ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 680 สบายใจ
ตอนที่ 680 สบายใจ
เสียงหอระฆังดังขึ้น
วันใหม่ได้มาถึงอีกครั้ง
ภายในตรอกควานเจิ้งมีเสียงความวุ่นวายดังมาแต่เช้าตรู่
ผู้ใหญ่ไปทำงาน เด็กเล็กไปสำนักศึกษา
ห้องครัวบ้านฉินเหยาเริ่มมีกลิ่นหอมของอาหารสุกลอยโชยออกมา นำนมแพะไปต้มจนเดือด เติมผงชาที่บดละเอียดลงไปคนให้เข้ากัน กรองด้วยผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดสามชั้นก็จะได้ชานมร้อนๆ ที่ไม่มีกลิ่นสาบหนึ่งกา
ชอบรสหวานก็เติมน้ำตาลได้ ชอบรสชาติดั้งเดิมที่หอมละมุนก็ไม่จำเป็นต้องเติมอะไร รสชาติเนียนนุ่มเข้มข้น ซานหลางคนเดียวก็สามารถดื่มหมดได้ถึงสองถ้วยใหญ่
หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าเขาจะจุก จนอินเยว่ต้องเก็บถ้วยนมของเขากลับไป คาดว่าเด็กคนนี้คงดื่มได้อีกชาม
เมื่อเทียบกันแล้ว เอ้อร์หลางและซื่อเหนียงกลับไม่ค่อยชอบชานมนี้เท่าใดนัก แต่ท่านแม่กำชับว่าต้องดื่มจึงบีบจมูกดื่มไปครึ่งถ้วย
ส่วนต้าหลางนั้นจะอย่างไรก็ได้ เขารู้ว่านมแพะนี้ดื่มแล้วดีต่อร่างกาย ทุกวันจึงดื่มจนหมดถ้วย
กินมื้อเช้าเสร็จ เด็กทั้งสี่คนก็กลับห้องไปจัดหีบหนังสือ
วันนี้เป็นวันที่ต้องไปพบท่านอาจารย์ที่สำนักศึกษาเอกชนของตระกูลฟ่าน เมื่อคืนวุ่นวายอยู่ยกใหญ่ ผู้ใหญ่ในบ้านแทบจะไม่ได้นอน แต่ตอนนี้เพื่อเรื่องใหญ่อย่างการไปสำนักศึกษาของลูกๆ จึงจำต้องฝืนสังขารที่อ่อนล้าลุกขึ้นมาจากเตียง
ซื่อเหนียงไม่มีอะไรทำจึงเดินตามหลังเหล่าพี่ชายดูพวกเขาจัดของ
สำนักศึกษาเอกชนตระกูลฟ่านไม่รับนักเรียนหญิง ดูเหมือนว่าสำนักศึกษาเอกชนทั่วทั้งเมืองหลวงจะไม่ต้อนรับนักเรียนหญิง
ก่อนหน้านี้หลิวจี้ไปสอบถามสำนักศึกษาแถวบ้านจนทั่วแล้ว ไม่มีสำนักศึกษาใดยอมผ่อนปรนเลย
อีกทั้งการที่อาจารย์ไม่รับนักเรียนหญิงก็มีเหตุผลของเขา…ทั้งห้องเต็มไปด้วยเด็กผู้ชาย การมีเด็กหญิงตัวเล็กๆ เข้ามาหนึ่งคนจะไม่ทำให้ขนบธรรมเนียมยุ่งเหยิงหรอกหรือ
ถอยมาอีกหนึ่งหมื่นก้าว ในเมืองหลวงนี้ก็มีอาจารย์หญิงที่ยินดีมาสอนถึงที่เรือนอยู่มากมาย หากมีปัญญาก็ย่อมสามารถเชิญมาสอนที่เรือนได้ ไม่จำเป็นต้องให้คุณหนูผู้สูงศักดิ์ออกมาลำบากลำบนข้างนอก
หลิวจี้พลันไม่พอใจขึ้นมา “หรือว่าเด็กผู้หญิงจากครอบครัวธรรมดาที่เชิญอาจารย์หญิงมาสอนไม่ได้ก็ไม่ต้องเรียนแล้วหรือ”
