ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 689 เข้าใจผิด
ตอนที่ 689 เข้าใจผิด
ขณะที่ซือคงเจี้ยนคิดว่าฉินเหยาอยู่ใกล้ๆ และคอยระแวดระวังตัวอยู่ตลอดเวลานั้น
ภายในตรอกควานเจิ้ง สองแม่ลูกเพิ่งจะสวมหมวกที่มีผ้าคลุมหน้ากันแดดและเดินออกมาจากบ้าน
เมื่อวานไฉ่เวยบอกว่าจะรู้ผลตอนเที่ยง ฉินเหยาจึงพาซื่อเหนียงไปตอนเที่ยง
เวลานี้เป็นช่วงพักเที่ยงของเหล่านักเรียนพอดี ภายในสำนักศึกษาจึงจอแจเสียงดัง เต็มไปด้วยเสียงของเด็กๆ คึกคักกว่าตอนที่มาเมื่อวานไม่รู้กี่เท่า
ตอนที่สองแม่ลูกฉินเหยามาถึง ไฉ่เวยก็มายืนชะเง้อมองรออยู่ที่หน้าประตูใหญ่ก่อนแล้ว
เห็นสองแม่ลูกเดินมาก็เงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ที่ร้อนแรงแขวนอยู่กลางศีรษะพอดิบพอดี ไม่เร็วไปและไม่ได้มาสายไป
“ฮูหยินฉิน!” ไฉ่เวยสาวเท้าก้าวเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม
ฉินเหยาสบตากับซื่อเหนียงด้วยความประหลาดใจ ดูท่าว่าจะมีข่าวดีแล้ว
ซื่อเหนียงทักทายอีกฝ่ายว่าพี่สาวไฉ่เวยแล้วรีบถามอย่างอดใจรอไม่ไหว “ท่านอาจารย์ใหญ่ตกลงรับข้าแล้วหรือเจ้าคะ”
ไฉ่เวยพยักหน้า “รับแล้วจ้ะ พวกท่านตามข้าเข้าไปทำเรื่องเข้าเรียนในสำนักศึกษาเถิด”
เยี่ยมไปเลย! คนตัวเล็กๆ ในใจของซื่อเหนียงกระโดดโลดเต้นร้องตะโกนด้วยความยินดี
ไฉ่เวยเดินนำทาง สองแม่ลูกก็ยิ้มเดินตามไป มาถึงห้องที่เมื่อวานไม่ได้เข้าไป
อาจารย์ใหญ่ถงเจียแห่งสำนักศึกษาสตรีลุกขึ้นต้อนรับ ทั้งสองฝ่ายทำความรู้จักกันคร่าวๆ ก็เริ่มดำเนินการลงทะเบียนเข้าเรียนให้ซื่อเหนียง
ค่าเล่าเรียนปีละสองตำลึง นอกจากนี้ยังมีค่าชุดนักเรียนสี่ชุดต่อปีอีกหนึ่งตำลึงแปดเฉียน ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดปีละหนึ่งตำลึง ส่วนพู่กัน หมึก กระดาษและแท่นฝนหมึกนักเรียนต้องเตรียมมาเอง รวมทั้งสิ้นสี่ตำลึงแปดเฉียน
ค่าเล่าเรียนจำนวนนี้เมื่ออยู่ในเมืองหลวง ไม่ถือว่าถูกที่สุด แต่ก็นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่งแล้ว
ประจวบเหมาะกับเป็นเดือนห้า สำนักศึกษาสตรีคิดค่าเล่าเรียนโดยนับเดือนสองถึงเดือนสิบเอ็ดเป็นหนึ่งปี ครึ่งปีแรกผ่านไปแล้วครึ่งหนึ่ง ดังนั้นค่าเล่าเรียนส่วนสุดท้ายจึงจ่ายเพียงหนึ่งตำลึงสองเฉียน
