ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 700 ความคิดอันเหลือเชื่อ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 700 ความคิดอันเหลือเชื่อ
ตอนที่ 700 ความคิดอันเหลือเชื่อ
เมื่อเผชิญหน้ากับจิตสังหารที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างกะทันหันของฉินเหยา สีหน้าของซือคงเจี้ยนพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาถอยร่นไปด้านหลังสองก้าวด้วยความระแวดระวัง
ทว่าฉินเหยากลับไม่ยอมรามือ นางก้าวเท้ากดดันเข้าไปหา กลิ่นอายกดดันไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ
มวลอากาศระหว่างทั้งสองคล้ายจะจับตัวแข็งค้าง
ซือคงเจี้ยนรู้สึกราวกับมีมือยักษ์ที่มองไม่เห็นข้างหนึ่งยื่นออกมาจากความว่างเปล่า ทะลวงผ่านร่างกายของเขาอย่างรุนแรงแล้วคว้าหมับเข้าที่หัวใจ!
ร่างกายของเขาสั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ ลมหายใจเริ่มติดขัด ลำคอเหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่
ซุนเจียงที่เฝ้าอยู่ข้างๆ สังเกตเห็นความผิดปกติจึงรีบนำผู้คุ้มกันพุ่งออกมาขวางหน้าซือคงเจี้ยนไว้แล้วจ้องมองฉินเหยาเขม็งราวกับเผชิญศัตรูตัวฉกาจ
“หยุดนะ!”
ซุนเจียงตวาดลั่นด้วยความร้อนรน “ที่นี่คือจวนราชครู ผู้ใดบังอาจลบหลู่ใต้เท้า โทษตายสถานเดียว!”
อาวุธถูกชักออกมาแล้ว ขอเพียงฉินเหยาก้าวเข้ามาอีกแม้เพียงครึ่งก้าว พวกเขาก็พร้อมจะแทงสวนกลับไปทันที
ฉินเหยากวาดสายตาดูแคลนมองผ่านคมดาบคมกระบี่ในมือของซุนเจียงและพวกแล้วฝืนใจหยุดฝีเท้าลง
นางเงยหน้าขึ้นมองข้ามหัวซุนเจียงและเหล่าผู้คุ้มกันพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม “คิดไม่ถึงว่าใต้เท้าราชครูผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือด้านคุณธรรมจะแอบด่าคนอื่นในใจด้วย”
เขาไม่ได้พูดอะไรสักคำ นางกลับมากล่าวหาเขาหน้าตาเฉย!
ซือคงเจี้ยนจ้องมองนางด้วยสายตาเย็นชา
นางก็จ้องตอบกลับมาด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์เช่นเดียวกัน
ยามสบตากัน แววตาลึกล้ำของหญิงสาวผู้นั้นราวกับจะดูดวิญญาณคนเข้าไปได้ ทำให้เกิดอาการวิงเวียนวูบหนึ่ง
ซือคงเจี้ยนรีบละสายตากลับมาอย่างทุลักทุเล ลอบตื่นตระหนกอยู่ในใจ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอฉินเหยาตัวจริง
ช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ดุร้ายป่าเถื่อนที่ไป๋เฮ่อเคยเล่าไว้อย่างสิ้นเชิง นางดูไม่ดุเลยสักนิด
ไม่เพียงไม่ดุ…ยังดูสะสวยอีกต่างหาก?
วินาทีก่อนหน้านี้ เขาจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ ว่าสตรีตรงหน้าคนนี้จะถีบไป๋เฮ่อกระเด็นจนกระอักเลือดได้อย่างไร
แต่ตอนนี้ เขาพอจะจินตนาการภาพตัวเองถูกนางถีบจนกระอักเลือดอย่างน่าสยดสยองได้แล้ว
ซือคงเจี้ยนไม่เข้าใจ ร่างกายบอบบางแค่นั้นซุกซ่อนพละกำลังมหาศาลขนาดนี้ไว้ได้อย่างไรกันนะ
ราวกับว่าขอเพียงนางต้องการก็จะสามารถผ่าภูเขาแยกปฐพีได้ โดยไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใดหน้าไหนทั้งนั้น
สายตาเบนไปทางชายหนุ่มด้านหลังหญิงสาว มิน่าเล่าเมื่อวานยังตัวสั่นงันงก วันนี้กลับฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์
ที่แท้ก็พาที่พึ่งพิงมาด้วยนี่เอง
แม้ว่าซือคงเจี้ยนจะดูแคลนบุรุษที่เกาะสตรีกินอย่างหลิวจี้มากเพียงใด
แต่พอลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา หากเขามีที่พึ่งพิงแบบนี้บ้าง เกรงว่าเขาคงวางก้ามยิ่งกว่าหลิวจี้เสียอีก!
คิดได้ดังนั้นก็หันไปถลึงตาใส่ซุนเจียงทีหนึ่ง นี่เรียกว่าไม่สลักสำคัญอย่างนั้นหรือ
เขาดูอย่างไรฉินเหยาก็ลำเอียงเข้าข้างหลิวจี้แบบสุดๆ!
