ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 690 ไฮ! ใต้เท้าหวัง
ตอนที่ 690 ไฮ! ใต้เท้าหวัง
ทั้งสองคนยืนจ้องตากันเงียบๆ อยู่ราวสิบเจ็ดสิบแปดวินาทีเห็นจะได้
มู่หลิงเมื่อยตาจนทนไม่ไหว เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปก่อน นางเท้าสะเอวข้างหนึ่ง เกาศีรษะอย่างหัวเสีย “เจ้าก็คิดเสียว่ามันเป็นความเข้าใจผิดที่สวยงาม ปล่อยให้เข้าใจผิดต่อไปไม่ได้หรือไร?!”
ฉินเหยาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ได้”
มู่หลิงชี้หน้านาง “เจ้านี่ช่างไม่รู้จักแยกแยะดีชั่ว โอกาสดีๆ ที่จะได้แสดงความจงรักภักดีต่อองค์หญิงเช่นนี้เจ้ากลับไม่รู้จักถนอมรักษา ถึงเจ้าจะยอมรับสมอ้างไป ข้าก็ไม่คิดจะเปิดโปงเจ้าอยู่แล้ว แบบนี้ไม่ใช่ว่าลงตัวหรอกหรือ”
ในสถานการณ์เช่นนี้ นางไม่เชื่อว่าฉินเหยาจะดูไม่ออกว่าท้ายที่สุดแล้วใครกันแน่จะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง!
ฉินเหยาถอนหายใจอย่างจนใจ นางคุยกับมู่หลิงไม่รู้เรื่องหรอก พวกนางไม่ใช่คนประเภทเดียวกัน
“ข้าขอตัว” ฉินเหยาย่อกายคารวะเต็มพิธีการอย่างนอบน้อม ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
มู่หลิงก้าวยาวๆ ตามมา “เดี๋ยวก่อน!”
ฉินเหยาหยุดฝีเท้าแล้วรอฟัง “ท่านแม่ทัพยังมีอะไรจะพูดอีกหรือเจ้าคะ”
มู่หลิงตีสีหน้าเคร่งขรึม กวาดตามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะถามเสียงเบาว่า “เจ้าคงไม่คิดจะไปช่วยรัชทายาทหรอกกระมัง”
ฉินเหยาไม่เข้าใจ “เหตุใดจึงถามเช่นนั้น”
จนถึงตอนนี้ นางยังไม่เคยทำเรื่องใดที่เป็นประโยชน์ต่อฝั่งตำหนักบูรพาเลยแม้แต่เรื่องเดียวไม่ใช่หรือ
มู่หลิงไม่ได้ตอบทันที แต่จ้องมองสีหน้าของนาง หลังจากยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่านางไม่รู้เรื่องจริงๆ ถึงได้กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า “สามีของเจ้าเข้าไปในจวนราชครูแล้ว เรื่องนี้เจ้าคงรู้ใช่หรือไม่”
“เข้าได้เร็วถึงเพียงนี้เชียวรึ” ฉินเหยาหลุดหัวเราะออกมาด้วยความประหลาดใจ “ดูท่าการสมัครเป็นบ่าวรับใช้จะราบรื่นดีสินะ”
เรื่องนี้ นางจำเป็นต้องอธิบายกับมู่หลิงให้กระจ่างเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดโดยใช่เหตุจนทำร้ายพวกเดียวกันเอง ไม่เช่นนั้นคงไม่ดีแน่
“สถานการณ์ทางบ้านข้า ท่านคงตรวจสอบมาละเอียดแล้วกระมัง เขาเข้าจวนราชครูไปก็แค่เพื่อต้องการดูแลท่านอาจารย์ นอกจากนี้ ไม่มีจุดประสงค์หรือความคิดอื่นใดแอบแฝงอีก” ฉินเหยาอธิบาย
มู่หลิงยังคงคลางแคลงใจ แต่เมื่อเห็นแววตาที่เปิดเผยจริงใจของฉินเหยา นางก็ไม่อ้อมค้อม ถามข้อสงสัยออกมาตรงๆ ว่า
“ในจวนราชครูมีบ่าวไพร่ตั้งมากมาย หมอจากสำนักหมอหลวงก็วิ่งเข้าออกจวนราชครูวันละสองรอบ ยังมีลูกศิษย์ลูกหาอีกมากเพียงใดที่คอยห่วงใย จำเป็นต้องให้สามีเจ้าไปดูแลด้วยหรือ”
“เดิมทีก็ไม่จำเป็นอะไร” ฉินเหยายักไหล่ ทำท่าทางประหนึ่งว่าข้าเองก็จนปัญญา “แต่ในเมื่อมีคนวางกับดักยืนกรานจะดึงเขาลงน้ำให้ได้ พวกเราก็เลยซ้อนกลตามน้ำไปก็เท่านั้น”
ได้ไปพบคนที่อยากเจออย่างเปิดเผย ทั้งยังได้ค่าตอบแทนก้อนโต นางทำใจปฏิเสธไม่ลงจริงๆ
“พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาหาเช้ากินค่ำ ค่าครองชีพในเมืองหลวงสูงลิบลิ่ว หาเงินจุนเจือครอบครัวสักหน่อยคงไม่เกินไปกระมัง”
“เจ้ายังขาดแคลนเงินทองอยู่อีกหรือ” มู่หลิงจนปัญญาจนอยากจะหัวเราะ