“ฮูหยินฉิน ท่านจ่ายให้ข้าสี่ตำลึงถ้วนก็พอเจ้าค่ะ” ไฉ่เวยกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ฉินเหยาเตรียมเงินมาพร้อมอยู่แล้วจึงควักเงินจ่ายอย่างไม่อิดออดแล้วสอบถามเรื่องวันหยุดของสำนักศึกษาสตรี
อาจารย์ใหญ่ถงกล่าวว่า “วันหยุดก็เหมือนกับสำนักศึกษาอื่นๆ ในเมือง หยุดทุกวันที่สิบห้าและสามสิบของเดือน ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงทางสำนักศึกษาอาจมีกิจกรรมออกไปทัศนศึกษานอกสถานที่บ้าง โดยวันแรกจะเลิกเรียนก่อนเวลาครึ่งวันเพื่อให้นักเรียนกลับไปเตรียมตัวที่บ้าน”
นอกจากนี้ วันหยุดเทศกาลตามปกติก็ได้หยุดหนึ่งวัน หากมีงานมงคลของราชวงศ์ มีการอภัยโทษทั่วหล้า เฉลิมฉลองร่วมกับราษฎร สำนักศึกษาก็จะหยุดให้นักเรียนสามวันเช่นกัน
ส่วนเรื่องเจ็บป่วยไม่สบาย อาจารย์งดสอน หรือเรื่องอื่นๆ ก็ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์
“ตารางเรียนแต่ละเดือนจะไม่เหมือนกัน ทุกวันที่หนึ่งของเดือนทางสำนักศึกษาจะติดตารางเรียนของเดือนนั้นไว้ที่ป้ายประกาศตรงทางเข้า ขอให้นักเรียนและผู้ปกครองโปรดใส่ใจดูด้วย จะได้เตรียมตำราเรียนมาได้ถูกต้อง”
พูดจบ อาจารย์ใหญ่ถงก็มองฉินเหยาอย่างจริงจัง ถามด้วยเสียงนุ่มว่า “ยังมีตรงไหนไม่เข้าใจอีกหรือไม่เจ้าคะ”
ฉินเหยาหันไปถามลูกสาว “ยังมีตรงไหนที่ไม่เข้าใจอีกไหม”
ซื่อเหนียงส่ายหน้า ไม่มีแล้ว
ฉินเหยาตอบ “ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ”
อาจารย์ใหญ่ถง “…”
นางส่งสายตาให้ไฉ่เวย ไฉ่เวยก็เข้าใจในทันที นางย่อตัวลงพูดกับซื่อเหนียงว่า
“ถ้าอย่างนั้นเชิญนักเรียนตามข้าไปที่หอตำรา ไปจดรายชื่อหนังสือที่ต้องเตรียม กลับไปจะได้รีบเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ วันมะรืนนี้ก็มาเข้าเรียนได้แล้ว”
ฉินเหยาขยับเท้าเตรียมจะตามไปด้วย แต่อาจารย์ใหญ่ถงที่อยู่ด้านหลังกลับเรียกนางไว้
“ฮูหยินโปรดรอสักครู่ มีคนต้องการพบท่าน” อาจารย์ใหญ่ถงมองไปทางสนามฝึกยุทธ์ด้านหลังแวบหนึ่ง ยิ้มแล้วส่งสัญญาณให้ฉินเหยาตามนางไป
ฉินเหยาเลิกคิ้วขึ้น ถามอย่างไม่เกรงใจ “ใครกันเจ้าคะ”
อาจารย์ใหญ่ถงไม่พลาดแววตาเย็นเยียบที่วาบผ่านในดวงตาของนาง ในใจพลันรู้สึกหนาวสะท้าน เกิดความรู้สึกว่า ‘เป็นไปตามคาด นางรู้จักกับสตรีบ้าบิ่นผู้นั้นจริงๆ’