เพื่อเจ้านั่น นางถึงกับยอมเสี่ยงบุกมาท้าทายราชครูถึงจวน
หากนี่ไม่เรียกว่ารักแล้วแบบไหนถึงจะเรียกว่ารักเล่า
บอกเขามาสิ แบบไหน!!!
จู่ๆ ซุนเจียงก็รู้สึกเย็นวาบขึ้นที่แผ่นหลัง
แปลกจริง ศัตรูอยู่ข้างหน้าแท้ๆ ไม่ได้อยู่ข้างหลังเสียหน่อย
“โธ่เอ๊ย โธ่เอ๊ย เข้าใจผิด ทั้งหมดเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด…”
เห็นว่าทั้งสองฝ่ายกำลังจะชักกระบี่เข้าห้ำหั่นกัน หลิวจี้ก็รีบถลันเข้ามา ดึงตัวฉินเหยาไปข้างหลัง
ดึงทีแรก ไม่ขยับ
ดึงอีกที ในที่สุดก็ลากตัวนางออกมาได้
ปากก็หันไปพูดกับซือคงเจี้ยนว่า “เมียจ๋าข้าอารมณ์ร้อน ไม่ได้ตั้งใจล่วงเกิน ขอใต้เท้าโปรดอภัยด้วย”
อีกด้านก็ขยิบตาให้ฉินเหยา ดูจากท่าทางตื่นตระหนกเมื่อครู่ของซือคงเจี้ยน เห็นได้ชัดว่าขวัญหนีดีฝ่อไปแล้ว พวกเราควรจะรู้จักพอแค่นี้ เกินไปย่อมไม่ดี
เกิดซือคงเจี้ยนของขึ้น ไล่เขาออกจากงานบ่าวชายขึ้นมา ไม่ได้เจอท่านอาจารย์ แถมยังชวดเงินเดือนร้อยตำลึงอีก จะได้ไม่คุ้มเสียเอา
ฉินเหยายกยิ้มมุมปาก เก็บงำรังสีอำมหิตกลับคืนกลับมาดูอ่อนโยนเหมือนเดิม
ราวกับว่าเรื่องทั้งหมดเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
หลิวจี้มองดูสีของท้องฟ้า “เวลาก็ไม่เช้าแล้ว พวกข้าขอตัวกลับไปกินข้าวที่บ้านก่อนนะขอรับ ลาล่ะขอรับใต้เท้า”
“อ้อ จริงสิ” หลิวจี้รีบเสริมอีกประโยคหนึ่ง “วันนี้เมียจ๋าของข้ามารับ สารถีของจวนท่านพักผ่อนได้เลยนะขอรับ วันนี้ไม่ต้องไปส่งข้า”
ว่าแล้วก็ประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมอีกครั้ง “ใต้เท้า ผู้น้อยขอลา!”
หลิวจี้จูงมือฉินเหยาแล้วหันหลังเตรียมเดินไปทางประตูข้าง ไม่เปิดโอกาสให้ซือคงเจี้ยนได้อาละวาดตอบโต้
คิดไม่ถึง ซือคงเจี้ยนกลับตะโกนเรียก “ในเมื่อเป็นเรื่องเข้าใจผิด ถ้าอย่างนั้นข้าจะเดินไปส่งพวกเจ้าเอง”
ซุนเจียงและพรรคพวกรับคำสั่ง รีบพุ่งไปขวางหน้าสองสามีภรรยาแล้วผายมือเชิญให้พวกเขาออกทางประตูใหญ่
ตอนนี้ซุนเจียงเลิกสงสัยแล้วว่ายอดฝีมือลึกลับที่ช่วยหวังจิ่นคือฉินเหยา ไม่อย่างนั้นป่านนี้นางคงไม่มาโผล่ที่จวนราชครูหรอก คงตามหวังจิ่นออกจากเมืองหลวงไปนานแล้ว
แต่พอนึกถึงจิตสังหารรุนแรงที่ระเบิดออกมาจากตัวฉินเหยาเมื่อครู่ ในใจก็ไม่กล้าวางใจแม้แต่น้อย
ต่อให้ซือคงเจี้ยนจะเป็นคนเดินไปส่งสองสามีภรรยาที่ประตู เหล่าผู้คุ้มกันก็ยังคงยืนล้อมหน้าล้อมหลังซือคงเจี้ยนไว้อย่างแน่นหนา
และซือคงเจี้ยนก็ไม่ได้แสร้งทำเป็นเก่งกล้าไล่ผู้คุ้มกันออกไปให้ดูโง่เง่า
เขาเว้นระยะห่างจากสองสามีภรรยาโดยมีผู้คุ้มกันหนึ่งกองคั่นกลาง เดินไปส่งทั้งคู่จนถึงหน้าประตูใหญ่จวนราชครู
“ทั้งสองท่านเดินทางปลอดภัย” ซือคงเจี้ยนยืนยิ้มอยู่หลังกำแพงเหล่าผู้คุ้มกันพลางพยักหน้าให้สองสามีภรรยา
ช่างดูเป็นคนดีเสียจริง บ่าวชายในจวนจะกลับบ้าน ยังอุตส่าห์ออกมาส่งด้วยตัวเอง
คนที่ไม่รู้คงนึกว่าเขาชื่นชมหลิวจี้บ่าวชายคนนี้มาก ถึงได้ให้เกียรติขนาดนี้
มีเพียงหลิวจี้เท่านั้นที่รู้ดี นี่ให้เกียรติเขาที่ไหนกันเล่า
นี่มันจงใจประจบเอาใจเมียจ๋าของเขาชัดๆ!
