ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 679 เขาหนี นางไล่ ต่อให้เขาติดปีกก็หนีไปไม่พ้น
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 679 เขาหนี นางไล่ ต่อให้เขาติดปีกก็หนีไปไม่พ้น
ตอนที่ 679 เขาหนี นางไล่ ต่อให้เขาติดปีกก็หนีไปไม่พ้น
ขณะที่ฉินเหยากำลังจะเปิดสลักประตู ประตูใหญ่ของเรือนตระกูลฉีข้างๆ ก็พลันเปิดออก
เสียงตะคอกอย่างเย็นชาดังมาจากเรือนข้างๆ
“พวกเจ้าเป็นใคร? บุกรุกเข้าย่านที่พักอาศัย สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนในระหว่างยามห้ามออกจากเคหสถาน ช่างเป็นการเหยียดหยามกฎหมายบ้านเมือง! ไม่เห็นกฎหมายของแคว้นอยู่ในสายตาโดยแท้!”
“เรียกหัวหน้าของพวกเจ้าออกมา ดูสิว่าพรุ่งนี้เข้าเฝ้าข้าจะยื่นฎีกาเล่นงานเขาสักฉบับหรือไม่!”
มือของฉินเหยาที่วางอยู่บนสลักประตูพลันชักกลับ หันกลับไปพยักหน้าให้อาวั่งที่อยู่ในมุมมืด เรื่องราวมีจุดพลิกผันแล้ว
ทหารม้าเกราะดำที่หยุดอยู่หน้าประตูเรือนฉินเหยาต่างก็ถอยออกไป หันไปรวมกันอยู่ที่หน้าประตูใหญ่เรือนตระกูลฉีแทน
ฉินเหยาขยับไปอยู่ใต้กำแพงฝั่งตะวันออก อาวั่งก็รีบส่งบันไดมาให้นาง นางแอบปีนขึ้นไปแล้วมองผ่านกำแพงเข้าไปในลานบ้านฝั่งตรงข้าม สามารถเห็นสถานการณ์ที่หน้าประตูใหญ่ตระกูลฉีข้างๆ ได้
ผู้ตรวจการฉีอายุเพิ่งจะเข้าใกล้เลขสี่ กำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์ ยืนอยู่กลางถนนเพียงลำพัง แล้วขวางอยู่เบื้องหน้ากลุ่มทหารม้าเกราะดำ ด้านหลังคือพ่อบ้านที่กำลังถือโคมไฟ ตัวสั่นงก แต่ก็ยังฝืนยืนหยัดอยู่
ท่าทางนั้น ช่างมีกลิ่นอายของยอดขุนพลผู้เดียวเฝ้าด่านต้านทัพนับหมื่นอยู่บ้าง
ในเวลาไม่นานก็มีคนในกลุ่มทหารม้าเกราะดำก้าวออกมาซักไซ้ว่าเขาเป็นใคร มีสถานะใด แม้แต่ทหารม้าเกราะดำของจวนรัชทายาทก็ยังกล้าขวาง
ทหารม้าเกราะดำเหล่านั้น ฉินเหยาเคยต่อกรมาแล้ว รวมไปถึงหัวหน้าใหญ่ของพวกเขาอย่างไป๋เฮ่อด้วย ทุกคนล้วนกร่างอย่างถึงที่สุด ไม่เคยใช้เหตุผลเลย
คิดจะคานอำนาจของพวกเขา ทำได้เพียงสยบด้วยกำลังเท่านั้น
ทว่า วันนี้กลับทำให้นางได้เปิดหูเปิดตา
ที่แท้ไม่ต้องใช้ความรุนแรงก็สามารถรับมือกับพวกคนพาลเหล่านี้ได้
เห็นเพียงผู้ตรวจการฉียืนอยู่กลางถนนเพียงลำพัง เผชิญหน้ากับการข่มขู่คุกคามของทหารม้าเกราะดำจำนวนมากก็ไม่ถอยแม้เพียงครึ่งก้าว ยิงคำถามใส่หลายประโยคติดๆ กันทำเอาทหารม้าเกราะดำทั้งกลุ่มถึงกับมึนงง
“ในเมื่อพวกเจ้าอ้างว่ารับคำสั่งจากองค์รัชทายาทมาเพื่อจับกุมมือสังหาร เช่นนั้นข้าขอถามพวกเจ้า คำสั่งของรัชทายาทอยู่ที่ไหน คำสั่งยกเลิกยามวิกาลอยู่ที่ไหน ในเมื่อมาจับกุมมือสังหาร เช่นนั้นหมายจับอยู่ที่ไหนเล่า”
“พวกเจ้าบุกรุกเข้าเรือนราษฎรแล้วมีเอกสารค้นจากจวนผู้ว่าการเมืองหลวงหรือไม่”
“อาศัยเพียงคำพูดของพวกเจ้าที่ว่าได้รับคำสั่งมา เอกสารหลักฐานใดๆ ก็ไม่มีสักอย่าง กลับกล้าเพิกเฉยต่อยามห้ามออกจากเคหสถาน บุกรุกเข้าย่านที่พักอาศัย พฤติกรรมเช่นนี้ช่างอุกอาจยิ่งนัก ไม่เห็นกฎหมายบ้านเมืองอยู่ในสายตาโดยแท้!”
