ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 642 ใครก็ได้ มาลากตัวออกไป
ตอนที่ 642 ใครก็ได้ มาลากตัวออกไป
ชาวบ้านไม่ยอมไปไหนกันแล้ว ถนนหนทางพลันติดขัด แออัดไปด้วยผู้คนที่มามุงล้อมดูความครึกครื้น
อย่างไรเสีย แม้จะอาศัยอยู่ในเมืองหลวง เรื่องเช่นการยึดทรัพย์ก็มิใช่เรื่องที่จะได้พบเจอบ่อยครั้งนัก ย่อมต้องรอดูความครึกครื้นให้จบเสียก่อนจึงค่อยไป
ฉินเหยาไม่เคยชอบมุงดูเรื่องครึกครื้นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร ทว่าฝูงชนแออัดยัดเยียด พวกนางอยากจะไปก็ไปไม่ได้เสียแล้ว ทำได้เพียงถูกบังคับให้ยืนดูฉากการยึดทรัพย์อยู่ตรงนี้
เห็นเพียงบุรุษหลายคนที่สวมใส่เสื้อผ้าของหวงเฉิงซือลงมาจากรถม้าสองคันที่นำหน้าขบวน ในมือถือสิ่งที่คล้ายดั่งราชโองการอยู่ม้วนหนึ่ง ก้าวฉับๆ ตรงไปยังหน้าประตูจวนที่ถูกล้อมเอาไว้แล้วสั่งการให้คนบุกเข้าไปพังประตูใหญ่
คนในจวนไม่ทันได้คาดคิด ต่างตกใจกันเป็นอย่างมาก ครั้นเมื่อเห็นชุดขุนนางของหวงเฉิงซือ สีหน้าก็ซีดขาวไปโดยพร้อมเพรียงกัน
ปราศจากคำพูดไร้สาระใด ชายหน้าดำผู้เป็นหัวหน้าพลันโบกมือสั่งให้คนเริ่มค้นและยึดทรัพย์ พลางป่าวประกาศราชโองการแสนโหดร้ายออกมา
น้ำเสียงของชายหน้าดำไม่ดังนัก พวกฉินเหยาอยู่ห่างออกไปค่อนข้างไกลจึงได้ยินเพียงไม่กี่ประโยคแว่วๆ เกี่ยวกับการรวมกลุ่มก่อตั้งพรรคพวกเพื่อประโยชน์ส่วนตน ยุยงส่งเสริมให้เชื้อพระวงศ์กระทำการต่อต้าน ล่วงเกินเบื้องยุคลบาท อะไรทำนองนี้
แต่ประโยคสุดท้ายกลับได้ยินอย่างชัดเจน เพียงได้ยินเทพชั่วร้ายหน้าดำผู้นั้นตะโกนเสียงดังอย่างเหี้ยมเกรียมประโยคหนึ่งว่า
“ฝ่าบาททรงมีพระเมตตา ตระกูลจูทั้งตระกูล เด็กเล็กผู้เฒ่าทั้งชายหญิงให้เนรเทศสามพันลี้ ทรัพย์สินทั้งหมดริบเข้าท้องพระคลัง บังคับใช้ทันที!”