ล้วนเป็นพวกที่เวลาปกติก็จะสวมหน้ากากธรรมดาไร้พิษสง แต่เนื้อแท้นั้นดุร้ายเหมือนกันทั้งคู่
“ฮูหยินตามข้าไปเดี๋ยวก็ทราบเองเจ้าค่ะ” อาจารย์ใหญ่ถงยังคงรักษารอยยิ้มอ่อนโยนไว้แล้วผายมือเชิญ
ฉินเหยาเงยหน้ามองออกไปนอกประตู ไฉ่เวยพาซื่อเหนียงเข้าหอตำราไปแล้ว ด้วยความฉลาดเฉลียวของซื่อเหนียง ต่อให้ต้องทำภารกิจคัดลอกรายชื่อหนังสือคนเดียวก็คงสามารถจัดการให้เสร็จได้เป็นอย่างดี
อาจารย์ใหญ่ถงอธิบายว่า “มีไฉ่เวยอยู่ด้วย ท่านวางใจเถิด”
นางผายมือเชิญอีกครั้ง “เชิญทางนี้”
ฉินเหยาจึงต้องพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ เดินตามอาจารย์ใหญ่ถงไปอย่างเคลือบแคลงสงสัยเต็มอก จนมาถึงโรงม้าข้างสนามฝึกม้าด้านหลัง
ดูเหมือนจะมีการจัดเตรียมพื้นที่นี้ไว้โดยเฉพาะ บริเวณโรงม้ามีม้าอยู่เพียงไม่กี่ตัว…และมีคนกำลังถือหญ้าป้อนม้าอยู่หน้ารางหญ้า
เมื่อเห็นเครื่องแบบสีแดงที่คุ้นตา ใบหน้าที่เดิมทีปั้นปึ่งเย็นชาของฉินเหยาก็พลันพังทลายลง นางกลอกตาอย่างระอาใจ
“ท่านมาทำอะไรที่นี่” ฉินเหยาถามเสียงขุ่น
ทำตัวลึกลับปานนี้ ให้อาจารย์ใหญ่ถงพานางมา นางยังนึกว่าเผลอไปถูกคนใหญ่คนโตที่ไหนเพ่งเล็งเข้าให้แล้ว
มู่หลิงปัดเศษหญ้าออกจากมือแล้วหันกลับมา มุมปากกระตุก แค่นเสียงกล่าวว่า “เจ้ายังอยู่ที่นี่ได้ แล้วทำไมข้าจะมาบ้างไม่ได้”
ฉินเหยาขบขัน “ข้ามาส่งลูกเข้าเรียน ท่านก็ด้วยรึ ลูกท่านชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ ฝากให้ช่วยดูแลซื่อเหนียงของบ้านข้าหน่อยสิ”
มู่หลิง “…”
อาจารย์ใหญ่ถงกระแอมแก้เก้อเบาๆ เอ่ยเตือนฉินเหยาเสียงเบา “ท่านแม่ทัพมู่ยังไม่ได้ออกเรือนเจ้าค่ะ”
ฉินเหยาร้อง “อ้อ~” ลากเสียงยาว ที่แท้มู่หลิงก็ยังเป็นสาวโสด
อาจารย์ใหญ่ถงมองสตรีสองคนที่ยืนประจันหน้ากันด้วยบรรยากาศตึงเครียดตรงหน้าแล้วก็เริ่มงุนงง
เมื่อวานตอนมู่หลิงระบุตัวคน ตนก็นึกว่าพวกนางจะสนิทกันเสียอีก ที่แท้ก็แค่คนรู้จักทั่วไป
“อาจารย์ใหญ่ไปทำธุระต่อเถิด” มู่หลิงยิ้มกล่าวตามมารยาท
พอจะเดาได้ว่าสองคนนี้คงจะคุยเรื่องที่ให้คนนอกได้ยินไม่ได้ อาจารย์ใหญ่ถงจึงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วถอยออกไปอย่างรู้กาลเทศะ
รอจนคนเดินไปไกลแล้ว มู่หลิงก็เผยท่าทางตื่นเต้นออกมาทันที ตบไหล่ฉินเหยาไปหนึ่งฉาด หัวเราะร่าพลางกล่าวว่า
“เจ้าทำได้ยอดเยี่ยมมาก!”
