ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 652 ท่านอาจารย์ ได้เวลาทานยาแล้ว
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 652 ท่านอาจารย์ ได้เวลาทานยาแล้ว
ตอนที่ 652 ท่านอาจารย์ ได้เวลาทานยาแล้ว
เสียงไออย่างรุนแรงดังขึ้นระลอกหนึ่ง ฉุดไป๋หลี่ชิ่งหยางออกจากห้วงคำนึงกลับสู่ความเป็นจริงอย่างกะทันหัน
โจ๊กและกับข้าวที่บ่าวรับใช้ป้อนให้กงเหลียงเหลียวล้วนถูกพ่นออกมาทั้งหมด เตียงทั้งหลังพลันเละเทะจนดูไม่ได้ในทันที
ขันทีรีบร้อนห้ามรัชทายาทที่คิดจะเข้าไปใกล้ไว้แล้วก้าวเข้าไปดูเพียงลำพัง กลับพบว่ากงเหลียงเหลียวถึงกับไอออกมาเป็นเลือด เขาจึงรีบหันไปตะโกนเสียงดังสั่งไปด้านนอก
“รีบไปเชิญหมอหลวงมา! ท่านอาจารย์ไอเป็นเลือดแล้ว!”
กินข้าวยังไม่ทันถึงสองคำ กงเหลียงเหลียวก็ไออย่างรุนแรงจนหมดสติไป สภาพพร้อมจะสิ้นใจได้ทุกเมื่อทำให้รัชทายาทตกใจไม่น้อย ในใจลอบนึกเสียใจอยู่บ้างที่ตนเองเห็นด้วยกับข้อเสนอของราชครูที่รับท่านอาจารย์กลับมา
ฉินเหยาซึ่งนั่งยองๆ อยู่ตรงมุมหนึ่งของประตูวงพระจันทร์ ได้ยินเพียงเสียงไอที่ดังขึ้นอย่างรุนแรงจนแทบขาดใจ ทันใดนั้นก็เห็นลวี่เหลียงพรวดพราดออกมาจากในลาน ก้าวเพียงไม่กี่ก้าวใหญ่ก็พุ่งออกจากผู่เยวี่ยนไปราวกับลมพายุที่บ้าคลั่ง
ไม่นานนัก หมอหลวงก็ถูกลวี่เหลียงหิ้วปีกมา ภายในห้องพลันเกิดความชุลมุนวุ่นวาย พลันมีเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงและเร่งเร้าดังขึ้นอีกหลายครั้ง ราวกับว่าหากหายใจเข้าไม่ทันในชั่ววินาทีถัดไปก็จะขาดใจตาย
ฉินเหยาได้ยินดังนั้นหัวใจก็พลันแขวนอยู่บนเส้นด้าย ในใจพลันคิดขึ้นว่า คงไม่โชคร้ายถึงขนาดไม่ได้เห็นหน้าตาเฒ่าเป็นครั้งสุดท้ายหรอกกระมัง
โชคดีอย่างถึงที่สุด ที่บรรยากาศตึงเครียดภายในห้องค่อยๆ สงบลงพร้อมกับเสียงลมหายใจที่ค่อยๆ ผ่อนคลายลง
กงเหลียงเหลียวไปวนเวียนอยู่ที่หน้าประตูผีมารอบหนึ่งแล้วก็กลับมาอีกครั้ง
และตัวการสำคัญที่ทำให้เขาต้องประสบเคราะห์ในคราวนี้ก็คือถั่วลันเตาเม็ดเล็กๆ เพียงเม็ดเดียวในชามเต้าหู้ผัดถั่วลันเตาชามนั้น
ไม่รู้ว่าถั่วเม็ดนั้นสำลักเข้าหลอดลมไปได้อย่างไรจึงทำให้เกิดอาการไออย่างรุนแรง ก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ตามมา
องค์รัชทายาทที่ดูเหมือนอารมณ์ดีกลับอาละวาดอย่างหนักอยู่ในห้อง บ่าวรับใช้สองคนที่รับผิดชอบป้อนข้าวให้กงเหลียงเหลียวตกใจจนคุกเข่าอยู่บนพื้นไม่กล้าหายใจแรง
ทว่าโชคดีกลับไม่ได้มาเยือนบ่าวรับใช้ทั้งสองคนนี้