ฉินเหยาพยักหน้าอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด “ใครจะรังเกียจว่าเงินน้อยกันเล่า แน่นอนว่ายิ่งมากก็ยิ่งดี”
มู่หลิงแค่นเสียง ไม่แสดงความเห็นเรื่องที่นางขายสามี
แต่ถ้าหลิวจี้เข้าจวนราชครูไปเพียงเพื่อดูแลกงเหลียงเหลียวจริงๆ นางก็เบาใจ
“เดิมทีเรื่องของอู่เซิงครั้งนี้เจ้าจัดการได้งดงามมาก ข้ายังเตรียมจะพาเจ้าเข้าจวนไปเข้าเฝ้าองค์หญิงใหญ่ แต่ดูตอนนี้แล้ว เจ้าคงไม่มีวาสนานั้นแล้วล่ะ”
“แต่ว่า…” มู่หลิงขยิบตาให้ฉินเหยาอย่างยิ้มๆ “ครั้งนี้ไม่ได้เจอ ครั้งหน้าก็ต้องได้เจออยู่ดี”
คำพูดนี้ของนางหมายความว่าอย่างไร ฉินเหยารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
แต่ยังไม่ทันได้ถามให้ละเอียด มู่หลิงก็หมุนตัวเดินลิ่วจากไปแล้วราวกับรู้ว่านางจะถามจึงจงใจหนีไปเสียอย่างนั้น
แต่ความจริงแล้วฉินเหยายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะถามนางจริงๆ
ราชสำนักส่งใครไปตรวจสอบคดีของอ๋องเฟิงกันแน่?
น่าเสียดายที่คนหนีไปแล้ว เมื่อครู่นางก็นึกเรื่องนี้ไม่ทัน เฮ้อ~
“ท่านแม่!”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกของลูก ฉินเหยาก็เงยหน้ามองขึ้นไป ซื่อเหนียงถือรายการหนังสือที่คัดลอกเสร็จแล้วอยู่ในมือ ยืนโบกไม้โบกมือให้นางอย่างมีความสุขอยู่ตรงทางเดิน
ฉินเหยายิ้มออกมาแล้วก้าวฉับๆ เข้าไปหาเด็กหญิงตัวน้อย รับรายการหนังสือที่นางยื่นมาให้ กวาดตามองคร่าวๆ แล้วก็พับเก็บไว้ กล่าวขอบคุณไฉ่เวยแล้วเตรียมพาลูกสาวกลับ
ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์ใหญ่ถงโผล่มาจากที่ไหนอีก มือหนึ่งถือม้วนประกาศ มือหนึ่งหิ้วถังแป้งเปียกครึ่งถัง เอ่ยถามอย่างเกรงใจว่า “ฝีมือการขี่ม้าของฮูหยินฉินเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
นางชูประกาศในมือที่เตรียมจะติดให้ดู “ทางสำนักศึกษาตั้งใจจะรับสมัครอาจารย์สอนขี่ม้าคนหนึ่ง มาสอนพวกเด็กๆ ขี่ม้า ฮูหยินสนใจจะลองดูหรือไม่”
ฉินเหยาส่งสัญญาณให้ซื่อเหนียงเดินตาม ทั้งสามคนก็เดินไปยังประตูใหญ่พร้อมกัน นางส่ายหน้าอย่างจนใจ “ข้าไม่ถนัดขี่ม้า แต่ถ้ายิงธนูก็พอได้อยู่ ไม่ทราบว่าทางสำนักศึกษาสนใจรับอาจารย์สอนยิงธนูหรือไม่”
นึกว่านางล้อเล่น อาจารย์ใหญ่ถงจึงยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไรอีก เพราะอย่างไรเสียนางก็ต้องการอาจารย์สอนขี่ม้า
ใครจะคิดว่าฉินเหยากลับพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “หากสำนักศึกษาต้องการรับสมัครอาจารย์สอนยิงธนู อาจารย์ใหญ่ต้องแจ้งข้าด้วยนะ ข้าก็อยากลองเป็นอาจารย์ดูบ้าง”
อาจารย์ใหญ่ถงยิ้มขื่นพลางพยักหน้ารับ “ได้”
“จริงสิ!” จู่ๆ ฉินเหยาก็ถามด้วยความอยากรู้ “ท่านแม่ทัพมาทำอะไรที่สำนักศึกษาสตรีหรือเจ้าคะ”
“ขายม้า” อาจารย์ใหญ่ถงตอบอย่างเป็นธรรมชาติ
ฉินเหยาร้องอ้อแล้วจูงมือซื่อเหนียงที่กำลังเริงร่าจากไป
อาจารย์ใหญ่ถงมองส่งสองแม่ลูกเดินออกจากตรอกไปจนลับสายตา ถึงได้ละสายตากลับมาแล้วถอนหายใจยาวเหยียด
เมื่อครู่นี้ตอนมู่หลิงเดินออกไปทำหน้าบึ้งตึง ในเมืองหลวงแห่งนี้ คนที่ทำให้นางหน้าบึ้งแล้วยังไม่ระเบิดอารมณ์ออกมาได้นั้นก็เห็นจะมีแค่องค์หญิงใหญ่เท่านั้น
แต่วันนี้ฮูหยินฉินผู้นี้ไปแหย่มู่หลิงเข้ากลับไม่เป็นอะไรเลย นั่นหมายความว่าอย่างไร
หมายความว่าสตรีผู้นี้ก็ตอแยด้วยยากเหมือนกัน!