“จวนรัชทายาทกลับเลี้ยงดูคนกลุ่มหนึ่งที่เหยียดหยามกฎหมายบ้านเมืองเช่นนี้ไว้ พวกเราเหล่าผู้ตรวจการกลับเพิ่งจะมารู้สึกตัวในวันนี้ หากรู้เช่นนี้แต่เนิ่นๆ คงจะถวายฎีกาเล่นงานพวกเจ้าเสียหลายๆ ฉบับ! เพื่อฝ่าบาท เพื่อความถูกต้องของกฎหมายบ้านเมือง!”
ท่ามกลางแสงไฟที่วูบไหว ใบหน้าที่บิดเบี้ยวเพราะความเกรี้ยวกราดของผู้ตรวจการฉีกลับถูกแสงไฟสาดส่องจนเห็นได้อย่างชัดเจน
น้ำลายที่พ่นกระเซ็นออกมาสาดใส่ร่างของทหารม้าเกราะดำทั้งกลุ่ม ถึงกับบีบให้คนพาลกลุ่มนี้ต้องถอยหลังไปหลายก้าว
เพื่อนบ้านรอบๆ บ้างก็แอบสอดส่องอยู่ในความมืด บ้างก็ปีนกำแพงสังเกตการณ์เช่นเดียวกับฉินเหยา เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ต่างก็เบิกตากว้าง มองดูชายวัยกลางคนที่ยืนตระหง่านอยู่กลางถนนเพียงลำพังอย่างประหลาดใจ
นึกไม่ถึงจริงๆ ว่า ยามปกติตระกูลฉีปฏิบัติต่อพวกเขาเพื่อนบ้านเช่นนี้ก็นับว่าอ่อนโยนมากแล้ว
อย่างน้อยเทียบกับทหารม้าเกราะดำกลุ่มนี้แล้ว ปกติที่ทุกคนต้องทนฟังพ่อบ้านผู้นั้นพูดจาเย็นชาใส่สองสามประโยคจะนับเป็นอะไรได้ อย่างไรเสีย เขาก็ไม่ได้บอกว่าจะถวายฎีกาเล่นงานพวกเขาต่อเบื้องหน้าพระพักตร์ ทำเพื่อผดุงกฎหมายของบ้านเมือง
หลิวจี้โผล่ออกมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ เกาะอยู่ที่ช่องประตูมองออกไปข้างนอก พึมพำเสียงเบา
“ที่แท้ตระกูลฉีก็ไม่ใช่ว่าไม่ชอบหน้าพวกเรา เขาเพียงแค่ไม่พอใจทุกคนอย่างเท่าเทียมกันเท่านั้น บรรลุถึงขั้นนี้แล้ว พวกเราคงได้แต่เฝ้ามองแผ่นหลังของเขา”
ฉินเหยาและอาวั่งพยักหน้าหนักๆ เห็นด้วยอย่างยิ่ง
“อาวั่ง ครั้งหน้าทำเค้กก็ส่งไปให้เรือนข้างๆ หน่อยนะ อย่าปล่อยให้ลูกๆ เรือนเขาอยากกินจนร้องไห้” ฉินเหยากำชับอย่างจริงจังและเคร่งขรึม
อาวั่งที่วันนี้ตีไข่มาทั้งเช้าจนมือสั่นเทาก้มหน้าลงอย่างเงียบงัน
ยังมีความเป็นคนอยู่บ้างหรือไม่!
