ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 670 หาตัวช่วย
ตอนที่ 670 หาตัวช่วย
หลังจากกินอาหารเย็นที่เรือนฉินเหยาแล้ว หลิวเฝยก็ไม่ได้อยู่ต่อ
เขารีบกลับตลาดทิศใต้ก่อนถึงยามห้ามออกจากเคหสถาน เพราะพรุ่งนี้เป็นเทศกาลแข่งเรือมังกร ที่ร้านได้ตั้งเวทีเชิญคณะงิ้วมาแสดง จัดงานเลี้ยงขอบคุณลูกค้า เขายังต้องอยู่ที่ร้านเพื่อช่วยงาน
ทางด้านฉินเหยาก็กำลังยุ่งอยู่กับงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ในวันมะรืน เทศกาลแข่งเรือมังกรจึงผ่านไปอย่างยุ่งเหยิง
นี่เป็นครั้งแรกที่จัดงานเลี้ยงหลังจากเข้าเมืองหลวงมา ทั้งครอบครัวล้วนเป็นคนต่างถิ่น ไม่เข้าใจธรรมเนียมท้องถิ่นหลายอย่าง
โชคดีที่ฉินเหยาเชิญตัวช่วยมานั่นก็คือติงเซียง
และตัวช่วยนี้ยังพาตัวช่วยที่แข็งแกร่งอีกคนหนึ่งมาด้วย นั่นคือ นางเซียว เซียวหรง
เช้าตรู่ ทันทีที่ยามห้ามออกจากเคหสถานเพิ่งถูกยกเลิก หน้าประตูเรือนฉินเหยาก็มีเกี้ยวเล็กสองหลังมาถึง
ติงเซียงแทบจะรอไม่ไหว พอเกี้ยวหยุดนิ่งก็รีบเลิกม่านเกี้ยวลอดตัวออกมาทันที
นางไม่ทันได้สนใจนางเซียวผู้เป็นมารดา กวาดตามองบ้านสองสามหลังทั้งด้านหน้าด้านหลังและซ้ายขวาก่อน สุดท้ายสายตาก็จับจ้องไปที่หน้าประตู ‘เรือนตระกูลหลิว’
“ข้าไปเคาะประตูเอง!” ติงเซียงบอกนางเซียวที่อยู่ในเกี้ยวอีกหลังหนึ่งแล้วก้าวฉับๆ ไปที่หน้าประตูใหญ่สีแดงชาดบานนั้น ยกห่วงประตูขึ้น เคาะเสียงดังปัง ปัง ปัง
ท่าทางรีบร้อนนั้นราวกับอยากจะทุบประตูบ้านคนอื่นให้พังอย่างนั้น
อาจเป็นเพราะรู้ว่านางใจร้อน ประตูใหญ่จึงถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว ปรากฏร่างบุรุษผู้หนึ่งที่มีใบหน้าเคร่งขรึม
อาวั่งชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้แล้วเอ่ยเรียกอย่างสุภาพ “คุณหนูติง”
“อาวั่งสินะ!” ติงเซียงตื่นเต้น ถามขึ้นติดๆ กัน “ฉินเหยาเล่า ข้าพาท่านแม่มาด้วย เร็วเข้า เจ้าเรียกนางออกมาที!”
ครอบครัวฉินเหยาตื่นกันนานแล้ว พ่อลูกหลิวจี้หลายคนกำลังยุ่งอยู่กับการล้างถ้วยชา ก่อไฟต้มชา
ฉินเหยาและอินเยว่กำลังยุ่งอยู่กับการตีไข่ขาว นางออกแรงเหวี่ยงเครื่องตีไข่ที่ทำขึ้นเองในมือจนเกิดเป็นภาพติดตา
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเด็กสาวที่คุ้นเคยดังขึ้นจากนอกประตู มือฉินเหยายังคงเคลื่อนไหวไม่หยุด ตีไข่ขาวพลางเดินเร็วๆ ไปยังเรือนส่วนหน้า
ติงเซียงตะโกนเรียกอย่างตื่นเต้น ยังไม่ทันที่ฉินเหยาจะได้ตั้งตัว ร่างสีส้มอ่อนสายหนึ่งก็โผเข้ามาเหมือนผีเสื้อ หอบกลิ่นหอมของดอกไม้จางๆ ชนเข้ากับอ้อมกอดของนางเต็มๆ
“เหตุใดเจ้าเพิ่งมา ข้ารอเจ้าจนดอกไม้จะเหี่ยวเฉาหมดแล้ว”
ติงเซียงกอดฉินเหยาอย่างอบอุ่นก่อนหนึ่งที ถึงเพิ่งสังเกตเห็นของในมือของนาง นางยิ้มพลางถอยห่างแล้วโผออกไปจูงคนผู้หนึ่งเข้ามาแนะนำให้นางรู้จัก
ฉินเหยารีบส่งไข่ขาวในมือให้แก่อาวั่ง ส่งสัญญาณให้เขาไปเตรียมการที่ห้องครัวก่อน ทางนี้ให้นางจัดการเอง
