ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 654 เรื่องอื้อฉาวหนึ่งเรื่อง
ตอนที่ 654 เรื่องอื้อฉาวหนึ่งเรื่อง
“เมียจ๋า!”
หลิวจี้ไม่รู้โผล่ออกมาจากซอกหลืบไหน จู่ๆ ก็วิ่งเข้ามาหาฉินเหยาอย่างตื่นเต้น
เขาเห็นนางออกมาจากทิศทางของจวนราชครูจากอีกฝั่งของแม่น้ำ ประกอบกับครั้งนี้ไปนานถึงเพียงนี้ก็เดาได้ว่านางต้องรู้ที่อยู่ของท่านอาจารย์แล้วอย่างแน่นอน
“เจ้าจัดการเสร็จเร็วเพียงนี้เชียว” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างสงสัย ท่าทางเขาดูเหมือนรอมานานมากแล้ว
หลิวจี้พยักหน้า ยื่นเครื่องดื่มสาลี่หิมะเย็นที่ถืออยู่ในมือมาเกือบครึ่งชั่วยามส่งให้นาง “เมียจ๋าลำบากแล้ว เมียจ๋าดื่มแก้กระหายเถอะ”
เครื่องดื่มเย็นเฉียบที่บรรจุในกระบอกไม้ไผ่ ปากกระบอกเจาะสองรู ร้อยเชือกเส้นหนึ่งก็สามารถหิ้วไว้ในมือเดินไปพลางดื่มไปพลางได้
ที่ร้านยังแถมช้อนไม้ด้ามยาวมาให้ด้วย ฉินเหยาพยักพเยิดให้หลิวจี้เดินกลับบ้าน เดินไปคุยไป
“เจอคนแล้ว ยังมีชีวิตอยู่ ป่วยอยู่ ยังหาโอกาสพบหน้าไม่ได้ แต่ข้าส่งข่าวบอกเขาแล้ว พรุ่งนี้เช้าเตรียมอาหารที่รสชาติอ่อนย่อยง่ายไปด้วย ข้าจะลองดูว่าสามารถส่งเจ้าเข้าไปได้หรือไม่”
หลิวจี้ฟังจบ ดวงตาก็พลันเปล่งประกายระยิบระยับ มองนางพลางพยักหน้าหงึกๆ “อื้มๆ ประเดี๋ยวขากลับข้าจะไปซื้อตับหมูครึ่งชิ้น กลับไปตุ๋นน้ำแกงตับหมูให้ท่านอาจารย์ดื่ม”
แล้วถามฉินเหยาอีกว่า “เมียจ๋ามีอะไรอยากกินหรือไม่ ประเดี๋ยวแวะซื้อไปด้วยกันเลย ตอนเย็นข้าจะทำให้เจ้ากิน”
ฉินเหยาก็ไม่เกรงใจ สั่งซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานหนึ่งอย่าง หลิวจี้จดจำไว้ เมื่อเดินผ่านแผงขายเนื้อก็รีบซื้อซี่โครงหมูกับตับหมูทันที
สองสามีภรรยาค่อยๆ ค้นพบข้อดีของการอยู่ในเมืองหลวง นั่นก็คือเนื้อหมูมีขายอย่างเพียงพอ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำก็ยังหาซื้อได้
เพียงแต่เนื้อในตอนเย็นล้วนเป็นของที่ขายเหลือจากตอนเช้า คุณภาพย่อมด้อยกว่าช่วงเช้าเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นแก่ราคาที่ถูกลงหนึ่งส่วนก็ยังถือว่าน่าพอใจ
“ทางฝั่งเจ้าเล่า ได้ความว่าอย่างไรบ้าง” ฉินเหยาถาม
นางยังไม่ได้บอกหลิวจี้ทันทีว่าวันนี้เจอรัชทายาทที่จวนราชครู คนผู้นี้ขี้ขลาดตาขาวนัก หากรู้มากเกินไปเขาก็จะหวาดกลัว
หากให้เขารู้ว่ารัชทายาทอาจจะโผล่มาเมื่อไหร่ก็ได้ หรือรู้ว่าราชครูพบร่องรอยของพวกเขาสองสามีภรรยาแล้ว วันพรุ่งนี้ตอนที่เข้าไปในจวนราชครูพร้อมกับนาง ขาคงอ่อนจนปีนกำแพงไม่ขึ้นอย่างแน่นอน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินเหยาก็เอียงศีรษะเหลียวมองหลิวจี้ที่กำลังดีใจอยู่คนเดียวแล้วจุ๊ปากสองครา ใบหน้าช่างหล่อเหลาเสียจริง~
พลันมีเสียงร้องอุทาน “ตายแล้ว” ดังขึ้นจากริมถนน ฉินเหยาหันไปมอง ที่แท้เป็นแม่ค้าขายผักสองคนกำลังจ้องมองสามีหนุ่มรูปงามที่ยิ้มแย้มอยู่ในตลาดผักเขม็ง จ้องไปจ้องมา ไม่ทันระวังก็เลยชนเข้ากับอีกคนหนึ่ง
“ชิ!” ทั้งสองต่างมองหน้ากันอย่างไม่พอใจ แค่นเสียงฮึ่มฮั่มแล้วรีบกลับไปที่แผงของตน แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะยืดคอชะเง้อมองต่อไป แม้คนจะเดินลับสายตาไปแล้วก็ยังไม่ยอมละสายตา
หลิวจี้เพิ่งรู้สึกตัว หันกลับไปมองสองสามครั้งแล้วพึมพำอย่างสงสัย “แม่ค้าขายผักในเมืองหลวงนี่จะกินคนหรืออย่างไร”
แต่พอคิดอีกที นี่คือสิ่งที่สะท้อนถึงเสน่ห์อันเย้ายวนใจนี่นา ว่าแล้วก็ยิ้มแฉ่งอวดฟันขาวซี่ใหญ่ “ข้าช่างหล่อเหลาเสียจริง!”