ฉินเหยาทำหน้าฉงน อะไรคือยอดเยี่ยมมาก? นางไปทำอะไรถึงได้ยอดเยี่ยมมาก?
“ยังจะแสร้งทำไขสืออีกหรือ” มู่หลิงค้อนใส่นางวงใหญ่ด้วยความหมั่นไส้ ทำสีหน้าหยอกล้อราวกับว่ามารดาผู้นี้มองออกตั้งนานแล้ว ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูฉินเหยาเสียงเบา
“เรื่องอู่เซิงเจ้าจัดการได้ดีและแนบเนียนมาก นอกจากเจ้ากับข้าก็ไม่มีใครรู้เลยว่าเจ้าทำงานให้องค์หญิงใหญ่ เรื่องคราวนี้ทำได้สวยงามเกินไปแล้ว เพียงแค่คิดถึงสภาพขี้ขลาดตอนซือคงเจี้ยนคุกเข่าแก้ตัว ข้าก็มีความสุขจนกินข้าวได้เป็นสิบชาม!”
มู่หลิงตบหน้าอกฉินเหยา “ป้าบๆ” อย่างหนักหน่วงแล้วพูดอย่างใจป้ำว่า “ว่ามาเถอะ เจ้าอยากได้อะไรเป็นรางวัล เดี๋ยวข้ากลับไปเรียนองค์หญิง องค์หญิงทรงพระทัยกว้าง ตราบใดที่ไม่เกินไปจะต้องประทานให้เจ้าแน่…”
ฉินเหยารีบยกมือขึ้นห้าม “ท่าน เดี๋ยวก่อน!”
รอยยิ้มเบิกบานใจของมู่หลิงยังคงค้างอยู่บนใบหน้า “เป็นอะไรไป”
“ข้าคิดว่าท่านอาจจะกำลังเข้าใจอะไรผิด” ฉินเหยาทำหน้าจริงจัง “เรื่องอู่เซิงเป็นเรื่องบังเอิญ ข้าก็ไม่ได้ทำเพื่อช่วยใคร แค่อยากทวงความยุติธรรม”
มู่หลิง ???
ฉินเหยาพูดต่อ “ดังนั้นข้าไม่ต้องการรางวัลใดๆ และท่านก็ไม่ต้องขอบคุณข้าจนเกินไปด้วย ทั้งหมดนี้เป็นแค่เรื่องบังเอิญจริงๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของนาง มู่หลิงก็ถึงกับตะลึงค้างไปสามวินาทีเต็ม ก่อนจะส่ายหน้าพร้อมเอ่ยออกมาทีละคำว่า “เป็น-ไป-ไม่-ได้!”
ใต้หล้านี้ไหนเลยจะมีเรื่องบังเอิญมากมายปานนั้น
“ทำไม หรือแถวนี้มีหูตาผู้อื่นอยู่”
เห็นฉินเหยาทำหน้านิ่งไร้อารมณ์ จู่ๆ มู่หลิงก็ก้มลง มองซ้ายมองขวาอย่างระมัดระวัง ทั้งยังวิ่งไปดูหลังโรงม้ารอบหนึ่งแล้วกลับมา บอกนางว่า “ที่นี่มีแค่เจ้ากับข้าและม้า วางใจแล้วพูดมาได้เลย”
“…”
ความเงียบของฉินเหยาดังสนั่นจนแสบแก้วหู
มู่หลิงจำต้องยอมรับความจริงที่ว่าตนเองคิดเองเออเองไปไกล รอยยิ้มเบิกบานพลันมลายหายไปสิ้น