อาจารย์ใหญ่ถงส่ายหน้า ไม่เก็บเรื่องวุ่นวายพวกนี้มาใส่ใจ นางทาแป้งเปียกลงบนที่ว่างของป้ายประกาศแล้วแปะประกาศรับสมัครอาจารย์สอนขี่ม้าลงไป
ซื้อม้ามาใหม่ก็ต้องจูงออกมาอวดโฉมอย่างเปิดเผยเสียหน่อยไม่ใช่หรือ
อาจารย์สอนวิชาการต่อสู้สองท่านก่อนหน้านี้ก็มีฝีมือการขี่ม้าที่ยอดเยี่ยม น่าเสียดายที่มาสอนแค่ชั่วคราว นานๆ ทีว่างถึงจะมาได้สักครึ่งค่อนวัน ตอนนี้ม้าเยอะขึ้น เด็กๆ ก็ต้องเรียนขี่ม้า จำเป็นต้องมีอาจารย์สอนขี่ม้ามืออาชีพแบบเต็มเวลาจึงจะได้
หลังจากฉินเหยาสองแม่ลูกออกจากสำนักศึกษาสตรี เห็นว่าฟ้ายังไม่มืดจึงมุ่งหน้าตรงไปยังร้านขายตำราที่ตลาดทิศใต้ ซื้อหนังสือที่ซื่อเหนียงต้องใช้เพิ่มเติมจนครบ
เดินเที่ยวเล่นต่อบนถนนอีกครู่หนึ่งจนหนำใจ สองแม่ลูกถึงได้กลับบ้าน
ตะวันคล้อยต่ำ สำนักศึกษาเอกชนในตรอกควานเจิ้งเลิกเรียนแล้ว บนถนนเต็มไปด้วยเด็กๆ ที่เดินจับกลุ่มกัน ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว กระโดดโลดเต้น เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
เรื่องเข้าเรียนของซื่อเหนียงจัดการเรียบร้อยแล้ว สองแม่ลูกอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง จูงมือกันเดินไปในตรอก พูดคุยวิจารณ์หีบหนังสือพลังเซียนในมือเด็กๆ เหล่านั้นว่าของใครน่าสนใจกว่ากัน
เดินไปเดินมา ฉินเหยาก็เหลือบมองเข้าไปในตรอกฝั่งตรงข้ามโดยไม่ได้ตั้งใจ หางตาพลันเหลือบไปเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยวูบหนึ่ง
ฝีเท้าชะงักลง
เมื่อเห็นท่านแม่หยุดเดิน ซื่อเหนียงจึงหันกลับมาเรียกด้วยความสงสัยว่า “ท่านแม่?”
ดวงตาของฉินเหยาจ้องเขม็งไปยังเงาร่างในตรอกฝั่งตรงข้าม ยกมือขึ้นทำท่าจุ๊ปากใส่ซื่อเหนียงแล้วเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
ซื่อเหนียงกะพริบตาโตปริบๆ แม้จะไม่เข้าใจ แต่ก็ยอมหุบปากเงียบอย่างว่าง่าย เดินตามหลังท่านแม่ สองแม่ลูกทำตัวลับๆ ล่อๆ เข้าไปในตรอกฝั่งตรงข้าม
หวังจิ่นกำลังยืนจดจ่ออยู่หน้ารถม้า คอยสั่งการผู้ติดตามให้ขนสัมภาระลงจากรถ ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามีคนเข้ามาใกล้จากด้านหลัง
หากจะพูดให้ถูกก็คือ ความจริงเขาสัมผัสได้ว่ามีคนเดินผ่าน แต่เวลานี้เป็นช่วงเวลาเลิกเรียนของสำนักศึกษา เด็กที่เดินผ่านไปผ่านมามีเยอะแยะจึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ดังนั้นจึงเป็นไปตามคาด เมื่อจู่ๆ มีมือมาสัมผัสที่ไหล่ เขาก็สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ
“ใครกัน!”
หวังจิ่นหันขวับกลับไปอย่างขวัญผวา ขนลุกซู่ไปทั้งหน้า
เพราะมือที่แตะบนไหล่นั้นทำให้เขาหวนนึกไปถึงภาพนองเลือดอันเลวร้ายบางอย่างโดยสัญชาตญาณ
ฉินเหยาโบกไม้โบกมือ “ไฮ! ใต้เท้าหวัง”