ฉินเหยาที่ซ่อนตัวอยู่ที่ประตูวงพระจันทร์พลันสัมผัสได้ถึงพลังอันแข็งแกร่ง เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นชายร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมกว้างสีดำผู้หนึ่งกำลังเดินหน้าเคร่งขรึมมุ่งตรงมายังเรือนผู่เยวี่ยนอย่างรวดเร็ว
ดูจากอายุแล้วยังไม่ถึงสามสิบปี ทั่วทั้งร่างแผ่ไออึมครึม ผมเผ้ายุ่งเหยิง เมื่อผ่านหน้าฉินเหยาไปอย่างเร่งรีบ นางเห็นเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่มีเส้นขอบตาเข้มลึกตวัดเฉียงขึ้นตามธรรมชาติกับริมฝีปากซีดขาวไร้สีเลือด ตลอดทั้งร่างแผ่กลิ่นอายประหลาดออกมา
กล่าวโดยสรุปก็คือ ดูแวบเดียวก็รู้ว่าสภาพจิตไม่ค่อยปกติ
เมื่อลวี่เหลียงเห็นบุคคลผู้นี้กลับแสดงความเคารพนบนอบมากกว่าตอนที่เห็นองค์รัชทายาทผู้เป็นนายของตนถึงสองส่วน เขารีบประสานหมัดคารวะทันที “ท่านราชครู!”
ซือคงเจี้ยนไม่แม้แต่จะชายตามองเขาแม้แต่น้อยกลับก้าวยาวๆ ตรงเข้าไปในห้อง เริ่มจากตวัดสายตามองกงเหลียงเหลียวที่นอนอยู่บนเตียงซึ่งบัดนี้ลมหายใจกลับมาสงบราบเรียบแล้วอย่างรวดเร็ว ก่อนจะย้ายสายตาไปยังบ่าวรับใช้สองคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้น
เพียงเขาทอดสายตามา สีเลือดบนใบหน้าของคนทั้งสองก็พลันหายวับไป ร่างกายหมอบต่ำลงไปอีก ใบหน้าแทบจะแนบชิดติดกับพื้น แสดงท่าทีหวาดหวั่นพรั่นพรึงอย่างถึงที่สุด
“ในช่วงสวดขอพรให้แคว้น ห้ามมิให้เห็นเลือด พวกเจ้าสองคนโชคดี ไปรับโทษกับซุนเจียงเองเถอะ” ซือคงเจี้ยนกล่าวกับทั้งสองอย่างเย็นชา
ไม่ยินดียินร้าย แต่กลับทำให้ทั้งสองที่อยู่บนพื้นตกใจกลัวจนต้องโขกศีรษะร้องขอความเมตตาไม่หยุด
ซือคงเจี้ยนโบกมือ ไม่นานก็มีผู้คุ้มกันบุกเข้ามาปิดปากทั้งสองแล้วลากออกไป ท่าทางคล่องแคล่วราวกับทำมาแล้วนับพันครั้ง
หลังจากนั้น ซือคงเจี้ยนถึงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่ายังมีรัชทายาทอยู่ในห้องจึงสะบัดชายเสื้อคลุมตัวกว้าง คุกเข่าลงข้างหนึ่ง
“ช่วงนี้กระหม่อมมัวแต่วุ่นอยู่กับเรื่องสำคัญอย่างการสวดขอพรจึงได้ละเลยการจัดการบ่าวรับใช้ในจวน จนเกือบจะเป็นเหตุให้ท่านอาจารย์ได้รับอันตราย นับว่าผิดต่อรับสั่งขององค์รัชทายาทที่ทรงกำชับให้กระหม่อมดูแลท่านอาจารย์ให้ดี โชคยังดีที่มีหมอหลวงมาช่วยรักษาได้ทันท่วงที แต่ท่านอาจารย์ก็ยังคงตื่นตระหนก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความผิดของกระหม่อม ขอองค์รัชทายาทโปรดลงโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