ฉินเหยา “…”
อาจเป็นเพราะสายตาที่มองมานั้นเย็นชาเกินไป ใครบางคนจึงรีบหุบยิ้มกว้าง รีบเล่าเรื่องที่ตนไปสืบมาจากหอบุปผาในวันนี้ออกมาจนหมดเปลือก
“เมียจ๋า วันนี้ข้าโชคดีมากเลย ได้รู้จักคนผู้หนึ่งชื่อหลูเสี่ยวเฟิ่ง ท่านลุงของเขาคือผู้ว่าการเมืองหลวง คนอื่นเรียกเขาว่าเสี่ยวหยาเน่ย เขาก็ทำงานอยู่ในจวนผู้ว่าการเมืองหลวงด้วยเหมือนกัน เขารู้เรื่องเยอะแยะมากมาย บลาๆๆ…”
เรื่องราวในเมืองหลวงนี้ไม่มีอะไรที่หลูเสี่ยวเฟิ่งไม่รู้ เขาเป็นคนเมืองหลวงโดยกำเนิด ตั้งแต่สมัยที่ตระกูลไป๋หลี่ยังไม่ได้เข้าเมืองหลวง ครอบครัวเขาก็อาศัยอยู่ในแถบนี้มานานกว่าร้อยปีแล้ว ที่บ้านยังดูเหมือนจะเป็นสาขาหลักของตระกูลหลู หนึ่งในตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่ยิ่งใหญ่ไม่กี่ตระกูลนั้นด้วย
แต่ว่าที่เก่งกาจล้วนเป็นคนในบ้านท่านลุงใหญ่ของเขาทั้งสิ้น บิดาแท้ๆ ของเขากลับไม่ค่อยมีความสามารถอะไร รับตำแหน่งลอย เอาแต่ปรนนิบัติผู้เฒ่าอยู่ในจวนทุกวัน
“หากใช้คำพูดของเมียจ๋า ก็คือ…‘เกาะคนแก่กิน’ นั่นแหละ!”
นายท่านรองหลูเกาะท่านปู่หลูกิน หลูเสี่ยวเฟิ่งก็เกาะนายท่านสกุลหลูกิน สืบทอดธรรมเนียมการเกาะคนแก่กินของตระกูลมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
วันนี้อยู่ที่หอมาครึ่งค่อนวัน หลิวจี้พูดกับฉินเหยาอย่างมั่นอกมั่นใจว่า เขาได้ล่วงรู้ความลับของตระกูลขุนนางเก่าแก่ในเมืองหลวงไปแล้วกว่าครึ่งจากหลูเสี่ยวเฟิ่ง
“ยังมีเรื่องของตระกูลเซียว หรือก็คือตระกูลเดิมของแม่ม่ายเซียวที่นายท่านติงแต่งเข้าบ้านนั่นแหละ จิ๊จิ๊จิ๊~ เมื่อเดือนที่แล้วนายท่านเซียวแอบเลี้ยงอนุภรรยาไว้ข้างนอก ถูกฮูหยินแซ่หวังของตระกูลเซียวจับได้ ผลลัพธ์คืออะไร เมียจ๋าเจ้ารู้หรือไม่”
ไม่รอให้ฉินเหยาตอบ หลิวจี้ก็เล่าต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ผลก็คืออนุคนนั้นลอบเป็นชู้กับน้องชายจากบ้านเดิมของฮูหยินเซียว ถูกฮูหยินเซียวจับได้คาหนังคาเขา สองตระกูลเซียวกับหวังเลยกลายเป็นตัวตลกที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงนี้ไปเลย ฮ่าๆๆ เอิ๊ก——!”