สิ้นเสียง ภายในจวนก็มีเสียงร่ำไห้โหยหวนของสตรีและเด็กดังขึ้น เพียงชั่วครู่ สมาชิกสตรีของตระกูลจูทั้งหมดก็ถูกไล่ออกมาจากประตูใหญ่ ความรวดเร็วนั้นช่างน่าตกตะลึง แม้แต่เวลาให้สตรีและเด็กตระกูลจูได้หายใจหายคอก็ยังไม่มี พวกเขาถูกจับกุมและไล่ออกมาในทันที แม้แต่อาภรณ์หรูหราและปิ่นปักผมไข่มุกบนร่างก็ถูกริบไปทั้งหมด ชาวบ้านที่มุงดูต่างพากันตกตะลึง
“ไม่เคยเห็นการยึดทรัพย์ที่รวดเร็วเช่นนี้มาก่อน สามพ่อลูกตระกูลจูนี้เป็นเพียงขุนนางตำแหน่งลอยที่ทำงานด้านการเรียบเรียงตำรา เหตุใดจู่ๆ ถึงถูกยึดทรัพย์เช่นนี้เล่า”
การยึดทรัพย์และเนรเทศที่เคยเห็นในอดีต อย่างไรเสียก็ต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองชั่วยามกว่าจะเห็นคนออกมา อย่างน้อยก็ควรให้เวลาผู้คนได้พักหายใจเก็บข้าวของมีค่าบ้างไม่ใช่หรือ
ขอเพียงคนยังมีชีวิตอยู่ก็ย่อมมีหนทางให้พลิกผันบ้างไม่มากก็น้อย
สองปีมานี้ราชสำนักในเมืองหลวงไม่สงบสุขนัก ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เห็นกันจนชินตาแล้ว เรื่องประหลาดเช่นวันนี้กลับพบเห็นได้น้อยนัก
มีผู้เฒ่าท่านหนึ่งที่อ้างตนว่าเป็นผู้รู้ในวงใน จิ๊ปากเสียงเบาแล้วกล่าวว่า
“พวกเจ้าย่อมรู้ดีว่าตอนนี้ทั้งสองพระองค์ที่อยู่เบื้องบนนั้นต่อสู้กันดุเดือดเพียงใด บัดนี้ได้ราชครูมาช่วยเหลือ ตำหนักบูรพาจึงเพิ่งจะกดจวนองค์หญิงไว้ได้เล็กน้อย ในเมื่อตำหนักบูรพาอุตส่าห์คว้าจุดอ่อนของจวนองค์หญิงไว้ได้ เจ้าคิดว่าท่านผู้นั้นในตำหนักบูรพาโง่หรือ ย่อมต้องรีบจัดการให้เด็ดขาดโดยเร็ว ป้องกันไม่ให้มีผู้ใดโผล่ออกมาขัดขวางกลางคัน…”
เสียงพูดยังไม่ทันขาดคำพลันมีเสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราดของสตรีดังขึ้น
“หลิวเชียน! เป็นถึงผู้บัญชาการหวงเฉิงซือผู้สูงส่ง รังแกสตรีและเด็กกลุ่มหนึ่ง เจ้าคิดว่ามันน่าภาคภูมิใจนักหรือไง!”
ทุกคนได้ยินเสียงก็หันขวับไปมองพร้อมกัน เห็นเพียงสตรีร่างสูงใหญ่ในชุดรัดกุมสีน้ำเงินควบม้าตรงมาทางนี้
แส้ม้าเส้นหนึ่งฟาดไปเบื้องหน้าผู้บัญชาการหลิวเชียนแห่งหวงเฉิงซือ พยายามจะฟาดมือของเขาที่กำลังถือขื่อคา
เหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นกะทันหัน แต่ผู้บัญชาการหวงเฉิงซือหน้าดำหลิวเชียนผู้นั้นกลับถอยหลังหลบแส้นี้ไปได้อย่างรวดเร็ว
คิ้วทั้งสองข้างที่ขาดแหว่งเพราะรอยแผลเป็นขมวดเข้าหากันแน่น จ้องมองสตรีในชุดสีน้ำเงินผู้นั้นอย่างเย็นชา
ท่านผู้เฒ่าผู้รู้วงในที่เมื่อครู่พูดค้างไว้ครึ่งๆ กลางๆ เมื่อเห็นฉากนี้ก็จุ๊ปากอีกครั้ง “เห็นหรือไม่ ข้าว่าแล้วอย่างไรเล่า คนจากจวนองค์หญิงมาแล้วมิใช่หรือ”
เหล่าผู้คนที่มามุงดูเรื่องสนุกต่างก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที ดูท่าว่าการยึดทรัพย์ในวันนี้จะไม่ธรรมดาเสียแล้ว
ทว่ากลับมีคนถามขึ้นมาอย่างสงสัย “สตรีผู้นี้คือใครหรือ ดุร้ายยิ่งนัก กล้าหาเรื่องกระทั่งกลุ่มของหวงเฉิงซือซึ่งเปรียบเสมือนยมบาลตัวเป็นๆ นี้?”
ท่านผู้เฒ่ากล่าวขึ้นอีกครั้ง “จะเป็นใครได้อีกเล่า ก็คนจากหน่วยราชองครักษ์ของจวนองค์หญิงน่ะสิ!”