คงกลัวว่าวันดีคืนดีเมียจ๋าเขาอารมณ์ไม่ดีจะบุกมาจวนราชครูแล้วเชือดเขาทิ้งน่ะสิ
ฉินเหยาขับรถม้ามา รถจอดอยู่ที่ประตูข้างของจวนราชครู นางกำลังจะหันหลังกลับไปเอารถม้า ซือคงเจี้ยนก็สั่งการ
“ไปขับรถม้าของฉินเหนียงจื่อมา”
พูดจบก็หันมายิ้มให้นาง เพียงแต่รอยยิ้มนั้นไปไม่ถึงดวงตา กลับแฝงไว้ด้วยความระแวดระวังและพินิจพิเคราะห์เสียมากกว่า
ฉินเหยาคิดในใจ ดูท่าเมื่อครู่นี้จะยังขู่ไม่แรงพอ
นางปัดมือหลิวจี้ที่พยายามจะเข้ามานัวเนียออกแล้วเดินไปที่ลานกว้างหน้าประตูใหญ่จวนราชครู เหลียวซ้ายมองขวา
สายตาจับจ้องไปที่สิงโตหินตัวใหญ่สองตัวหน้าประตูจวนราชครู
“สิงโตหินสองตัวนี้วางในตำแหน่งที่ไม่ดีเอาเสียเลย” ฉินเหยาส่ายหน้ากับตัวเองแล้วเอ่ยขึ้น
“ใครๆ ก็บอกว่าท่านราชครูรอบรู้ดาราศาสตร์เบื้องบน ภูมิศาสตร์เบื้องล่าง แต่ข้าดูแล้ว…เรื่องฮวงจุ้ยนี้ ท่านราชครูดูเหมือนจะไม่ค่อยเชี่ยวชาญเท่าใดนักนะเจ้าคะ”
ซือคงเจี้ยนมองดูสิงโตหินสองตัวที่หน้าประตูจวนของตน วางตั้งสมมาตรซ้ายขวาอยู่หน้าประตูจวนก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ
แต่ก็สงสัยว่านางจะมาไม้ไหนจึงถามกลับไปหนึ่งประโยคว่า “แล้วฉินเหนียงจื่อเห็นว่าอย่างไรถึงจะดีเล่า”
นางก้าวยาวๆ ขึ้นไปข้างหน้า ชี้ไปที่เสาประตูทั้งสองข้าง “ในความเห็นของข้า สิงโตหินนี้รูปร่างมหึมา วางชิดกันเกินไปกลับขัดขวางวาสนาในเส้นทางขุนนาง ควรขยับออกไปทางซ้ายและขวาอีกสักสามฉื่อ ให้ตรงกับเสาประตู เปิดทางให้กว้างขวาง เพื่อรับโชคลาภวาสนา”
ได้ยินดังนี้ จู่ๆ ซือคงเจี้ยนก็เกิดความคิดอันเหลือเชื่อขึ้นมา นางคงไม่ได้คิดจะช่วยเขาย้ายสิงโตหินสองตัวนี้หรอกนะ
ไร้สาระ! ซือคงเจี้ยนรีบปฏิเสธความคิดนี้ของตนเองทันที
สิงโตหินสองตัวนี้สูงเท่าคนสองคน น้ำหนักตัวละหกพันจิน ตอนที่ขนย้ายมาต้องใช้แรงงานคนมากถึงห้าสิบคน
ต้องใช้ไม้ซุงรองก้นค่อยๆ เข็นทีละนิดมาจนถึงหน้าประตู ตั้งฐานสามเหลี่ยม ใช้คนยี่สิบสามสิบคนช่วยกันดึงรอก ถึงจะตั้งสิงโตหินทั้งสองตัวนี้ขึ้นได้
ฉินเหยาแค่ตัวคนเดียวจะช่วยเขาย้ายสิงโตหินนี้ได้อย่างไร
ในสมัยโบราณมีอ๋องผู้เกรียงไกรยกกระถางติ่ง กระถางใบนั้นหนักเพียงหนึ่งในสิบของสิงโตหินนี้เท่านั้น
สิงโตหินนี้จำต้องให้อ๋องผู้เกรียงไกรฟื้นคืนชีพขึ้นมาสิบคน ถึงจะมีโอกาสยกขึ้นได้
ส่วนฉินเหยา นางเป็นเพียงสตรีบอบบางคนหนึ่ง จะเทียบได้กับอ๋องผู้เกรียงไกรสิบคนเชียวหรือ