ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 655 ไปทำอาหารให้สตรีของเขา
ตอนที่ 655 ไปทำอาหารให้สตรีของเขา
หลิวจี้ถอนหายใจกล่าว “แต่พลังของเหล่าขุนนางในเมืองหลวงก็ไม่อาจมองข้ามได้ ขุนนางฝ่ายบุ๋นเวลาเอาจริงขึ้นมาก็น่ากลัวนัก ต่อให้องค์หญิงใหญ่มีทัพใหญ่หนึ่งแสนนายก็ยังด้อยกว่าองค์รัชทายาทอยู่หนึ่งขั้นอยู่ดี อีกอย่างสายเลือดที่ถูกต้องก็คือสายเลือดที่ถูกต้อง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันใครเคยเห็นรัชทายาทหญิงกันเล่า”
นี่ล้วนเป็นคำพูดที่ไม่บังควร หลิวจี้บ่นพึมพำราวกับเสียงยุง
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น “แต่นั่นคือกองทัพหนึ่งแสนนายเลยนะ”
“สายเลือดที่ถูกต้องก็คือสายเลือดที่ถูกต้อง” หลิวจี้จิ๊ปาก ยืนกราน
มุมปากของฉินเหยาเม้มลงคล้ายกำลังพึมพำและคล้ายกำลังประกาศก้อง “สายเลือดที่ถูกต้องคืออะไรกัน สายเลือดที่ถูกต้องอยู่เพียงบนคมกระบี่เท่านั้น! อยู่เพียงในระยะยิงของปืนใหญ่เท่านั้น!”
ทันใดนั้นนางก็ยิ้มอีกครั้ง มีความลำพองใจอยู่หลายส่วน ดูท่าตนเองจะไม่ได้เลือกคนผิด
อย่างไรเสียนั่นก็คือกองทัพหนึ่งแสนนายเชียวนะ!
หลิวจี้ดูออกแล้ว สตรีย่อมเข้าข้างสตรีด้วยกัน
แต่สีหน้าที่แอบยินดีปรีดาลำพองใจของเมียจ๋าบ้านเขานี่ หรือว่านางกำลังจินตนาการถึงฉากที่ตนเองได้สวมชุดคลุมมังกรแล้ว
สมมตินะว่า…เขาหมายถึงสมมติ สมมติว่าสตรีตรงหน้านี้อยากให้องค์หญิงใหญ่ได้เป็นรัชทายาทหญิงจริงๆ เช่นนั้นเขาก็ใช่ว่าจะเข้าวังไปถวายงานช่วยเหลือองค์หญิงใหญ่ไม่ได้เสียหน่อย
ดังนั้น หลิวจี้จึงยุติการโต้เถียงเรื่องที่เรียกว่าสายเลือดที่ถูกต้องนี้อย่างไม่รู้สึกรู้สาอันใด ชูซี่โครงหมูและตับหมูในมือขึ้นแกว่งไปมาอยู่ด้านหน้าประตูใหญ่จวนตระกูลฉินแล้วยิ้มอย่างตามใจราวกับว่าข้าช่างจนปัญญากับเจ้าจริงๆ แล้วพูดว่า
“เมียจ๋า เจ้ามีความสุขก็พอแล้ว”
กลับบ้าน ไปทำอาหารให้สตรีของเขา!