ฝูงชนที่มุงดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที หน่วยราชองครักษ์เชียวนะ เช่นนั้นกลุ่มยมบาลอย่างหวงเฉิงซือก็แย่แล้ว
สองสามีภรรยาฉินเหยาและหลิวจี้ที่แอบดูสถานการณ์เงียบๆ อยู่ด้านหลังฝูงชนสบตากัน
หลิวจี้ถามเสียงเบา “เมียจ๋า เจ้าว่าสตรีในชุดสีน้ำเงินผู้นั้นดูคุ้นตาหรือไม่”
ฉินเหยาพยักหน้ารับแล้วเอ่ยชื่อของคนผู้นั้นออกมา นั่นเป็นชื่อที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี “แม่ทัพมู่หลิง”
หลิวจี้ตบเข้าที่น่องเล็กๆ ของลูกสาวบนบ่าอย่างตื่นเต้น “นางนั่นเอง! นางนั่นเอง!”
ซื่อเหนียงร้องโอ๊ยเสียงหลงแล้วก้มหน้าถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านพ่อ ท่านตีข้าทำไม”
หลิวจี้ถึงได้รู้ตัวว่าตนเองตื่นเต้นเกินไปหน่อยจึงรีบหัวเราะเอาใจแล้วเอ่ยปลอบว่า “ผิดพลาดไปน่ะๆ พ่อเพียงแค่อยากเกาไหล่เฉยๆ เดี๋ยวกลับไปแล้วจะซื้อถังหูลู่ให้เจ้านะ~”
ซื่อเหนียงแค่นเสียงหนึ่งครั้งแล้วเอ่ย “เอาสองไม้!”
หลิวจี้จึงยกฝ่ามือใหญ่ขึ้น เด็กหญิงตัวน้อยก็รีบยื่นฝ่ามือเล็กๆ ของตนออกมา สองพ่อลูกจึงแตะมือคืนดีกัน
หลังปลอบลูกสาวที่กำลังโกรธเสร็จ หลิวจี้ก็เงยหน้ามองไปอีกครั้ง เหล่าสตรีหน้าจวนตระกูลจูได้กลับไปสวมใส่อาภรณ์หรูหราตัวเดิมของพวกนางอีกครั้งแล้ว
หลิวเชียนผู้นั้นอยู่ต่อหน้ามู่หลิงก็ได้แต่โกรธแต่ไม่กล้าพูด อย่างไรเสีย ผู้ใดจะกล้าล่วงเกินองค์หญิงใหญ่ผู้มีอำนาจล้นฟ้าเล่า
ทว่าองค์หญิงทรงลำเอียงเข้าข้างลูกน้องของตนอย่างเห็นได้ชัดเช่นนี้ ไม่กลัวว่าตนเองจะถูกลากเข้าไปพัวพันด้วยหรือ
การสมัครพรรคพวกแสวงหาประโยชน์ส่วนตนเป็นเรื่องที่ฝ่าบาททรงรังเกียจที่สุดในขณะนี้!
มู่หลิงตวาดห้ามคนของหวงเฉิงซือที่กำลังจะขนย้ายข้าวของออกไปและให้สมาชิกหญิงของตระกูลจูเข้าไปเก็บข้าวของมีค่าติดตัว
ทั้งยังกล่าวขออภัยต่อฮูหยินผู้เฒ่าจูเสียงต่ำว่า “เรื่องการเนรเทศมิอาจเปลี่ยนแปลงได้แล้ว แต่องค์หญิงย่อมไม่ทำให้เหล่าข้ารับใช้ที่ภักดีต่อพระองค์ต้องเจ็บช้ำน้ำใจแน่นอน ทางด้านใต้เท้าจูและบุตรชายทั้งสองได้รับการจัดการเรียบร้อยแล้ว จะมีคนคอยดูแลพวกเขา พวกท่านก็อย่าเพิ่งสิ้นหวัง ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ ย่อมยังมีความหวัง!”