นางจัดเสื้อผ้าเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มเผชิญหน้ากับสตรีที่ถูกติงเซียงจูงเข้ามา
นางเซียวดูแล้วอายุราวยี่สิบห้ายี่สิบหกปี ผิวพรรณขาวนวล รูปร่างอวบอิ่ม ใบหน้าแดงปลั่ง ดูเป็นคนที่มีสุขภาพดีเลือดลมสมบูรณ์
มุมปากยกขึ้น ยิ้มแย้มอย่างใจกว้างและเป็นกันเอง
เมื่อยืนอยู่ข้างๆ ติงเซียง ลูกเลี้ยงที่เพิ่งจะปักปิ่นได้ไม่นานกลับดูเหมือนพี่สาวคนโตที่กำลังดูแลน้องสาวตัวเล็กๆ อย่างนั้น
ติงเซียงยิ้มพลางกล่าว “นี่คือท่านแม่ของข้า ข้าอุตส่าห์เชิญท่านแม่มาช่วยพวกเรา เรื่องจัดงานเลี้ยงเหล่านี้ไม่มีอะไรที่ท่านแม่ไม่รู้ พวกเรามีอะไรไม่เข้าใจก็ถามท่านแม่ได้เลย”
ฉินเหยายิ้มพลางย่อกายคารวะ “วันนี้คงต้องรบกวนฮูหยินแล้ว”
นางเซียวเดินเข้ามาประคองนางอย่างใจกว้าง “ไม่เป็นไร ข้าติดตามรับใช้อยู่ข้างกายนายหญิงใหญ่มาตั้งแต่เล็ก คุ้นเคยกับงานเหล่านี้ดีอยู่แล้ว สำหรับข้าแล้วก็แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
“กลับเป็นเจ้าเสียอีก ข้าได้ยินเซียงเอ๋อร์พูดถึงเจ้าเป็นร้อยเป็นพันครั้ง วันนี้ในที่สุดก็ได้พบเจอ ตัวจริงดูสง่างามมีราศีไม่ธรรมดา ถูกใจข้ายิ่งนัก ดูท่าว่าวาสนาของพวกเราคงไม่ได้มีเพียงแค่ในวันนี้”
ฉินเหยาเผยรอยยิ้มจริงใจออกมาเล็กน้อย “ในเมื่อฮูหยินท่านกล่าวเช่นนี้ ข้าก็จะไม่เกรงใจท่านแล้ว”
“ครอบครัวของพวกเราจะตั้งรกรากอยู่ที่เมืองหลวง มีเรื่องที่ไม่เข้าใจอีกมาก ต่อไปเกรงว่าจะต้องรบกวนท่านและนายท่านติงอีกบ่อยๆ”
“แน่นอน หากฮูหยินมีเรื่องใดที่พอจะให้ข้าช่วยได้ก็โปรดเอ่ยปาก กำลังวังชาของข้าผู้นี้คิดว่าคุณหนูติงคงเล่าให้ท่านฟังแล้ว อย่างอื่นอาจจะไม่ไหว แต่เรื่องยกของ แบกของหรือเข้าป่าล่าสัตว์อะไรทำนองนั้นยังพอทำได้”
พูดพลางหยุดไปครู่หนึ่ง เคลื่อนเข้าใกล้ข้างหูนางเซียวแล้วกล่าวเสริมด้วยเสียงเบาๆ ว่า “เอาถุงกระสอบคลุมหัวช่วยจัดการคนไม่ดูตาม้าตาเรือสักคนสองคนก็สะดวกมากเช่นกัน”
นางเซียวเบิกตากว้าง มองนางอย่างประหลาดใจแวบหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะนั้นสดใส ไม่มีการปิดบังแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นเจ้าห้ามคิดเงินข้าแพงนะ” นางเซียวหัวเราะฮ่าๆ พลางชี้นิ้วไปที่ฉินเหยา
ฉินเหยาพยักหน้า “แน่นอนเจ้าค่ะ”
ติงเซียงไม่รู้ว่าคนทั้งสองพูดอะไรกันจึงมองฉินเหยาที มองท่านแม่ที พลอยหัวเราะตามไปด้วย
นางเซียวไอเบาๆ สองสามครั้งเพื่อเก็บอาการ ก่อนปรับสีหน้าให้จริงจังแล้วกล่าวว่า “เอาล่ะ เวลานี้ก็ไม่เช้าแล้ว ประเดี๋ยวแขกเหรื่อคงจะมาถึง เริ่มทำงานกันก่อนเถอะ”
ฉินเหยาและติงเซียงพับแขนเสื้อขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ทำท่าทางรอรับคำสั่ง
นางเซียวมองไปรอบๆ ลานฝึกวรยุทธ์อันกว้างขวาง “จัดงานเลี้ยงที่นี่สินะ? เตรียมไว้กี่โต๊ะเล่า?”
