ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 651 เด็กผู้ชาย ไม่จำเป็นต้องพยายามมากนัก
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 651 เด็กผู้ชาย ไม่จำเป็นต้องพยายามมากนัก
ตอนที่ 651 เด็กผู้ชาย ไม่จำเป็นต้องพยายามมากนัก
ลวี่เหลียงพาสาวใช้ทั้งสองมาถึงหน้าห้องที่ปิดสนิทห้องหนึ่ง เคาะประตูรายงานเข้าไปข้างในก่อน “นายท่าน สาวใช้นำอาหารมาส่งให้ท่านอาจารย์แล้วขอรับ”
ครู่ต่อมา ประตูห้องก็เปิดออกจากด้านใน ชายหน้าขาวไร้หนวดเครา สวมชุดขันทีสีเขียว สวมหมวกผ้าโปร่งสีดำก็ปรากฏตัวขึ้น เขาพยักพเยิดคางให้สาวใช้ทั้งสองเข้าไปด้านใน
ฉินเหยาเห็นดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น ที่นี่มีขันทีได้อย่างไร
แล้วนายท่านที่ลวี่เหลียงเอ่ยถึง คงมิใช่ท่านผู้นั้นจากตำหนักบูรพาหรอกกระมัง!
เหล่าองครักษ์หลายชั้นในจวนราชครูพลันสามารถอธิบายได้แล้ว ยังมีสามยอดฝีมือพลังลมปราณในที่ลับของผู่เยวี่ยน ที่แท้ก็เพื่อคุ้มครองท่านผู้สูงศักดิ์ผู้นี้นี่เอง
สาวใช้ก้มหน้าลงต่ำ ถือกล่องอาหารเข้าไปอย่างสำรวมกิริยาอย่างยิ่ง ตั้งแต่ต้นจนจบดวงตาไม่เหลือบมองไปทางใด เปิดกล่องอาหารออกก่อนแล้วให้ขันทีผู้นั้นใช้เครื่องมือทดสอบพิษตรวจสอบทีละอย่าง เมื่อยืนยันว่าไม่มีปัญหา สาวใช้ทั้งสองก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
พวกนางก็คิดไม่ตกเช่นกัน เห็นชัดๆ ว่าในจวนราชครูมีผู้คุ้มกันมากมายถึงเพียงนี้ เหตุใดยังต้องกลัวว่าจะมีคนลอบวางยาพิษสังหารท่านอาจารย์อีก
ทว่าวันนี้ในห้องมีผู้สูงศักดิ์ท่านหนึ่งมาเยือน เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว รีบถอยออกไปโดยเร็วจึงจะเป็นการดีที่สุด
ส่งอาหารเสร็จแล้ว สาวใช้ทั้งสองก็ก้มหน้าก้มตา ย่อกายคำนับไปทางฉากกั้นแล้วถอยหลังตลอดทางมาจนถึงประตู จากนั้นจึงหันหลังออกจากลานเรือนผู่เยวี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ขันทียกอาหารไปด้านหลังฉากกั้น ด้านในนั้นเป็นห้องนอนที่ไม่เหมือนห้องทั่วไปห้องหนึ่ง เครื่องเรือนทั้งหมดในห้องล้วนเรียบง่าย ดูแล้วยังออกจะเก่าอยู่บ้าง ทั้งยังมีรูปทรงแปลกประหลาด ความสูงของเครื่องเรือนสำหรับนอนและนั่งก็ถูกปรับให้เท่ากันหมด ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยราวจับและทางลาดที่ปูด้วยแผ่นไม้
ข้างฉากกั้น ยังมีรถเข็นไม้คันหนึ่งจอดอยู่ ล้อรถดูสึกหรออย่างรุนแรงราวกับเป็นของชำรุด
ข้าวของทุกชิ้นในห้องนี้ เมื่อปรากฏอยู่ในจวนราชครูที่โอ่อ่าหรูหราก็ช่างดูไม่เข้ากันเสียเลย
ขันทีเหลือบมองบุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่หน้าเตียง เขาอายุราวสามสิบปี สวมชุดผ้าแพรสีเหลืองอ่อนคอกลม เอวคาดเข็มขัดหยก ศีรษะสวมกวานสีเดียวกัน ใบหน้างดงามดุจหยก ดวงตาหงส์คู่หนึ่งทอดต่ำลงเล็กน้อยจับจ้องคนบนเตียง แววตาเต็มไปด้วยความสงสารเวทนาและความเมตตากรุณา
บุรุษหนุ่มเช่นนี้ ทั่วทั้งร่างเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายสูงส่ง ในแววตาเต็มไปด้วยความเมตตาและความสงบนิ่ง มองไม่เห็นร่องรอยแห่งกาลเวลาที่หลงเหลืออยู่บนตัวเขาเลยแม้แต่น้อย
อุปนิสัยที่ใกล้เคียงกับความไร้เดียงสาเช่นนี้ เมื่อปรากฏอยู่บนร่างของรัชทายาทแห่งแคว้น นับว่าหาได้ยากอย่างยิ่ง
จากสีหน้าที่สงบนิ่งของเขาก็สามารถมองออกได้ว่า นี่จะต้องเป็นคนที่ได้รับความโปรดปรานลำเอียงมามากมาย เป็นคนที่มีความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยเต็มเปี่ยม
“ท่านอาจารย์ ลุกขึ้นมากินข้าวเถิด” ไป๋หลี่ชิ่งหยางเอ่ยเรียกชายชราที่นอนหลับตาอยู่บนเตียงไม่ยอมลืมตาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
ขันทีก็ยิ้มกล่าวอยู่ข้างๆ ว่า “องค์รัชทายาททรงพาพ่อครัวหลวงที่เชี่ยวชาญด้านอาหารพื้นบ้านมาให้ท่านอาจารย์ด้วย ทำเต้าหู้ผัดถั่วลันเตา หน่อไม้ผัดเนื้อตากแห้งและยังมีปลาข้าวหอมที่ท่านอาจารย์ชื่นชอบที่สุดด้วยนะขอรับ”
เดิมทีเขาตั้งใจจะเอาใจเสียหน่อย ไม่คิดว่าคนที่นอนอยู่บนเตียงจะไม่ส่งเสียงใดๆ เลยเนิ่นนานราวกับตายไปแล้ว
แต่ลูกตาที่กลอกไปมาใต้เปลือกตานั้นกลับเปิดโปงความจริงที่ว่าตัวเขาเองนั้นยังตื่นอยู่
เพียงแต่ลมหายใจของชายชราค่อนข้างสั้น ทั้งร่างดูอ่อนระโหยโรยแรง บนร่างยังมีกลิ่นยาขมคลุ้งอยู่ สภาพที่ไร้ชีวิตชีวาเช่นนี้ ดูแล้วน่าใจหาย
ไป๋หลี่ชิ่งหยางถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ทั้งจนปัญญาและก็อึดอัดใจอยู่บ้าง “ท่านอาจารย์ ไม่ยอมกินข้าว ทั้งไม่ยอมรักษาตัว คิดจะอดอาหารให้ตายไปต่อหน้าต่อตา ทำให้ข้าต้องรู้สึกผิดไปชั่วชีวิตอย่างนั้นหรือ”
คำพูดนี้รุนแรงนัก รัชทายาทแห่งตำหนักบูรพาผู้สูงส่งถึงกับพูดถึงขนาดนี้ กงเหลียงเหลียวที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงจึงจำต้องลืมตาขึ้น กล่าวด้วยเสียงแหบพร่าอ่อนแรงว่า “รัชทายาทตรัสหนักเกินไปแล้ว”
ไป๋หลี่ชิ่งหยางดีใจขึ้นมา รีบกวักมือให้ขันทียกอาหารเข้ามา มองกงเหลียงเหลียวอย่างคาดหวัง “ท่านอาจารย์ ลองหน่อยเถอะ? ฝีมือพ่อครัวคนนี้ไม่เลวเลย”
มุมปากของกงเหลียงเหลียวปรากฏรอยยิ้มขมขื่นแวบหนึ่ง ดวงตาเหลือบมองอย่างยากลำบาก ของที่อยู่ในถาดนั้น ผ่านการเดินมาตลอดทาง ความร้อนที่เพิ่งออกจากเตาก็จางหายไปนานแล้ว เขามองเพียงแวบเดียวก็รู้สึกไม่เจริญอาหารแล้ว!