มู่หลิงเน้นย้ำคำว่า ‘ความหวัง’ สองคำนี้อย่างหนักแน่น บนใบหน้าที่เดิมทีสิ้นหวังของฮูหยินผู้เฒ่าจูพลันปรากฏประกายแห่งความหวังขึ้นมาวูบหนึ่ง
คนชราอายุอานามปาเข้าไปห้าหกสิบปีเกือบจะคุกเข่าขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณขององค์หญิง ณ ที่นั้น
มู่หลิงรีบประคองคนไว้แล้วกวาดตามองหลิวเชียนและคนอื่นๆ อย่างแฝงความนัย ฮูหยินผู้เฒ่าจูถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่ามิควรทำเรื่องให้ใหญ่โต
เมื่อได้เวลาหยุดพักชั่วครู่นี้ คนตระกูลจูจึงมีโอกาสซุกซ่อนเงินทองของมีค่าชิ้นเล็กๆ ที่สามารถพกติดตัวไปได้มากขึ้น บนเส้นทางเนรเทศสามพันลี้ก็มีความหวังเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
เมื่อคิดได้ดังนี้ สมาชิกหญิงตระกูลจูต่างก็ซาบซึ้งในพระเมตตาขององค์หญิงใหญ่จนน้ำตาไหลพราก
มู่หลิงยืนอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ของจวนตระกูลจู ท่าทีนั้นราวกับขุนพลเดียวดายผู้เฝ้าด่านต้านทัพนับหมื่น คนของหวงเฉิงซือต่างก็มองหน้ากันไปมาแล้วหันไปมองหัวหน้าของตนเป็นตาเดียว
ใบหน้าของหลิวเชียนดำคล้ำยิ่งกว่าก้นหม้อ แต่ก็ยังถือว่าสงบนิ่งอยู่บ้าง เขาก้าวขึ้นไปพยายามจะเจรจากับมู่หลิง
ไหนเลยจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะแข็งกร้าวอย่างยิ่ง นางยื่นมือออกไปขวางประตูไว้โดยตรงแล้วตวาดเสียงเย็นว่า
“ก็แค่หนึ่งเค่อ หลิวเชียน เจ้ารอไม่ไหวถึงเพียงนี้เชียวหรือ หรือจะต้องให้องค์หญิงเสด็จมาด้วยองค์เอง”
หลิวเชียนสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาประโยคหนึ่ง “เช่นนั้นก็ต้องล่วงเกินแล้ว!”
กล่าวจบก็ลงมือในทันที เขาพุ่งขึ้นไปคว้าแขนของมู่หลิง เตรียมจะลากนางออกไป
แต่มู่หลิงเองก็หาใช่พวกอ่อนแอ เพียงแค่หลบหนึ่งก้าว ถอยไปอีกหนึ่งก้าว ทั้งสองคนก็ตกอยู่ในภาวะชะงักงันอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่อาจคลี่คลายลงได้ กำลังเสริมที่หลิวเชียนแอบส่งคนไปเรียกเมื่อครู่ก็มาถึงในที่สุด
“หลีกทาง! หลีกทาง!”
ทหารองครักษ์กลุ่มเล็กๆ พลันพุ่งแหวกฝูงชนที่มุงดูขวางทางเข้ามาตลอดทาง แล้วพุ่งตรงมาที่หน้าประตูจวนตระกูลจู
ไป๋เฮ่อในชุดลำลองก้าวออกมาจากกลุ่มทหารองครักษ์ ตรงเข้าประจันหน้ากับมู่หลิงที่ขวางอยู่หน้าประตู นางไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว เพียงเชิดคางขึ้นสูงมองเขาอย่างดูแคลน
“ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็เป็นสุนัขรับใช้อันดับหนึ่งภายใต้บัญชาของราชครู ใต้เท้าเฮ่อนี่เอง!”
แต่ไรมาอารมณ์ของไป๋เฮ่อมักจะมั่นคงอยู่เสมอ เพียงคิ้วกระตุกอย่างแรงครั้งหนึ่งแล้วชูป้ายคำสั่งของตำหนักบูรพาออกมาตรงๆ
“พวกข้าปฏิบัติตามคำสั่ง ใครก็ได้ ลากตัวออกไป!”
ไป๋เฮ่อโบกมือหนึ่งที ทหารองครักษ์สี่นายที่ติดตามมาก็รีบพุ่งเข้าไปคุมตัวมู่หลิงลากออกไปด้านนอก
ในขณะนั้นเอง เสียงทรงอำนาจของสตรีนางหนึ่งก็ดังขึ้น “ใต้เท้าเฮ่อ คนของข้าก็ปล่อยให้ข้าจัดการสั่งสอนเองเถอะ”