาอยากจะออกไปข้างนอกจนแทบรอไม่ไหวแล้ว
ทั้งครอบครัวจัดการเก็บกวาดเล็กน้อย ฉินเหยาและหลิวจี้ก็เดินนำหน้า ต้าหลางและเอ้อร์หลางเดินอยู่ตรงกลาง เด็กน้อยสองคนถูกอาวั่งและอินเยว่จูงมือคนละข้างเดินตามอยู่ด้านหลัง ทั้งครอบครัวลงกลอนประตูใหญ่ มุ่งหน้าไปยังตลาดทิศใต้ที่คึกคักที่สุดอย่างตื่นเต้น
เมืองหลวงใหญ่โตมาก การเดินทางข้ามย่านหากไม่นั่งเกี้ยวก็ต้องโดยสารรถม้า หากอาศัยเพียงสองขาเดิน จากตรอกหย่งทงไปยังตลาดทิศใต้ จะต้องใช้เวลาเดินถึงครึ่งชั่วยามเลยทีเดียว
บนถนนสายหลักในเมืองไม่อนุญาตให้ควบม้า ดังนั้นบนถนนจึงมีรถม้าและเกี้ยวเป็นส่วนใหญ่ คนเดินเท้าต้องเดินชิดริมทาง
ตลอดเส้นทางที่มุ่งไปยังตลาดทิศใต้ ผู้คนยิ่งมาก็ยิ่งหนาตาขึ้น
ทันใดนั้น รถม้าหลายคันก็วิ่งตะบึงเข้ามา ผู้คนต่างรีบหลีกทางไปทั้งสองด้านเพื่อหลบรถม้า
เพื่อไม่ให้เด็กๆ ได้รับบาดเจ็บ อาวั่งและหลิวจี้จึงรีบอุ้มซานหลางและซื่อเหนียงขึ้นขี่คอ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ถูกฝูงชนที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างกะทันหันเบียดกระเด็นออกไป
หลังจากรถม้าผ่านไปก็มีกลุ่มคนขี่ม้ากลุ่มหนึ่งพรวดพราดออกมา พวกเขาสวมใส่ชุดขุนนางสีดำสนิทเหมือนกันหมด คนกลุ่มใหญ่กรูเข้าไปล้อมจวนที่อยู่เบื้องหน้าไว้ในทันใด
บรรยากาศตึงเครียดก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากชาวบ้านโดยรอบและยังดึงดูดความสนใจของครอบครัวฉินเหยาทั้งแปดชีวิตอีกด้วย
หลิวจี้ตบไหล่พี่ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ เบาๆ เอ่ยถามเสียงแผ่วเบาว่า “พี่ใหญ่ นี่มันเรื่องอะไรกันหรือ?”
พี่ใหญ่ผู้นั้นทำท่าทางราวกับมีประสบการณ์โชกโชน เขาจิ๊ปากสองคราแล้วกล่าวว่า “คนของหวงเฉิงซือ ท่าทางเช่นนี้ แปดเก้าส่วนก็น่าจะเป็นการยึดทรัพย์”
(***หวงเฉิงซือ เป็นชื่อเฉพาะของหน่วยงานราชการในจีนโบราณ มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ตรวจตราและสอดส่องในเขตเมืองหลวง)
ยึดทรัพย์?
ครอบครัวทั้งแปดชีวิตสบตากัน วันแรกที่เข้าเมืองหลวงก็ได้เห็นคนยึดทรัพย์ น่าตื่นเต้นถึงเพียงนี้เชียวหรือ!