ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 669 ชีวิตดีเสียจริง
ตอนที่ 669 ชีวิตดีเสียจริง
แต่เหตุผลหลักยังไม่ใช่เรื่องของวัสดุ แต่เป็นเรื่องของแหล่งน้ำร้อนที่หาได้ยาก หากอยากจะทำระบบประปาทั้งชุดขึ้นมา นางคงต้องรื้อเรือนทิ้ง
ความยุ่งยากมีมากกว่าความสะดวกสบายจึงช่างมันเถอะ
อาบน้ำไปอาบน้ำมาก็ชักชินแล้ว การมีห้องอาบน้ำแยกเป็นของตัวเองได้ก็นับว่าดีมากแล้ว
ฉินเหยาเดินออกจากห้องอาบน้ำด้วยความเสียดายเล็กน้อยพลางมองไปทางหลิวจี้ที่รออยู่ “มีธุระอะไร”
ทันทีที่หลิวจี้เผยรอยยิ้มประจบประแจงนั้น ในใจของฉินเหยาก็กระตุกวูบ
เป็นไปตามคาด วินาทีต่อมา เขาก็ประคองสมุดบัญชีเข้ามาใกล้ “เมียจ๋า เจ้าดูนี่สิ นี่คือค่าใช้จ่ายจิปาถะค่าอาหารการกินของบ้านเราเมื่อเดือนที่แล้วและค่าใช้จ่ายสำหรับเตรียมจัดงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ในเดือนนี้ รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เจ้าเคยรับปากว่าจะเบิกคืนให้ข้า”
“รวมทั้งหมดเป็นเงินแปดสิบห้าตำลึงถ้วน”
ฉินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย หยิบสมุดบัญชีขึ้นมาดู เดือนที่แล้วมีค่าใช้จ่ายจิปาถะค่าอาหารการกินสิบตำลึง
เมืองหลวงค่าครองชีพสูง ทั้งยังมีข้าวของอุดมสมบูรณ์ คนทั้งบ้านจึงกินหม้อไฟกันแทบจะวันเว้นวัน ค่าเครื่องเทศก็ปาเข้าไปเกือบหมดแล้ว ต่อมายังซื้อเหล้าอีกหลายครั้ง บวกกับตอนที่ฉินเฟิงอยู่บ้าน การกินดื่มยิ่งไม่ประหยัด สิบตำลึงนี้ถือว่าประหยัดมากแล้ว
ฉินเหยาไม่ได้ว่าอะไรพลางมองไปที่ค่าใช้จ่ายงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่
รวมกินทั้งหมดสองมื้อ มื้อเช้าที่บ้านจะเตรียมน้ำแกง ชาและขนมผลไม้ต่างๆ ส่วนมื้อบ่ายจะสั่งโต๊ะจีนแปดโต๊ะจากเหลาเทียนเซียงโหลวที่อยู่ใกล้ๆ
เพื่อนบ้านรอบๆ ก็ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไป หลายคนก็รับราชการอยู่ในกรมต่างๆ มาตรฐานจึงจะต่ำเกินไปไม่ได้ โต๊ะละหกตำลึง แปดโต๊ะก็สี่สิบแปดตำลึง
รวมกับค่าใช้จ่ายของมื้อที่เตรียมเอง งานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่รวมทั้งหมดจะใช้เงินห้าสิบตำลึง
ที่เหลืออีกยี่สิบห้าตำลึง ในจำนวนนี้ห้าตำลึงเป็นเงินค่าขนมของหลิวจี้ในเดือนนี้ ส่วนยี่สิบตำลึงคือค่าใช้จ่ายที่เขาบอกว่าจะเบิก
“เจ้ากินทองคำเข้าไปหรือ ถึงได้ใช้ไปตั้งยี่สิบตำลึง” ฉินเหยาซักไซ้ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
หลิวจี้หลบสายตาดุจจะกินคนของนางอย่างรู้สึกผิดเล็กน้อยพลางเอ่ยแก้ต่าง
“ข้าจ่ายก็เพื่อช่วยเมียจ๋าสืบข่าวคราวต่างๆ ในเมืองหลวงนี้ให้เร็วที่สุดไม่ใช่หรือไร ต่อหน้าเหล่าคุณชายผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวง ข้าที่เป็นเพียงคนไร้ชื่อเสียงเรียงนาม หากต้องการดึงดูดความสนใจของพวกเขาก็ต้องใช้วิธีการพิเศษหน่อย…”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าชาในหอนั้นจะแพงขนาดนี้ ข้าก็นึกว่าราคาคงพอๆ กับโรงน้ำชาในจังหวัดจื่อจิงของเรา เลี้ยงชาชั้นกลางแก่คนทั้งหอ อย่างมากก็แค่แปดตำลึงสิบตำลึง ใครจะรู้ว่าพอเรียกเก็บเงินกลับปาไปตั้งสามสิบตำลึง!”
ฉินเหยาขมวดคิ้ว “แล้วยี่สิบตำลึงนี่?”
“ข้าจะเป็นไอ้หน้าโง่ให้เขาหลอกฟันได้หรือ ยี่สิบตำลึงนี้ข้าใช้เหตุผลต่อรองลดราคาลงมา ข้าประหยัดมากแล้วนะ เมียจ๋า…” หลิวจี้จงใจลากเสียงยาว มองนางตาละห้อย
ฉินเหยาจะพูดอะไรได้อีกเล่า
ทำได้เพียงเตะหน้าแข้งเขาไปหนึ่งที “ข้าก็นึกว่าเจ้ามีความสามารถขึ้นมาแล้ว ที่แท้ก็อาศัยพลังเงินตรา!”
หลิวจี้กระโดดขาเดียวไปไกลสิบเมตรพลางสูดปากซี้ดซ๊าดพลางจี้ถามอย่างสงสัย “อะไรคือพลังเงินตราหรือ”
ฉินเหยาเดินกลับไปที่ห้องของตนในสวนหลังบ้าน ควักเงินก้อนหนึ่งโยนใส่อ้อมแขนของเขา “นี่อย่างไรเล่าพลังเงินตรา! ‘เงินตรา’ ที่แปลว่าเงิน เข้าใจหรือไม่”
หลิวจี้รีบรับเงินก้อนเหล่านั้นไว้ในอ้อมแขน หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะโดนอัดอีก ป่านนี้คงอดไม่ได้หัวเราะออกมาดังๆ แล้ว
เทียบกับเงินแล้ว ความเจ็บปวดรวดร้าวเพียงน้อยนิดบนหน้าแข้งนี้จะนับเป็นอะไรได้?
หลิวจี้พูดกับฉินเหยาอย่างจริงจัง “เมียจ๋า ข้าไม่ถือหรอกนะหากเจ้าจะเอาเงินมาปาใส่ข้าให้ตาย”
ฉินเหยา “ข้าล่ะอยากจะ…!”
พอกำหมัดเงื้อขึ้น คนบางคนก็กอดเงินวิ่งหนีไปเร็วยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก
“ล้อเล่นน่า ล้อเล่น เมียจ๋าเจ้าอย่าถือสา!”
หลิวจี้หันกลับมาตะโกนไปทางสวนหลังบ้าน “ข้าเห็นคนขายบ๊ะจ่างอยู่บนถนน เดี๋ยวจะไปซื้อกลับมาหน่อย พรุ่งนี้พวกเราจะได้กินฉลองเทศกาล!”
ซานหลางกับซื่อเหนียงที่ยังคงกำจัดสัตว์มีพิษอยู่ตามที่ต่างๆ ในเรือนก็ไม่ยอมแล้ว “ท่านพ่อ พวกเราก็จะไปด้วย!”
ฝาแฝดพุ่งตัวออกไปราวกับลูกปืนใหญ่จนไล่ตามบิดาแท้ๆ ของตนทัน พ่อลูกสามคนหยอกล้อกัน หัวเราะคิกคักแล้วมุ่งหน้าไปยังถนนสายหลัก
ไกลออกไป ฉินเหยายังได้ยินเสียงหลิวจี้จอมลวงโลกกำลังเอ่ยล่อลวงเด็ก
“ในกระเป๋าพ่อตอนนี้มีเงินเพียบ วันนี้พวกเราอยากซื้ออะไรก็ซื้อเลย แต่ซานหลางกับซื่อเหนียงไม่ใช่พวกที่กินเปล่าๆ ใช่ไหมล่ะ พอกลับบ้านแล้วต้องซักเสื้อผ้าเช็ดหน้าต่างให้พ่อด้วย ตกลงไหม”
ซานหลาง “อื้มๆๆ กินบ๊ะจ่างเนื้อ~”
ซื่อเหนียง “เจ้าค่ะๆๆ” หลอกเอาของอร่อยมาไว้ในมือก่อนค่อยว่ากัน
นางยังเป็นเด็ก ท่านพ่อไม่คิดบัญชีเรื่องเล็กน้อยแค่นี้กับนางจริงๆ หรอก
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางที่วิ่งไม่เร็วเลยต้องอยู่ทำงานที่บ้าน ทั้งสองสบตากันแล้วยักไหล่อย่างจนปัญญา ยังไม่รู้เลยว่าใครหลอกใคร
ตกเย็น หลิวเฝยก็มาถึง
อย่างไรเสียนี่ก็เป็นวันแรกที่ครอบครัวพี่สะใภ้สามย้ายบ้าน กลางวันเขายุ่งจนไม่มีเวลามาช่วยงาน แต่ตอนนี้เลิกงานแล้วก็ต้องมาแสดงความยินดี อวยพรเพิ่มความคึกคักเสียหน่อย
หลิวเฝยหิ้วห่านย่างตัวใหญ่มาสองตัว หนังกรอบเนื้อนุ่ม หอมจนคนน้ำลายสอ
ฉินเหยาที่กำลังกินบ๊ะจ่างไส้เนื้ออย่างเอร็ดอร่อยอยู่ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าบ๊ะจ่างในมือไม่อร่อยเสียแล้ว
“เจ้ามาได้อย่างไร”
หลิวจี้พุ่งเข้าไปเป็นคนแรก ยื่นมือเตรียมจะรับห่านย่างตัวใหญ่นั้น “ดูเจ้าสิ มาก็มาสิ ยังจะเกรงใจหอบของอะไรมาด้วย พี่น้องบ้านเดียวกัน พี่ชายจะไม่เลี้ยงข้าวเจ้าเลยหรืออย่างไร…”
“พี่สะใภ้สาม!” หลิวเฝยเดินเลี่ยงเขาไปแล้วส่งห่านย่างตัวใหญ่ให้แก่อาวั่ง พลางยิ้มกล่าวว่า “ห่านย่างหนังกรอบเพิ่งออกจากเตา ของขึ้นชื่อของเหลาจิ่วฉง ปกติไปต่อแถวก็ยังซื้อไม่ได้ ข้าอุตส่าห์ให้คนไปเฝ้าตั้งแต่เช้ามืดจนป่านนี้ถึงแย่งมาได้สองตัว”
ฉินเหยาพยักหน้าขอบคุณเขาแล้วสั่งการอาวั่ง “เก็บตัวหนึ่งไว้สำหรับฉลองเทศกาลในวันพรุ่งนี้ อีกตัวก็สับมากินเย็นนี้เลยเถอะ”
พวกเด็กๆ ได้ยินดังนั้นก็โห่ร้องยินดี เรียกอาเล็กอาเล็กอย่างสนิทสนม
หลิวจี้ที่ถูกเมินรู้สึกกระอักกระอ่วนเพียงชั่วครู่ ทว่าก็ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก้าวเข้ามาโอบไหล่น้องชาย
“มื้อเย็นยังต้องรอไปอีกสักพัก ไป พี่สามจะพาเจ้าไปดูเรือนหลังนี้!”
“คืนนี้เจ้าก็ไม่ต้องกลับแล้ว อยู่ค้างที่บ้านนี่แหละ พี่ชายไม่เก็บค่าเช่าเจ้าหรอก แต่คราวหน้ามีของอะไรอร่อยๆ ก็หิ้วมาอีกเยอะๆ กับข้าวที่บ้านนี้เจ้ามากินได้ตามใจเลย…”
สองพี่น้องพูดคุยกันไปก็เดินเข้าไปในห้องหนังสือใหม่ของหลิวจี้ที่ทั้งกว้างขวาง สว่างไสวและสวยงาม!
หลิวเฝยชำเลืองมองเขาอย่างอิจฉา “คนที่จะดีต่อท่านเหมือนพี่สะใภ้สามของข้า ในโลกนี้หาคนที่สองไม่ได้อีกแล้ว”
หลิวจี้ยื่นนิ้วชี้ออกมาส่ายไปมา “ผิดแล้ว ผิดแล้ว”
พร้อมกวักมือเรียกอย่างลึกลับแล้วส่งสัญญาณให้หลิวเฝยเอียงหูเข้ามาใกล้ “ตอนนี้ข้ากำลังเป็นที่โปรดปรานของพี่เขย เรือนหลังนี้พี่เขยเป็นคนซื้อให้”
พูดจบก็ยักคิ้วหล่อเหลา กอดอกรอให้หลิวเฝยแสดงสีหน้าอิจฉาริษยา
ทว่า อีกฝ่ายกลับไม่มีท่าทีอิจฉาริษยาเลยแม้แต่น้อย
หลิวเฝยมองพี่สามของเขาขึ้นๆ ลงๆ พลางจิ๊ปากอย่างพิศวง “เหตุใดในโลกนี้ถึงได้มีคนหน้าหนาไร้ยางอายเช่นท่านได้นะ”
“พี่สาม ตอนนี้พี่สะใภ้สามก็ตามหาครอบครัวของนางพบแล้ว ท่านมาอาศัยเรือนของคนอื่น ใช้เงินของคนอื่น ข้าว่าท่านแต่งเข้าบ้านนางไปเลยเถอะ ไม่อย่างนั้นข้าที่เป็นน้องชาย ได้อาศัยบารมีจากบ้านเดิมของพี่สะใภ้สามก็รู้สึกอายจนหน้าร้อนไปหมด”
ไม่ผิดจากที่คาด ได้รับมะเหงกที่เกิดจากความอับอายและโมโหจากหลิวจี้หนึ่งที
“เจ้าเด็กนี่ตกลงแซ่หลิวหรือแซ่ฉินกันแน่ หากยังพูดเข้าข้างคนนอกอีก ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
ภายใต้การกดขี่ทางสายเลือด หลิวเฝยกุมหัว ไม่กล้าพูดอะไรอีกแล้วตามพี่สามที่กำลังตื่นเต้นของเขาเดินชมเรือนทั้งหลังจนทั่ว
ทั้งยังส่งเสียงร้อง “ว้าว” ออกมาเป็นระยะๆ อย่างให้ความร่วมมือ น้ำตาแห่งความอิจฉาไหลออกมาจากมุมปาก
พี่สามของเขา ชีวิตดีเสียจริง!