อาจารย์ที่ดูท่าทางพูดจาดีผู้นั้นยิ้มพลางกล่าว “แน่นอนว่าเรียนได้ โน่นปะไร สำนักศึกษาสตรีที่อยู่ข้างกั๋วจื่อเจี้ยนนั่นอย่างไรเล่า ที่นั่นรับแต่เด็กผู้หญิง”
หลิวจี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองเหมือนจะมองข้ามอะไรไป
เขานึกว่าเมืองหลวงนี้จะเหมือนกับอำเภอไคหยาง มีเพียงสำนักศึกษาชายและสำนักศึกษาที่ไม่คิดเงิน นึกไม่ถึงว่าที่นี่ที่ไม่รับนักเรียนหญิง เป็นเพราะว่าในเมืองหลวงนี้แบ่งการเรียนหญิงชายแยกกัน
แต่เพราะเวลายังน้อย หลิวจี้ยังไม่มีโอกาสไปสืบข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ของสำนักศึกษาสตรี
รอให้เขาส่งลูกชายทั้งสามคนเข้าสำนักศึกษาให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยๆ คิดเรื่องของลูกสาวอย่างละเอียด
อย่างไรเสีย สำนักศึกษาเอกชนตระกูลฟ่านภายในตรอกควานเจิ้งก็อยู่ใกล้ ออกจากประตูเรือนเลี้ยวขวาเดินผ่านตรอกหนึ่งก็ถึงแล้ว ใช้เวลาเดินไม่ถึงหนึ่งเค่อ
ระหว่างทางที่ไป หลิวจี้ก็กำชับ “พวกเจ้าสามพี่น้องจำเส้นทางไว้ด้วย สองวันแรกข้าจะให้ท่านอาอาวั่งของพวกเจ้ามารับ แต่หลังจากนั้นพวกเจ้าต้องไปกลับเอง เข้าใจหรือไม่”
พวกต้าหลางสามพี่น้องพยักหน้าต่างก็ตั้งตารอวันที่จะได้ไปกลับสำนักศึกษาด้วยตนเอง
ตอนที่สี่พ่อลูกไปสำนักศึกษา ฉินเหยายังคงนอนอืดอยู่บนเตียง เดิมทีคิดว่าท่านพ่อท่านแม่จะไปส่งลูกๆ ทั้งสามคนที่สำนักศึกษาด้วยกัน อย่างไรเสียนี่ก็เป็นวันแรก ควรจะมีพิธีการเล็กน้อย
อนิจจา ลุกไม่ขึ้นจริงๆ
แต่จุดสำคัญคือ สี่พ่อลูกกลับไม่ยอมปลุกนาง!
ตอนที่ฉินเหยาตื่น ในลานบ้านก็เงียบสงัด
ซื่อเหนียงถูกอินเยว่พาออกไปซื้อกับข้าว อาวั่งก็กำลังก้มหน้าก้มตารดน้ำผักอยู่ในสวนหลังบ้าน
ฉินเหยาผลักประตูห้องออกมามองท้องฟ้าเหนือศีรษะ ดวงอาทิตย์ลอยสูงอยู่กลางท้องฟ้าแล้ว น่าจะประมาณสิบโมงครึ่ง
นางยืนนิ่งไปหนึ่งนาที วิญญาณถึงได้เข้าร่างอย่างสมบูรณ์ ล้างหน้าล้างตาจนสะอาด เดินไปยังห้องครัว หากานมแพะอุ่นๆ ครึ่งกากับแป้งทอดแผ่นบางหนึ่งจานที่ครอบไว้บนเตาออกมาเอง ตักน้ำปรุงหนึ่งช้อนแล้วนั่งลงข้างๆ โต๊ะกลางครัวแบบเปิด กินมื้อเช้าอย่างเชื่องช้า กัดแป้งทอดคำหนึ่ง ดื่มนมคำหนึ่ง