สิ้นเสียงของซือคงเจี้ยน รัชทายาทยังไม่ทันได้กล่าวอะไร กงเหลียงเหลียวที่นอนอยู่บนเตียงก็พลันหัวเราะ ‘พรืด’ ออกมาอย่างเย้ยหยัน
เปลือกตาของซือคงเจี้ยนกระตุกเล็กน้อยสองครั้ง ไม่สนใจเสียงหัวเราะที่ไร้ความหมายชัดเจนนี้ ยังคงคุกเข่าต่อไป
รัชทายาทเพิ่งจะได้สติ เมื่อเห็นริมฝีปากซีดขาวและขอบตาดำคล้ำของซือคงเจี้ยน ไม่รู้ว่าเขาไม่ได้พักผ่อนมากี่วันแล้วเพื่อสวดขอพรให้แคว้นจึงถอนหายใจเบาๆ ประคองเขาให้ลุกขึ้นด้วยตนเอง
“เพื่อชะตาบ้านเมืองของแคว้นเซิ่ง ราชครูสวดขอพรโดยไม่หลับไม่นอนทั้งวันทั้งคืน ลำบากท่านแล้ว”
“เรื่องของท่านอาจารย์ จะว่าไปแล้วก็ต้องโทษข้าเอง ไม่ควรให้พ่อครัวคนนั้นทำเต้าหู้ผัดถั่วลันเตาจานนี้ เดิมทีเป็นความผิดของข้า ราชครูไม่จำเป็นต้องรับผิดแทนข้า”
บรรยากาศค่อนข้างน่าอึดอัด ขันทีมีไหวพริบยิ่งนัก รีบก้าวไปข้างหน้าแล้วกล่าว
“องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ ฎีกาที่ฝ่าบาททรงทิ้งไว้พระองค์ยังไม่ได้ตรวจทานเลยนะพ่ะย่ะค่ะ ออกมาตั้งแต่เช้าตรู่ นี่ก็ผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว หากยังไม่รีบกลับวังอีก หากฝ่าบาทตามหาพระองค์ไม่พบ จะต้องทรงกังวลเป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ”
ซือคงเจี้ยนยิ้มอย่างเข้าอกเข้าใจ “แม้ว่าการสวดขอพรจะสำคัญ แต่สุขภาพร่างกายของท่านอาจารย์ก็สำคัญเช่นกัน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป กิจวัตรประจำวันและอาหารสามมื้อของท่านอาจารย์ทั้งหมดที่นี่ กระหม่อมจะเป็นผู้กำกับดูแลด้วยตนเอง องค์รัชทายาทวางพระทัยเถิด เรื่องในวันนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกเป็นอันขาด”
“องค์รัชทายาททรงเป็นว่าที่ประมุขในอนาคต ยิ่งสมควรยึดถือราชกิจเป็นสำคัญ งานราชการสำคัญที่สุด อย่าได้เสียเวลาอีกเลยพ่ะย่ะค่ะ”
รัชทายาทลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เหลือบมองไปบนเตียง กงเหลียงเหลียวฝืนเค้นรอยยิ้มออกมาอย่างอ่อนแรง ส่งสัญญาณว่าพระองค์ไม่ต้องเป็นห่วง
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะขอกลับก่อน วันหน้าหากว่างค่อยมาเยี่ยมท่านอาจารย์ใหม่” หลังจากรัชทายาทกำชับด้วยเสียงอันอบอุ่นเสร็จก็พยักหน้าให้ซือคงเจี้ยนแล้วพาลวี่เหลียงและคนอื่นๆ จากไป
ซือคงเจี้ยนเดินไปส่งรัชทายาทตลอดทางจนพ้นประตูสองชั้น ถึงได้กลับมา
มีบ่าวรับใช้ที่มาใหม่สองคนกำลังเก็บกวาดผ้าปูที่นอนและจัดการเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนของกงเหลียงเหลียว คนสนิทซุนเจียงยกยาของท่านอาจารย์เข้ามา วางไว้บนโต๊ะเล็กข้างเตียงแล้วเรียกบ่าวรับใช้ทั้งสองคนให้ถอยออกไปด้วยกัน ถือโอกาสปิดประตูห้องให้ด้วย