แต่ราชครูสารเลวนั่นถึงกับเชิญองค์รัชทายาทมา ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ควรทำเกินไปนัก
กงเหลียงเหลียวถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย ฝืนพยุงร่างกายที่ผ่ายผอมลงไปมากให้ลุกขึ้น
บ่าวรับใช้สองคนในห้องรีบเข้ามาพยุงเขาให้นั่งขึ้น
เพียงแค่ท่าทางง่ายๆ อย่างการพยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงก็ทำให้กงเหลียงเหลียวเหนื่อยหอบอย่างหนัก บนหน้าผากปรากฏเหงื่อเย็นผุดซึมเป็นเม็ดละเอียด ริมฝีปากที่ซีดขาวไร้สีเลือดเผยอออกเล็กน้อยพลางอ้าปากสูดอากาศเข้าปอดอย่างแรง ในลำคอมีเสียงดังขลุกขลักเล็ดลอดออกมาราวกับกลองใบใหญ่ที่หนังหน้ากลองฉีกขาด กำลังส่งเสียงโหยหวนยามถูกลมพัดกระหน่ำ
ดวงตาของกงเหลียงเหลียวคู่นั้นที่ควรจะเปี่ยมไปด้วยปัญญาลุ่มลึกและความขี้เล่นหยอกเย้า บัดนี้ได้สูญสิ้นประกายแสงริบหรี่สุดท้ายไปแล้ว
เขาอยากจะตายไปเสียแบบนี้จริงๆ
แต่เขายังตายไม่ได้ หากเขาตายไปในตอนนี้ ราชสำนักจะต้องเกิดมหันตภัยขึ้นอย่างแน่นอน
แต่ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกหนึ่งวันก็จะถูกราชครูสารเลวนั่นใช้ประโยชน์ไปอีกหนึ่งวัน
ไม่ว่าจะตายหรือไม่ตาย เขาก็ล้วนรู้สึกทุกข์ทรมานจนอยากตาย!
การไม่ยอมกินข้าว ไม่ยอมรับการรักษาก็เป็นเพียงการต่อต้านขัดขืนเพียงอย่างเดียวที่เขาสามารถทำได้ในยามนี้เท่านั้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ กงเหลียงเหลียวก็ถูกตัวเองทำให้โกรธจนหลุดหัวเราะออกมา เขาทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเช่นนี้ แท้จริงแล้วเพื่อสิ่งใดกันแน่
ไป๋หลี่ชิ่งหยางส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้ป้อนข้าวให้กงเหลียงเหลียว ส่วนตนเองก็ลุกขึ้นยืนไพล่มือไว้ด้านหลัง สำรวจห้องที่ราชครูตกแต่งด้วยข้าวของที่นำกลับมาจากชนบทอันห่างไกลห้องนี้
เครื่องเรือนเช่นนี้ เนื้อไม้เช่นนี้ เมื่อวัยเยาว์เขาก็เคยใช้ ตอนนี้นึกย้อนกลับไป ช่วงเวลาที่ทั้งครอบครัวเบียดเสียดกันอยู่ในบ้านดินหลังเล็กๆ เพื่อหลบหนีการไล่ล่า วันเวลาเหล่านั้นราวกับเป็นความฝัน
ตอนนั้นท่านพ่อมีท่านแม่เป็นสตรีเพียงคนเดียว พี่หญิงใหญ่ยังเป็นเพียงเด็กสาวดื้อรั้นที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำคนหนึ่ง ที่ป่าวประกาศว่าจะยึดครองสี่มณฑลของเจียงตงทั้งหมด
ส่วนเขา…ท่านแม่บอกว่า เด็กผู้ชายไม่จำเป็นต้องคิดมาก เติบโตขึ้นมาอย่างดีก็พอแล้ว หากกลัวเหนื่อยภายภาคหน้าก็เป็นคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่อยู่อย่างสุขสบาย หากกลัวลำบากก็ให้พี่หญิงใหญ่ส่งลูกน้องมารับใช้เขาสักสองสามคน
อย่างไรเสียเขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องใด เพียงแค่ดูแลตนเองให้ดีก็พอ
ฝึกวรยุทธ์ต่อไปไม่ไหวก็ไม่เป็นไร เด็กผู้ชาย ไม่จำเป็นต้องพยายามมากนัก