ฉินเหยา “……”
ท่านพ่อท่านแม่หายไปหนึ่งวัน ในที่สุดก็กลับบ้าน ฉินเหยาและหลิวจี้เพิ่งก้าวเข้าประตูบ้านก็สัมผัสได้ถึงความกระตือรือร้นของเหล่าเด็กๆ
หลิวจี้คว้าตัวอาวั่งไปให้ทำอาหารในห้องครัว อินเยว่พาเด็กๆ มาที่ห้องโถงเพื่อส่งบทความสำนึกผิดให้ฉินเหยาคนละหนึ่งฉบับ ฉบับละไม่ต่ำกว่าสองพันตัวอักษร
ฉินเหยากินของกินเล่นที่ศิษย์ยกมาให้พลางแสร้งทำเป็นอ่านบทความสำนึกผิดด้วยท่าทางจริงจังเคร่งขรึม ทำเอาพวกต้าหลางสี่พี่น้องตึงเครียดไม่น้อย กลัวว่าบทความสำนึกผิดจะเขียนได้ไม่ลึกซึ้งพอจนไม่ผ่านเกณฑ์
อันที่จริงแล้ว ฉินเหยาอ่านสิบบรรทัดในแวบเดียว ในใจกำลังคิดว่า ลายมือของต้าหลางกับเอ้อร์หลางก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ
เจ้าเด็กเอ้อร์หลางนี่ยังอวดลายมือตวัดพู่กันอยู่หลายตัวอักษร คาดว่าคงเป็นเพราะเขียนบทความสำนึกผิดมาถึงจุดที่ลึกซึ้ง อารมณ์เลยพลุ่งพล่านเกินไปกระมัง
ลายมือของซานหลางยังคงเหมือนเดิม ราวกับไก่เขี่ย แต่เจ้าตัวเล็กสามารถเขียนบทความสำนึกผิดสองพันตัวอักษรจนเสร็จได้ ฉินเหยาก็รู้สึกพอใจอย่างยิ่งแล้ว
อย่างไรเสีย สำหรับเด็กคนนี้ที่นอกจากเรื่องกินแล้ว เรื่องอื่นก็ไม่ค่อยกระตือรือร้นเท่าใดนัก การที่สามารถเขียนบทความสำนึกผิดสองพันตัวอักษรจนเสร็จและเนื้อหาก็ไม่ซ้ำซากก็นับเป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่มากแล้ว
ส่วนของซื่อเหนียงนั้นก็ตามมาตรฐานเหมือนกับนิสัยปกติของนาง คือทำได้ทุกอย่างอย่างละนิดอย่างละหน่อย แต่ก็ไม่เคยแก่งแย่งชิงเป็นที่หนึ่งในเรื่องใด
ที่บ้านมีพี่ชายที่เป็นเจ้าพ่อแห่งการเรียนอย่างเอ้อร์หลางอยู่ การแย่งชิงความเป็นที่หนึ่งนั้นต้องเสียสละเวลานอนอันล้ำค่าของเด็กหญิงตัวเล็กๆ
นางเพิ่งจะอายุครบแปดขวบ ยังต้องโตอีก ท่านพ่อบอกว่าเด็กต้องนอนเยอะๆ กินเยอะๆ ทางที่ดีที่สุดคือกินแล้วนอน นอนแล้วกิน ถึงจะตัวสูงๆ โตมาแข็งแรงๆ
ฉินเหยาวางบทความสำนึกผิดลง สบกับดวงตาสี่คู่ที่กำลังลุ้นระทึกแล้วพยักหน้าให้ “ใช้ได้ ถือว่าพวกเจ้าผ่านแล้ว มีความก้าวหน้า”
หลิวจี้ถืออาหารที่ทำเสร็จแล้วเดินเข้ามาวางไว้ในห้องโถงที่ใช้สำหรับกินข้าวข้างๆ “ล้างมือ กินข้าว!”