“จำได้แล้วหรือไม่” ฉินเหยาถามย้ำ
อาวั่ง “ขอรับ”
มองออกไปนอกประตูอีกครั้ง ทหารม้าเกราะดำถูกขวางไว้ คิดจะข้ามไปแต่ก็ไม่กล้าเหยียบย่ำร่างของผู้ตรวจการฉีไปจริงๆ
หากจะพูดว่าในบรรดาขุนนางร้อยกรม หน่วยงานใดที่รับมือได้ยากที่สุด หากสำนักตรวจการอ้างตนว่าเป็นที่สองก็คงไม่มีใครกล้าอ้างว่าเป็นที่หนึ่ง
ขุนนางฝ่ายตรวจสอบมีหน้าที่ถวายฎีกาคัดค้าน ทักท้วง มีป้ายทองเว้นตายติดตัวมาด้วย หากถูกพวกเขาถวายฎีกาเล่นงานสักฉบับ นั่นคือความซวยมาเยือนโดยแท้ สลัดให้หลุดได้ยากยิ่ง
ที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าคือขุนนางฝ่ายตรวจสอบเหล่านี้ล้วนเป็นพวกยึดมั่นในหลักการจนหัวชนฝา คิดจะเจรจาต่อรองกับพวกเขาด้วยเรื่องมนุษยธรรมและความสัมพันธ์นั้น ไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาด
เหล่าทหารม้าเกราะดำทำได้เพียงข่มขู่เสียงดัง ให้ผู้ตรวจการฉีรออยู่ก่อน เอกสารหลักฐานที่เขาต้องการอีกประเดี๋ยวก็จะมาถึง ถึงตอนนั้นค่อยมาดูว่าใครกันจะหน้าแหก
“ข้าขอเตือนใต้เท้าว่าให้ถอยไปก่อนจะดีกว่า ประเดี๋ยวพอรู้ว่าสถานการณ์ไม่ได้เป็นอย่างที่ตนเองคิด จะได้ไม่ตบหน้าตัวเอง!” หัวหน้าทหารม้าเกราะดำที่เป็นผู้นำตะโกนอย่างเดือดดาล
ผู้ตรวจการฉีใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำลายที่กระเซ็นมาโดนใบหน้าของตนอย่างใจเย็น สีหน้ามืดครึ้มลงโดยสิ้นเชิง “หากไม่เห็นเอกสารหลักฐานก็คือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย!”
เขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะดื้อรั้นหัวแข็งถึงเพียงนี้ แต่พอได้เห็นทหารม้าเกราะดำเหล่านี้ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าแปดในสิบส่วน คำพูดของอู่เซิงผู้นั้นคงเป็นความจริงแล้ว
ฮูหยินฉินพูดไม่ผิด ในฐานะขุนนางฝ่ายตรวจสอบ นี่คือหน้าที่ของเขา
หากแม้แต่ผู้ตรวจการอย่างพวกเขายังหวาดกลัวอำนาจราชวงศ์ คิดแต่จะเอาตัวรอด โลกนี้ยังจะกล้าเอ่ยถึงคำว่าความยุติธรรมได้อย่างไร
“ข้าขุนนางผู้นี้จะขอกล่าวไว้ตรงนี้เลย หากวันนี้ไม่ได้เห็นเอกสารค้น พวกเจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้กระทำการอันผิดกฎหมายในตรอกควานเจิ้ง!”
“ไม่เพียงเท่านั้น ขุนนางผู้นี้ยังจะถวายฎีกาต่อฝ่าบาท รายงานพฤติกรรมเหยียดหยามต่อกฎหมายบ้านเมืองเช่นนี้ของพวกเจ้าทั้งหมด!”
หัวหน้าทหารม้าเกราะดำเดือดดาลอย่างยิ่ง ชักกระบี่ในมือออกมาดังชิ้งหนึ่งที “เจ้าก็เป็นแค่ผู้ตรวจการขั้นเจ็ดเล็กๆ กล้าดีอย่างไร! เชื่อหรือไม่ว่าตอนนี้ข้าจะประหารเจ้า ณ ที่นี้ ในข้อหาขัดขืนคำสั่งขององค์รัชทายาท!”
ผู้ตรวจการฉีก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวใหญ่ เชิดคอขึ้นเผชิญหน้ากับคมกระบี่นั้น ตวาดอย่างเดือดดาลว่า
“ดีเลย! หากพวกเจ้ากล้าสังหารคนกลางถนน นั่นก็เท่ากับเป็นการยืนยันว่าองค์รัชทายาททรงปล่อยปละละเลยให้คนใต้บังคับบัญชาเหยียดหยามกฎหมายบ้านเมือง ไม่เคารพกฎหมายของแคว้น นับเป็นโทษตายฐานกบฏต่อแผ่นดิน!”