อ่านหนังสือแล้วรู้สึกเหนื่อยก็ไม่เป็นไร สามารถเขียนอ่านคำนวณได้ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเหมือนพี่หญิงใหญ่ของเจ้าที่ยังต้องลำบากยากเข็ญพิสูจน์ตนเองจึงจะสามารถได้รับความเคารพในฐานะสตรีท่ามกลางเหล่าลูกน้องทั้งหลายได้
ดังนั้น ท่านแม่จึงเข้มงวดกับพี่หญิงใหญ่เป็นพิเศษเสมอ ทุกอย่างล้วนต้องการให้นางเป็นที่หนึ่ง หากทำไม่ได้ก็ต้องถูกดุด่า ถูกลงโทษ
ส่วนกับเขา ท่านแม่มักจะยิ้มอย่างอ่อนโยนเสมอ เขาเพียงแค่ต้องพยายามทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้ดีก็จะได้รับคำชมเชยมากที่สุด
ตั้งแต่เขาจำความได้ พี่หญิงใหญ่ก็เกลียดชังตนเองกล่าวว่าเขาได้รับความรักลำเอียงทั้งหมดจากท่านพ่อและท่านแม่
ทว่าการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างพี่น้องก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาในครอบครัวทั่วไป พวกเขาจะทะเลาะก็ทะเลาะไป จะตีก็ตีไป แต่เมื่อประสบพบเจอเรื่องราวขึ้นมาจริงๆ พี่หญิงใหญ่ก็ไม่เคยทิ้งเขาไว้ข้างหลัง
เมื่อครั้งที่ท่านแม่ยึดเมืองหลวงเก่าของราชวงศ์ก่อนได้ เขากับพี่หญิงใหญ่รั้งอยู่ด้านหลัง ถูกทหารข้าศึกที่แตกทัพไล่ล่า
ตอนนั้นท่านพ่อก็อยู่กับพวกเขาด้วย สารถีที่ขับรถม้ากลัวว่าท่านพ่อจะถูกจับเป็นเชลย เพื่อที่จะให้รถม้าวิ่งได้เร็วยิ่งขึ้นก็เลยโยนเขาลงจากรถม้า
ในขณะที่เขากำลังสับสนทำอะไรไม่ถูกและร้องไห้น้ำตานองหน้าก็เป็นพี่หญิงใหญ่ที่นำผู้ติดตามของตนเองบุกฝ่าเข้ามา ช่วยเหลือเขาไว้
ในวินาทีนั้น เขาก็ตระหนักรู้ได้ถึงเรื่องหนึ่งอย่างเชื่องช้า นั่นก็คือพี่หญิงใหญ่ที่ถูกท่านแม่เข้มงวดให้ต้องเป็นที่หนึ่งในทุกสิ่งอย่าง ลิ้มรสความขมขื่นมาจนหมดสิ้นกลับเก่งกาจถึงเพียงนี้!
ส่วนเขา เมื่อพบเจอเรื่องราวกลับสับสนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ร้องไห้ฟูมฟาย
ความลำเอียงของท่านแม่ เป็นสิ่งที่เขารู้สึกภาคภูมิใจมาโดยตลอด แต่ในวินาทีนั้น เขาพลันตระหนักได้ว่าตนเองเหมือนจะถูกท่านแม่ตามใจจนเสียคนไปแล้ว
ก็เหมือนกับท่านพ่อ นอกจากกินดื่มเที่ยวเล่นแล้วก็ทำอะไรไม่เป็นเลย
ปีใดกันนะที่จู่ๆ ก็ตัดสินใจมุมานะ อ่านหนังสือฝึกวรยุทธ์?
ดูเหมือนจะเป็นปีที่ท่านพ่อถูกเหล่าขุนนางใต้อาณัติยุยง ชิงตั้งตนขึ้นเป็นใหญ่ตัดหน้าท่านแม่ไปก้าวหนึ่ง
อาจารย์กงเหลียงตำหนิอย่างเจ็บปวดใจว่า “ในฐานะบุตรชายคนโตซึ่งเป็นทายาทสายตรงของฝ่าบาท ภายภาคหน้าคุณชายจะต้องขึ้นสืบทอดตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่ เหตุใดจึงไร้ซึ่งความทะเยอทะยาน ไม่รู้จักก้าวหน้า! สนอยู่แต่กับความสนุกสนานเช่นนี้!”
ในตอนนั้น เมื่อเห็นพี่หญิงใหญ่ที่กุมกองทัพห้าหมื่นไว้ในมือแล้ว ความรู้สึกถึงวิกฤตอย่างรุนแรงก็บังเกิดขึ้นในใจของเขาเป็นครั้งแรก
เพียงแต่ เขาผู้ซึ่งได้รับมอบหมายภารกิจอันหนักอึ้งให้ ‘ขึ้นสืบทอดตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่’ นับตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยมีความสุขอีกเลย
เฉกเช่นที่พี่หญิงใหญ่เคยกล่าวไว้ คนเช่นเขา อันที่จริงแล้วอาจจะแบกรับราชวงศ์ทั้งราชวงศ์ไม่ไหวเลยก็เป็นได้