เหล่าเด็กๆ พลันมองไปที่ท่านแม่ เห็นนางยิ้มพลางพยักหน้าให้ก็โห่ร้องอย่างยินดีรีบวิ่งไปยังลานบ้าน ใช้น้ำที่อินเยว่เพิ่งตักมาใหม่ในตุ่มน้ำล้างมือ
อาวั่งยกอาหารจานสุดท้ายขึ้นโต๊ะ ครอบครัวทั้งแปดชีวิตต่างก็ทยอยนั่งประจำที่ อาหารหอมกรุ่นเกินไป รอเพียงแค่ผู้นำครอบครัวขยับตะเกียบ ทุกคนก็รีบก้มหน้าก้มตากินทันที
ซานหลางคาบซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานไว้ในปาก มีความสุขจนอยากจะร้องไห้
หลังอาหารมื้อค่ำ หลิวจี้ก็เริ่มเตรียมของที่จะนำไปให้ท่านอาจารย์ในวันพรุ่งนี้ แต่ผลคือหลังจากจัดแจงอยู่พักใหญ่ก็ถูกฉินเหยาปัดตกกลับมาด้วยประโยคเดียวว่า “เอาไปไม่ได้ เอาไปเก็บ”
ทว่าหลิวจี้เป็นพวกมองโลกในแง่ดี ไม่ว่าอุปสรรคใดก็ดูเหมือนจะไม่สามารถทำอะไรเขาได้ ยังคงเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำอาหารในเช้าวันรุ่งขึ้นต่อจนเสร็จแล้วจึงไปล้างหน้าล้างตาเข้านอน
ทุกคนในบ้านต่างรู้ว่าพวกเขาเตรียมจะไปพบกงเหลียงเหลียวในเช้าวันพรุ่งนี้จึงได้แต่เฝ้าเป็นห่วงอยู่เงียบๆ รอเพียงบิดามารดานำข่าวดีกลับมา
ยามเหม่า บนหอคอยประตูใหญ่ย่านตลาดทิศใต้ มีเสียงกลองเปิดตลาดดังขึ้น วันใหม่ได้เริ่มต้นอีกครั้ง
ยามห้ามออกจากเคหสถานในแต่ละย่านถูกยกเลิกไป เหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่มารออยู่ใต้ซุ้มประตูแต่เช้าตรู่พลันหาบอาหารเช้าที่ตนจะขาย ทะลักเข้าสู่ตลาดใหญ่ทั้งสามแห่ง
ในยามนี้ เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ที่แต่งกายเรียบร้อยแล้วต่างก็ทยอยกันออกจากบ้าน คนที่บ้านอยู่ใกล้ก็นั่งเกี้ยวหรือเดินเท้า คนที่บ้านอยู่ไกลก็นั่งรถม้า มารวมตัวกันบนสะพานข้ามคูเมืองหน้าประตูพระราชวังจื่อเวยเพื่อเข้าสู่พระราชวังจื่อเวย ไปเข้าเฝ้าในยามเช้า
บนสะพานเล็กด้านทิศตะวันออก ฉินเหยาหาวหวอดพลางมองพระราชวังจื่อเวยเบื้องหน้าที่พร่ามัวราวกับมีฟิลเตอร์เคลือบอยู่ด้วยนัยน์ตาคลอหยาดน้ำตา รู้สึกเลือนรางคล้ายย้อนกลับไปสู่ชีวิตประจำวันของทาสออฟฟิศที่ต้องตอกบัตรเข้าทำงาน
“เมียจ๋า จะไปทางไหนต่อ”
สองสามีภรรยาข้ามสะพาน หลิวจี้อุ้มกล่องข้าวที่ห่อด้วยผ้า พลางลอบสังเกตการณ์รอบด้าน พลางแสร้งถามคนข้างกายที่กำลังเหม่อลอยด้วยท่าทีสบายๆ
คนที่รีบมาแต่เช้ามีอยู่มาก เมืองทิศเหนือทางตะวันออกของพระราชวังจื่อเวยแห่งนี้ล้วนเป็นที่พำนักของเหล่าขุนนางและบรรดาชินอ๋อง พอถึงชั่วเวลาที่ประตูวังเปิด ผู้คนก็เนืองแน่นราวกับคลื่นคนงานที่กำลังจะเข้าไปในโรงงานใหญ่ฟ็อกซ์คอนน์
สองสามีภรรยาปะปนอยู่กับกลุ่มพ่อค้าเร่ที่มาขายอาหารเช้า กลมกลืนไปกับฝูงชนอย่างสมบูรณ์แบบ