ฉินเหยา “เจ้าค่ะ ที่นี่กว้างขวาง เตรียมไว้ในเรือนสามโต๊ะ ในลานห้าโต๊ะ รวมทั้งหมดแปดโต๊ะ”
นางเซียวพยักหน้าแล้วชี้ไปที่ประตูใหญ่พลางถาม “ที่บ้านใครเป็นคนต้อนรับแขกหรือ บ้านเจ้าเพิ่งมาคงยังจำคนได้ไม่หมด เพื่อนบ้านละแวกนี้มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่อาวุโสและเป็นที่เคารพนับถือบ้างหรือไม่ เชิญมาช่วยหน่อยเถอะ ป้องกันไม่ให้แขกเหรื่อรู้สึกว่าถูกละเลย”
เรื่องนี้ฉินเหยาเตรียมการไว้แล้ว เมื่อวานนางให้อินเยว่ไปไหว้วานนายท่านชิวแห่งตระกูลชิวข้างเรือนแล้ว ถึงตอนนั้นหลิวจี้จะต้อนรับแขกพร้อมกับนายท่านชิว
นางเซียวพยักหน้าอย่างเข้าใจ ถามไถ่เรื่องโต๊ะเก้าอี้ถ้วยชามว่าเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง
ฉินเหยากล่าว “เช่าโต๊ะเก้าอี้และชุดถ้วยชามชุดน้ำชาไว้เจ็ดชุดแล้วเจ้าค่ะ อีกประเดี๋ยวพวกเขาก็จะมาส่ง”
“ยังมีโต๊ะจัดเลี้ยงก็สั่งที่เหลาเทียนเซียงโหลวไว้แล้ว ช่วงบ่ายจะมาส่งเจ้าค่ะ”
นางเซียวเอ่ยเตือน “ให้คนไปเฝ้าดูอาหารที่นั่นล่วงหน้า ป้องกันไม่ให้โรงเตี๊ยมล่าช้า”
ฉินเหยารีบสั่งการอินเยว่ทันที เรื่องทางฝั่งโรงเตี๊ยมจึงมอบให้นางจัดการ
อินเยว่คารวะนางเซียวก่อนทีหนึ่งแล้วจึงรับคำ “เจ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าตีไข่เสร็จก็จะไปเฝ้าดู”
หลิวจี้และเด็กๆ ต่างก็ทักทายนางเซียว เมื่อเห็นนางเซียวจัดการเรื่องต่างๆ ทีละอย่าง ความกังวลใจของทั้งครอบครัวก็ค่อยๆ คลายลง
เมื่อดวงอาทิตย์ลอยอยู่กลางท้องฟ้า แขกกลุ่มแรกก็มาถึง
แต่ละเรือนต่างก็มีภาระหน้าที่ ช่วงเช้าที่สามารถมาดื่มชาทานขนมได้ส่วนใหญ่จึงเป็นเหล่าฮูหยิน บางคนพาลูกมาด้วย บางคนมานั่งสักพักก็กลับเรือนก่อน รอช่วงบ่ายที่กินเลี้ยงอย่างเป็นทางการค่อยมาใหม่
แต่ครอบครัวของฮูหยินผู้เฒ่าชิวข้างเรือนนั้น นอกจากลูกชายสองคนที่ยังอยู่ที่ตลาดทิศตะวันตกแล้ว ที่เหลือทั้งเด็กและผู้ใหญ่ล้วนมากันหมด
ยังมีท่านป้าอวี๋และจางกุ้ยจือจากถนนฝั่งตรงข้าม ทั้งสองคนทำอาหารเช้าให้ผู้ใหญ่ที่บ้านเสร็จแล้วก็มาช่วยสร้างบรรยากาศ
อย่างไรเสียก็มีลูกกวาดให้กิน มีเรือนใหม่ให้เดินชมก็แค่เปลี่ยนสถานที่ซุบซิบนินทาก็เท่านั้น
ฉินเหยาทยอยทักทายพวกนางทุกคน ทุกคนต่างก็อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับนาง ถามนั่นถามนี่จนแทบอยากจะขุดบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของฉินเหยาออกมาทำความรู้จัก
เรื่องเหล่านี้ฉินเหยารับมือไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ หลิวจี้ก็กำลังต้อนรับแขกอยู่ที่หน้าประตูจึงทำได้เพียงกัดฟันสู้
พอฮูหยินผู้เฒ่าชิวเห็นนางเซียว ตอนแรกก็รู้สึกคุ้นหน้า พอถามดูกลับพบว่าเป็นคุณหนูจวนกรมควบคุมการค้าชายแดนซึ่งเป็นหัวหน้างานโดยตรงของบุตรชายตนเอง เป็นฮูหยินของผู้ช่วยเจ้ากรมการค้าชายแดนก็ร้อง “โอ๊ยตายแล้ว” ออกมาทันที
นางคว้าตัวฉินเหยาที่เตรียมจะหลบหนีไว้พลางกล่าวอย่างตำหนิเล็กน้อย “ฉินเหนียงจื่อ เจ้าน่าจะบอกให้เร็วกว่านี้ นี่มันจริงๆ เลย น้ำท่วมศาลเจ้ามังกร คนกันเองแท้ๆ กลับไม่รู้จักกัน!”
ฉินเหยาส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางนางเซียวพร้อมเผยรอยยิ้มกระอักกระอ่วน