เมื่อคำว่า ‘กบฏต่อแผ่นดิน’ ไม่กี่คำนี้หลุดออกมา หัวหน้าทหารม้าเกราะดำก็ตกใจจนรีบเก็บกระบี่กลับ มองผู้ตรวจการฉีที่หลับตารอความตายก็ทั้งโกรธทั้งหงุดหงิด ขี่ม้าเดินย่ำไปมารอบตัวผู้ตรวจการฉีอยู่กับที่ พลันตระหนักได้ว่าตนเองทำอะไรเขาไม่ได้เลยก็ยิ่งรู้สึกแค้นกว่าเดิม
หัวหน้าทหารม้าเกราะดำ “เจ้า เจ้า! เจ้ารออยู่ตรงนี้ก่อน!”
หันไปมองลูกน้อง ถามว่าคนที่ไปเอาเอกสารหลักฐานที่จวนผู้ว่าการเมืองหลวงกลับมาแล้วหรือยัง
ลูกน้องส่ายหน้าเงียบๆ นี่มันกลางดึกกลางดื่น ยังต้องไปลากตัวผู้ว่าการเมืองหลวงจากบนเตียงให้ไปยังที่ว่าการอำเภอ ถึงจะสามารถออกเอกสารหลักฐานได้ ในเวลาอันสั้นคงมาไม่ถึงเร็วขนาดนี้หรอก
หัวหน้าทหารม้าเกราะดำแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว เหตุใดวันนี้ถึงได้โชคร้ายขนาดนี้ มาเจอผู้ตรวจการหัวรั้นเช่นนี้เข้า
มองดูตรอกควานเจิ้งที่ไม่ได้ใหญ่โตนักซึ่งตั้งอยู่ในความมืดสลัว ในใจเขาก็พลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา
หากยังชักช้าต่อไป ไม่เพียงแต่นักฆ่าที่ต้องจับอาจจะจับไม่ได้ กองทัพสตรีที่ลาดตระเวนในเมืองเกรงว่าคงจะมาถึงในไม่ช้า
ยิ่งกลัวอะไรก็ยิ่งเจอสิ่งนั้น
ในขณะที่ทหารม้าเกราะดำและผู้ตรวจการฉีกำลังเผชิญหน้ากันอย่างไม่ยอมลดละ ที่ปากตรอกก็มีเสียงโลหะกระทบกันของอาวุธดังแว่วมา
ทหารม้าเกราะดำหันขวับไปมองทางปากตรอกพร้อมกัน ให้ตายเถอะ ในความมืดยามค่ำคืนพลันมีร่างสีแดงฉานกลุ่มหนึ่งปรากฏกายขึ้น น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเจอผีสางเสียอีก
หัวหน้าทหารกัดฟันสบถเสียงเบา “เวรแล้ว!”
รีบตะโกนสั่งลูกน้อง “หนี!”
ใช่แล้ว คือหนี
ไม่หนีไม่ได้ กองทัพสตรีในชุดสีแดงกลุ่มนี้คือปลิงดูดเลือดดีๆ นี่เอง เมื่อใดที่ถูกเกาะติดเข้าแล้วสามารถสูบชีวิตเจ้าไปได้ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
หน่วยราชองครักษ์ขององค์หญิงใหญ่ควบม้าถือทวนยาวส่งเสียงครืนครันเข้ามา
ดังนั้น ภายในตรอกจึงเกิดภาพฉากหนึ่งที่ทำให้เหล่าชาวบ้านที่แอบมุงดูต่างก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
เขาหนี นางไล่ ต่อให้เขาติดปีกก็หนีไปไม่พ้น!
เขาด่า นางสวน เขากระทืบเท้าดั่งอสุนีบาต!
นางยิ้ม เขาเสียใจ สุดท้ายแล้วก็…ทวนยาวฟาดผ่านร่องก้น ต่อให้เป็นชายชาตรีที่เข้มแข็งเพียงใดก็อดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาที่ร้อนผ่าวสองสายออกมา
ผู้ตรวจการฉีจัดแต่งทรงผมที่ถูกลมพัดจนยุ่งเหยิงให้เข้าที่อย่างใจเย็น ชำเลืองมองไปยังกำแพงบ้านข้างๆ แวบหนึ่งพยักหน้าเบาๆ แล้วหันหลังกลับเข้าเรือนไป
ฉินเหยาลงมาจากบันได ตบไหล่อาวั่งและหลิวจี้ที่กำลังเบิกตากว้าง “ลูกผู้ชาย ต้องเข้มแข็ง!”