ฉินเหยาเงยหน้าขึ้นมองประตูใหญ่อันหรูหราของจวนราชครูที่อยู่อีกฟากของถนน
องครักษ์ที่หน้าประตูใหญ่เพิ่งผลัดเปลี่ยนเวรยาม องครักษ์วังหลวงเข้ายามมาทั้งคืนแล้ว พอเห็นว่าฟ้าสว่างแล้ว คาดว่าคงไม่มีเรื่องใดอีกจึงเปลี่ยนเวรลงไปพักผ่อน
บางทีพวกเขาอาจจะมาเข้าเวรตอนเที่ยงกระมัง ฉินเหยาคิดในใจ อย่างไรเสียเมื่อวานตอนนางมาถึงตอนเที่ยง องครักษ์วังหลวงเหล่านี้ก็ยืนเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูใหญ่จวนราชครูแล้ว
เมื่อวานก่อนที่จะออกจากจวนราชครู นางยังไปซุ่มอยู่ที่โรงครัวอันแสนวุ่นวายด้านหลังจวนราชครูอยู่ครู่หนึ่ง ได้ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของราชครูมามากมาย
ตอนนี้ซือคงเจี้ยนกำลังสวดภาวนาให้แคว้น ตั้งแต่ยามเหม่า (05:00-06:59) จนถึงยามซื่อ (09:00-10:59) จะต้องทำพิธีเชิญเทพต่อเนื่องสองชั่วยาม
หลังจากเสร็จพิธีถึงจะกินอาหารเช้า จากนั้นก็พักผ่อนตลอดจนถึงยามอู่ (11:00-12:59) ค่อยกินของว่างเล็กน้อยแล้วจึงเริ่มพิธีบูชาเทพที่ยาวนานถึงสามชั่วยาม
ยามโหย่ว (17:00-18:59) พิธีสิ้นสุดลง พักผ่อนครู่หนึ่งแล้วจึงกินมื้อเย็น
ยามซวี (19:00-20:59) จุดธูปหอมอาบน้ำเข้าสู่สภาวะเข้าฌาน จนถึงยามไฮ่ (21:00-22:59) ตอนต้น เผาเครื่องหอมส่งเทพ ถึงจะเข้าสู่การทำสมาธิ ส่งเทพท่องแดนสวรรค์ด้วยตนเอง
ดังนั้น ช่วงเวลาเช้าตรู่นี้จึงเป็นช่วงเวลาที่จวนราชครูให้ความสนใจกับเรือนผู่เยวี่ยนน้อยที่สุดในรอบวัน
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้หลิวจี้ตามมา พาเขาหลบหลีกผู้คุ้มกันลาดตระเวนต่อไป ฉวยโอกาสแทรกตัวมาถึงตรอกด้านหลังที่มาดูลาดเลาไว้เมื่อวานนี้
ปีนข้ามกำแพงสูงในตรอกนี้ไปก็จะสามารถไปยัง ‘สวนนกยูง’ ของราชครูได้โดยตรง ที่นี่อยู่ใกล้กับเรือนผู่เยวี่ยนมาก
เวลานี้ นกยูงในสวนนกยูงกำลังถูกบ่าวรับใช้ผู้เลี้ยงดูมันป้อนอาหารเช้า ฉินเหยาแนบตัวกับโคนกำแพง ฟังอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากยืนยันว่าคนจากไปแล้วก็รีบเหวี่ยงหลิวจี้ขึ้นไปบนกำแพง
จู่ๆ ร่างก็ลอยขึ้นฟ้า หลิวจี้ไม่ได้เตรียมใจแม้แต่น้อยจนเกือบจะกลิ้งตกจากขอบกำแพงลงไป
“หมอบลง!”
เสียงเตือนของฉินเหยาดังขึ้นจากนอกกำแพง หลิวจี้รีบประคองร่างให้มั่นคงแล้วหมอบลงบนขอบกำแพงอย่างว่าง่าย
ฉินเหยาคล่องแคล่วราวกับแมว มาถึงข้างกายเขาโดยปราศจากเสียงใดๆ ทั้งสิ้น คว้าคอเสื้อด้านหลังของหลิวจี้ไว้ ทั้งสองก็ทะยานเข้าสู่สวนนกยูง ซ่อนตัวอยู่หลังหินจำลอง รอจนกระทั่งผู้คุ้มกันที่ลาดตระเวนผ่านไปหนึ่งกลุ่มก็เดินอ้อมผ่านนกยูงสีทองที่กินอิ่มจนดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่าตัวนั้นไปอย่างเปิดเผย มุ่งหน้าสู่เรือนผู่เยวี่ยน