เสียงหัวเราะดังลั่นถูกฉินเหยาส่งสายตาเย็นชาปรามจนหุบกลับไป นางยอมรับว่าเรื่องซุบซิบนี้น่าตกตะลึงมาก แต่!
“เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องอะไรกับราชครู ข้าถามเจ้าหน่อย?!” ฉินเหยากัดฟันกรอด
หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ หลิวจี้คงถูกแล่เนื้อเถือหนังไปแล้ว
หลิวจี้กลืนน้ำลายเอื๊อก รีบกล่าวอย่างจริงจัง “เมียจ๋า เกี่ยวข้องสิ เรื่องนี้เกี่ยวข้องอย่างใหญ่หลวงเลย เจ้าฟังข้าอธิบายอย่างละเอียดนะ….”
ฉินเหยา“พูดมาแต่เนื้อๆ”
หลิวจี้ “ได้เลย”
“มารดาของราชครูเป็นคนตระกูลหวัง ฮูหยินเซียวผู้นั้นหากนับตามลำดับญาติแล้ว ก็คือน้าสาวของราชครู ส่วนน้องชายต่างมารดาของตระกูลหวังที่แอบคบชู้กับอนุของตระกูลเซียวนั้นก็ถือเป็นน้าเขยเล็กของราชครู ฮูหยินเซียวสกุลหวังกับมารดาของราชครูนิสัยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มารดาของราชครูคือสกุลหวังผู้พี่ มีอุปนิสัยอ่อนโยน เป็นที่เลื่องลือในเมืองหลวงว่านิสัยดีมาก”
หลิวจี้เน้นย้ำคำว่า ‘นิสัยดีมาก’ สามคำนี้เป็นพิเศษ ความหมายก็คือ นิสัยดีถึงขั้นที่ว่าถูกคนอื่นรังแกก็ยังยิ้มรับ
“แต่สกุลหวังคนพี่เสียชีวิตไปหกปีแล้ว ราชครูกับทางตระกูลหวังจึงก็ค่อยๆ ห่างเหินกันไป ไม่นับว่าเป็นญาติที่สนิทสนมอะไรกันมากนักอีก”
“แต่เรื่องนี้อื้อฉาวใหญ่โตเกินไป ดังไปถึงในวังหลวง อีกทั้งสกุลหวังคนน้องผู้นั้นก็นิสัยแข็งกร้าวรุนแรง โกรธจัดถึงขั้นจะฆ่าทั้งน้องชายแท้ๆ ทั้งอนุคนนั้นและยังรวมถึงนายท่านเซียวด้วย โชคดีที่ได้ฮองเฮาและองค์หญิงช่วยไกล่เกลี่ย ถึงได้รักษาชีวิตไว้ได้”
“เมื่อครั้งที่ฮองเฮาและฝ่าบาทนำทัพเข้าเมืองหลวงในตอนนั้น เป็นตระกูลหวังที่เปิดประตูเมืองต้อนรับนายเหนือหัวเข้าเมืองก่อนใคร ดังนั้นเรื่องของสกุลหวังคนน้องในครั้งนี้ ฮองเฮาจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ส่งองค์หญิงใหญ่กับราชครูไปจัดการเรื่องของสองตระกูลเซียวและหวังนี้ด้วยกัน”
ฉินเหยาเริ่มจะหมดความอดทนเล็กน้อย ในที่สุดก็ได้ยินคำสำคัญอย่างราชครูจึงอดทนรอต่อไปอีกหน่อย
หลิวจี้กล่าว “ตามเหตุผลแล้ว ทั้งสกุลหวังคนน้องและน้าเขยเล็กหวังต่างก็เป็นญาติของราชครู ไม่ว่าราชครูจะยึดหลักเหตุผลไม่เข้าข้างญาติ หรือจะเข้าข้างญาติไม่ยึดหลักเหตุผลล้วนจัดการได้ยาก การทำตัวเป็นกลางไกล่เกลี่ยคือหนทางที่ถูกต้อง”
“แต่ราชครูกลับปกป้องตระกูลเซียวอย่างเต็มที่ ส่วนองค์หญิงใหญ่กลับปกป้องตระกูลหวัง สุดท้ายตามกฎหมายของแคว้นเซิ่ง ผู้ว่าการเมืองหลวงจึงตัดสินลงโทษชายชู้ให้โบยห้าสิบที หญิงชู้โบยสามสิบที ทั้งคู่ถูกเนรเทศไปหลิ่งหนาน ส่วนนายท่านเซียวก็ถูกพักงานสามปี”
นี่นับเป็นผลลัพธ์ที่ไม่เลว สองตระกูลเซียวและหวังก็ไม่มีอะไรจะพูด อย่างไรเสีย การที่ยังรักษาสายสัมพันธ์ทางการแต่งงานนี้ไว้ได้ก็นับเป็นโชคดีที่สุดแล้ว
แต่เรื่องนี้ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เรื่องอื้อฉาวเรื่องเดียวกลับพัวพันไปถึงผู้คนมากมาย มีทั้งคนที่ช่วยขอความเมตตาให้นายท่านเซียว มีทั้งคนที่รู้สึกว่าตระกูลหวังไม่ได้รับความเป็นธรรมจึงคอยยุยงส่งเสริม ยังมีครอบครัวของอนุคนนั้นที่พูดจาเหลวไหล เผยเรื่องฉาวสะเทือนฟ้าออกมาสารพัด
ชั่วขณะหนึ่ง กลุ่มอำนาจใหญ่ต่างๆ ภายในเมืองหลวงต่างก็ปรากฏตัวออกมาทีละกลุ่ม
หลิวจี้มองซ้ายมองขวา เห็นว่าไม่มีคนแล้วจึงกระซิบเสียงเบา “สี่ตระกูลใหญ่ดั้งเดิมในเมืองหลวง เซียว หลู หวัง และซือ ในจำนวนนี้ ตระกูลเซียวและตระกูลซือโน้มเอียงไปทางตำหนักบูรพา ตระกูลหวังเป็นผู้สนับสนุนที่ภักดีขององค์หญิงใหญ่ ส่วนตระกูลหลูภักดีต่อฝ่าบาทเพียงผู้เดียว”
“นอกจากนี้ ในบรรดาสามสำนักหกกรม กว่าเจ็ดส่วนล้วนสนับสนุนตำหนักบูรพา มีเพียงกรมคลังและกรมขุนนางเท่านั้นที่ยังไม่เลือกข้าง”
“แต่ว่า!” หลิวจี้เน้นเสียงเป็นพิเศษ “กองกำลังรักษาการณ์ตำหนักชานเมืองสองหมื่นนาย กองทัพชายแดนทางตอนเหนืออีกสี่หมื่นนาย และแม่ทัพใหญ่ผู้ว่าการเขตเหอซีและเป่ยถิงทั้งสองแห่ง ตราทหารที่คุมกำลังพลรวมหนึ่งแสนนายนี้ล้วนอยู่ในมือขององค์หญิงใหญ่”
“ที่เหลือคือกองทหารรักษาพระองค์ฝ่ายเหนือ รวมถึงแม่ทัพใหญ่ผู้ว่าการชายแดนอีกหกแห่งเช่นซีอาน ซั่วฟาง ฟ่านหยางล้วนภักดีต่อตระกูลสวีซึ่งเป็นตระกูลของฮองเฮา”
เผื่อว่ามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันใดๆ ขึ้นมา ฮองเฮาก็สามารถเคลื่อนย้ายกองทหารรักษาพระองค์ฝ่ายเหนือในวังทั้งหมดเพื่อป้องกันได้ในทันที
หากนับดูเช่นนี้แล้ว คนที่ฝ่าบาทสามารถควบคุมได้กลับมีเพียงกองทหารรักษาพระองค์ฝ่ายใต้อันน้อยนิดที่อยู่ใต้ประตูเมืองและสะพานต่างๆ รวมถึงกองกำลังของเหล่าอ๋องที่ถูกแต่งตั้งในดินแดนต่างๆ ของพวกเขาตระกูลไป๋หลี่เท่านั้น
ตำหนักบูรพามีกองทัพสิบหน่วย หากพูดถึงกำลังทหารที่สามารถรวบรวมได้ในบริเวณใกล้เคียงเมืองหลวงก็ถือว่าทัดเทียมกับกองกำลังรักษาการณ์ตำหนักชานเมืองสองหมื่นนายที่องค์หญิงใหญ่ควบคุมอยู่
ป.ล. (เนื้อหาข้างต้นมีการอ้างอิงและประยุกต์ใช้ชื่อกองกำลังในยุคโบราณ แต่การตั้งค่าไม่เหมือนกันทั้งหมด ในเรื่องนี้ แม่ทัพใหญ่ผู้ว่าการชายแดน หมายถึง กองกำลังป้องกันชายแดน กองทหารรักษาพระองค์ฝ่ายเหนือ ดูแลพระราชวังจื่อเวย เทียบเท่ากับองครักษ์ส่วนพระองค์ของราชวงศ์ กองทหารรักษาพระองค์ฝ่ายใต้ ดูแลภายในเมืองหลวง เทียบเท่ากับระบบตำรวจท้องที่ซึ่งรวมถึงตำรวจติดอาวุธ ตำรวจสืบสวน ตำรวจพิเศษ ตำรวจลาดตระเวน ตำรวจจราจร เป็นต้น เป็นการตั้งค่าส่วนตัวในโลกสมมติ โปรดอย่าวิจารณ์)