คราวนี้ฉินเหยาที่ซุ่มอยู่ด้านนอกประตูวงพระจันทร์จึงมองไม่เห็นสิ่งใดแล้ว
แต่ยอดฝีมือที่มีพลังลมปราณและลวี่เหลียงที่เฝ้าอยู่รอบผู่เยวี่ยนเมื่อครู่นี้ได้จากไปแล้ว เหลือเพียงซุนเจียงคนเดียวที่เฝ้าอยู่หน้าห้อง
ซุนเจียงผู้นี้หายใจแผ่วเบา เดินเหินไร้เสียงฝีเท้า น่าจะเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง
แต่เมื่อเจอกับฉินเหยา ต่อให้มียอดฝีมือชั้นยอดร้อยคนก็ไร้ประโยชน์
ฉินเหยาหลบผู้คุ้มกันที่ลาดตระเวนของจวนราชครู ทะยานขึ้นไปบนหลังคาจากด้านข้างที่ซุนเจียงไม่ได้สังเกตเห็น
แสงอาทิตย์ยามเที่ยงวันสาดส่องลงมา เงาของฉินเหยาที่ทาบทับอยู่บนกระเบื้องนั้นซ้อนทับไปกับร่างของนางได้อย่างสมบูรณ์แบบ ตอนกลางวันก็มีข้อเสียเปรียบตรงนี้ ไม่สามารถเปิดกระเบื้องเพื่อแอบมองเข้าไปในห้องได้
แต่เพราะอยู่ใกล้ถึงเพียงนี้และแนบร่างอยู่บนหลังคาจึงสามารถได้ยินความเคลื่อนไหวในห้องได้อย่างชัดเจน
ซือคงเจี้ยนหยิบยาขมชามนั้นที่กำลังร้อนกรุ่นขึ้นมาแล้วนั่งลงข้างเตียงอย่างสบายๆ ราวกับกำลังอยู่ในห้องของตนเอง เขาตักยาขึ้นมาหนึ่งช้อน เป่าให้เย็น แล้วจึงจ่อไปที่ปากของกงเหลียงเหลียว “ท่านอาจารย์ ได้เวลาทานยาแล้ว”
เมื่อครู่เพิ่งจะชุลมุนวุ่นวายไปยกหนึ่ง กงเหลียงเหลียวก็หมดแรงแล้ว ทำได้เพียงเม้มปากแน่น หลับตาลงเพื่อแสดงการต่อต้าน
ซือคงเจี้ยนพยายามจะยัดช้อนเข้าไปในปากที่แห้งผากและซีดเขียวของชายชรา แต่ก็ไม่สามารถง้างกรามที่กัดแน่นนั้นได้ เขาโกรธจนหัวเราะออกมา
“ท่านอาจารย์ ท่านรู้จักข้าดี หากยังไม่ยอมอ้าปาก ข้าจะกรอกยาให้ท่านดื่ม”
กงเหลียงเหลียวไม่มีปฏิกิริยาใดๆ แม้แต่คิ้วก็ไม่ขมวดสักนิด ท่าทางราวกับว่าเจ้าจะกรอกก็กรอกไป อย่างไรเสียข้าก็ไม่ดื่มยา กะจะสู้จนตัวตายไปข้างหนึ่ง
ซือคงเจี้ยนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามกระทุ้งช้อนเข้าไปอีกครั้งก็ยังง้างปากนั้นไม่ได้ กลับทำน้ำยาหกใส่สาบเสื้อของกงเหลียงเหลียว
เสื้อตัวในสีขาวที่คนรับใช้เพิ่งจะเปลี่ยนให้เมื่อครู่ถูกย้อมเป็นคราบสีน้ำตาลขนาดใหญ่ เปียกแนบไปกับแผ่นอกที่ผ่ายผอมของชายชรา เผยให้เห็นกระดูกซี่โครงที่นูนเด่น
ฉินเหยามองไม่เห็น หากมองเห็นจะต้องตกใจอย่างแน่นอน
เพียงเวลาสั้นๆ สามเดือน ตาเฒ่าที่เคยมีชีวิตชีวา รูปร่างท้วมเล็กน้อย ต้องผ่านการทรมานผิดมนุษย์มามากเพียงใด ถึงได้ผ่ายผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกเช่นนี้