ท้องฟ้าสีคราม ก้อนเมฆสีขาว ลานบ้านอันเงียบสงบ เสียงผู้คนดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ช่างชวนให้รู้สึกผ่อนคลายสบายใจอยู่หลายส่วน
หวนนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ฉินเหยาก็รู้สึกเหมือนว่าได้ฝันไปตื่นหนึ่ง
เช้าตรู่วันนี้ อู่เซิงก็ถูกผู้ดูแลย่านนำตัวส่งไปยังที่ว่าการอำเภอของเมืองหลวงแล้ว
ตอนที่ส่งคนไปถึง ทั้งทหารม้าเกราะดำของจวนรัชทายาทและหน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่ต่างก็อยู่ที่นั่น
โจรตัวเล็กๆ คนหนึ่งกลับดึงดูดให้สองผู้ยิ่งใหญ่คู่นี้มาร่วมฟังการไต่สวนด้วยกัน ชาวบ้านในเมืองหลวงไม่อยากรู้อยากเห็นก็คงไม่ได้
หลังจากนั้นเป็นอย่างไร เหล่าเพื่อนบ้านตรอกควานเจิ้งที่ไปส่งคนแล้วกลับมา ไม่ได้อยู่ฟังการไต่สวนที่ที่ว่าการอำเภอจึงไม่ทราบ
แต่ฉินเหยาไม่กังวลเลยสักนิดว่าตนเองจะพลาดเรื่องเผ็ดร้อนต่อจากนี้ ใต้พระบาทของฮ่องเต้ไม่มีความลับใด ปล่อยให้เรื่องราวแพร่สะพัดไปสักพักก่อน
รอนางกินมื้อเช้าอย่างเชื่องช้าจนเสร็จ หลิวจี้บิดาแก่ๆ ที่ไปส่งลูกๆ ที่สำนักศึกษาก็กลับมา
พอถึงเรือนยังไม่ทันเข้าประตูก็ชะโงกมองไปทางหน้าประตูเรือนตระกูลฉีข้างๆ แวบหนึ่งแล้วพึมพำเสียงเบา “ป่านนี้แล้วผู้ตรวจการฉียังไม่เลิกเข้าเฝ้า ดูท่าว่าคราวนี้คงมีเรื่องสนุกจริงๆ แล้ว”
แล้วก็วิ่งไปยังแผงขายผลไม้ที่ปากตรอก เลือกผลไม้มาหนึ่งตะกร้า สืบข่าวมาได้เล็กน้อย ถึงได้ยอมเข้าเรือน
“เมียจ๋า ข้ากลับมาแล้ว! เจ้าอยู่ที่ไหน” หลิวจี้เข้ามาก็ตะโกนเรียก
ฉินเหยายกมือขึ้นกุมหน้าผากอย่างจนปัญญาแล้วจึงขานรับ “อยู่ในห้องครัว!”
หลิวจี้ยิ้มแหะๆ หิ้วผลไม้ที่ซื้อมาวิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้น พอเห็นนางก็รีบรายงานผลงานทันที
“เรื่องการเข้าสำนักศึกษาของต้าหลาง เอ้อร์หลาง ซานหลาง จัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว วันนี้ท่านอาจารย์ให้พวกเขาอยู่ที่สำนักศึกษาเพื่อทำความคุ้นเคยก่อน พรุ่งนี้ถึงจะเริ่มเรียนอย่างเป็นทางการ ตอนเย็นค่อยให้อาวั่งไปรับก็พอ”
เขาหากะละมังทองแดงออกมาแล้วเทผลไม้ที่ซื้อมาลงไป ตักน้ำล้างผลไม้จนสะอาด จัดใส่จานผลไม้แล้ววางลงบนโต๊ะกลางของครัวตรงหน้าฉินเหยา ตะโกนไปทางแปลงผักในสวนหลังบ้านหนึ่งเสียง
“อาวั่ง เร็วเข้า! นายท่านใหญ่เลี้ยงผลไม้เจ้า!”
คัดเลือกลูกที่โตๆ ออกมาเป็นพิเศษสองสามลูก ปอกเปลือก เอามีดเล่มเล็กมาหั่นให้เป็นชิ้นๆแล้วจัดใส่ถ้วยเล็กแยกไว้ต่างหาก วางไม้จิ้มฟันลงไปก็ส่งให้ถึงข้างมือฉินเหยา “นี่คือผลปี่แปที่เพิ่งเด็ดมาเมื่อเช้านี้ ข้าชิมแล้ว หวานเป็นพิเศษเลย”
ฉินเหยากินไปสองชิ้นพอเป็นพิธีก็ไม่กินอีก นางอยากกินแตงโม น่าเสียดายที่ตอนนี้ยังไม่มี
“อาวั่ง ปีหน้าพวกเราปลูกแตงโมในลานบ้านกันบ้างนะ” ฉินเหยาพูดกับอาวั่งที่กำลังล้างมืออยู่หน้าตุ่มน้ำ
อาวั่งพยักหน้าล้างมือเสร็จก็เดินเข้ามาหยิบปี่แปไปหนึ่งกำมือ ใส่เข้าปากทีละลูก ไม่ถึงสองนาที ส่วนที่อยู่ในมือก็หมดลง
ยื่นมือไปหยิบอีกกำมือ ไม่นานก็หมดอีก
หลิวจี้รีบยื่นมือออกไปบังจานผลไม้ไว้ “ให้เจ้ากินก็ไม่ใช่ว่าให้เจ้ากินอย่างตะกละตะกลามเช่นนี้ ผลไม้ต้องค่อยๆ ละเลียดชิมทีละคำเล็กๆ รู้หรือไม่”
อาวั่งจ้องหน้าเขา ใจกว้างหน่อยได้หรือไม่!
หลิวจี้ “…”
“เฮ้อ ช่างเถอะ ช่างเถอะ ข้ายอมเจ้าแล้ว” เพื่อแสดงออกว่าตนเองไม่ใช่คนใจแคบ หลิวจี้จึงหยิบให้เขาหนึ่งกำใหญ่แล้วไล่คนให้ไปไกลๆ
เขาหยิบลูกคิดเล็กๆ ออกมา “เมียจ๋า ค่าเล่าเรียนของสำนักศึกษาเอกชนตระกูลฟ่านหนึ่งปีคือคนละห้าตำลึง บวกกับค่าอาหารอีกหนึ่งตำลึง นอกจากนี้ยังมีค่าชุดบัณฑิตปีละสองชุด แปดเฉียน ลูกชายสามคนของบ้านเราหนึ่งปีก็รวมเป็น….ยี่สิบตำลึงสี่เฉียน”
“ใช่ ก็คือยี่สิบตำลึงสี่เฉียน!” หลิวจี้คำนวณอีกครั้งแล้วกล่าวอย่างมั่นใจ
ฉินเหยาขานรับอืมเสียงหนึ่ง “เจ้าไปเบิกเงินกับอาวั่งเถอะ หีบเงินข้าให้เขาไปแล้ว ต่อไปค่าใช้จ่ายในบ้านทั้งหมดอาวั่งจะเป็นคนรับผิดชอบ”
หลิวจี้กดข่มความอิจฉาริษยาที่มีต่ออาวั่งไว้แล้วพยักหน้า “ได้”
พูดเรื่องสำนักศึกษาของลูกๆ จบ หลิวจี้ก็พูดอย่างตื่นเต้นอีกว่า “เมียจ๋าเจ้ารู้หรือไม่ วันนี้ข้าไปสำนักศึกษาเอกชนของตระกูลฟ่าน ให้ตายเถอะ พวกนักเรียนเหล่านั้น ในมือมีหีบหนังสือพลังเซียนของบ้านเรากันทุกคน!”
ฉินเหยาเลิกคิ้ว “จริงหรือ”
“แน่นอน!” หลิวจี้พอพูดถึงเรื่องนี้ก็มีสีหน้าภาคภูมิใจ “เจ้าเด็กพวกนั้นยังแอบประชันกันด้วยว่าหีบหนังสือของใครมีลวดลายพิเศษที่สุด”
แน่นอนว่า เทียบกับหีบหนังสือสุดอลังการของเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย