ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 699 ได้หน้าสุดๆ
ตอนที่ 699 ได้หน้าสุดๆ
ยามโพล้เพล้ หลังจากทำมื้อเย็นให้กงเหลียงเหลียวเสร็จแล้ว หลิวจี้ไม่ได้รีบร้อนเลิกงานกลับบ้านเหมือนทุกวัน
อันจื่อถูกเขาส่งตัวออกไป
หลิวจี้กลับเดินไปเดินมาอยู่ที่ระเบียงทางเดิน คอยมองไปที่ประตูเรือนผู่เยวี่ยนเป็นระยะว่าอันจื่อกลับมาแล้วหรือยัง
เขาเดินไปเดินมาจนกงเหลียงเหลียวรู้สึกรำคาญ ถามไปอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
“ทำไมเจ้ายังไม่กลับบ้านอีก”
หลิวจี้ไม่ตอบ เพียงส่งยิ้มเขินอายจางๆ ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างล้นเหลือให้เขา “ไม่บอกท่านหรอกขอรับ~”
กงเหลียงเหลียวลูบแขนที่ขนลุกซู่ของตัวเอง ตวาดว่า “ไร้ระเบียบแบบแผน!”
หรือว่าเหยาเหนียงจะมา?
ไม่อย่างนั้นหลิวซานเอ๋อร์คงไม่ยิ้มหวานหยดย้อยทำตัวเหมือนนางจิ้งจอกสาวแบบนี้แน่
ต้องบอกว่า กงเหลียงเหลียวเดาถูกเผง
เสียงตื่นเต้นของอันจื่อดังแว่วเข้ามา “หลิวจี้! ฮูหยินของท่านมาหาท่านแล้ว!”
หลิวจี้สบตากับกงเหลียงเหลียว ความยินดีปรีดาเอ่อล้นออกมาจากสีหน้า ถลกชายเสื้อขึ้นแล้ววิ่งพุ่งออกไป
วิ่งไปได้ครึ่งทาง ถึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองจะทำตัวไร้ค่าแบบนี้ไม่ได้จึงข่มความรู้สึกไว้ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปั้นหน้ายิ้มเรียบเฉย
เสียงตะโกนของอันจื่อนี้เรียกได้ว่าค่อนข้างดัง บรรดาบ่าวไพร่และผู้คุ้มกันที่กำลังยุ่งง่วนกันอยู่ในเรือนหลังต่างก็ได้ยินกันหมด
ทุกคนพากันชะเง้อมองไปทางผู่เยวี่ยนด้วยความอยากรู้อยากเห็นก็เห็นอันจื่อกำลังนำหญิงสาวนางหนึ่งเดินมาที่หน้าประตูผู่เยวี่ยนด้วยท่าทีนอบน้อม
นางดูอายุราวๆ ยี่สิบต้นๆ เท่านั้น สวมชุดสีเขียวอ่อนเรียบง่าย ขับเน้นรูปร่างให้ดูสูงเพรียวดั่งต้นไผ่เขียว
บนตัวไม่มีเครื่องประดับมากนัก มีเพียงปิ่นเงินปักอยู่ที่ผมอันหนึ่ง เข้าคู่กับเข็มขัดเกล็ดงูขาวเส้นเล็กๆ
ก็ไม่รู้ว่าบนตัวหญิงสาวผู้นี้พกพาพลังวิเศษอันใดมาด้วย ท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดครึ้มสีเทาหม่น จู่ๆ ก็มีแสงสว่างเช่นนี้ปรากฏขึ้นมาทำเอาผู้คนต่างพากันรู้สึกจิตใจปลอดโปร่งขึ้นมาทันที
ภาพเบื้องหน้าที่เคยมัวหมองราวกับถูกใครบางคนปัดเป่าม่านหมอกออกไป โลกทั้งใบดูแจ่มชัดขึ้นทันตา
“เมียจ๋า” หลิวจี้สะบัดศีรษะ เก็บซ่อนความตะลึงลานเอาไว้แล้วกล่าวเสียงนุ่ม “เจ้ารอข้าสักครู่ ข้าไปบอกอาจารย์คำหนึ่งก่อนแล้วจะรีบมา”
สั่งความเสร็จก็หันกลับมามองนางอีกครั้ง ทั้งร่างถูกห่อหุ้มไปด้วยความปีติยินดี
เมียจ๋าอุตส่าห์แต่งตัวสวยมาเพื่อรับเขาโดยเฉพาะ แบบนี้มันได้หน้าสุดๆ ไปเลย!
หลิวจี้วิ่งเข้าไปในห้อง เข็นกงเหลียงเหลียวทั้งคนทั้งรถเข็นออกมาด้วย
ไม่ได้เจอฉินเหยามานาน กงเหลียงเหลียวพบว่านางยังคงเหมือนในความทรงจำ
ยังคงสดใสมีชีวิตชีวาเสมอ
เพียงแค่นางปรากฏตัว พลังงานทั้งหมดก็จะมารวมอยู่ที่รอบตัวนางราวกับว่าในโลกนี้ไม่หลงเหลือความยากลำบากใดๆ อีกต่อไปแล้ว
กงเหลียงเหลียวรู้สึกผ่อนคลายลงทั้งร่าง หัวใจที่แขวนอยู่ก็ค่อยๆ ถูกวางลง รู้สึกสงบอย่างหาที่เปรียบมิได้
“ท่านอาจารย์สบายดีหรือไม่เจ้าคะ” ฉินเหยายืนอยู่หน้าประตู ยิ้มถาม
กงเหลียงเหลียวยิ้มแล้วพยักหน้า “ดีมาก ข้าสบายดีมาก”
ฉินเหยาเห็นกงเหลียงเหลียวมีเนื้อหนังกลับคืนมาไม่น้อยจริงๆ กลิ่นอายแห่งความตายบนร่างก็จางลงไปมากก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
“ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นศิษย์ขอกลับก่อนนะขอรับ” หลิวจี้ร้อนใจอยากจะไปเต็มแก่แล้ว
กงเหลียงเหลียวมองท่าทางรีบร้อนของลูกศิษย์อย่างจนใจแล้วพยักหน้า “เดินทางระวังๆ ด้วยเล่า”
ฉินเหยายิ้มรับคำ รอให้หลิวจี้เข็นกงเหลียงเหลียวกลับเข้าห้องแล้วก้าวฉับๆ ออกมาด้วยสีหน้าเบิกบาน
“เมียจ๋า วันนี้เจ้าสวยมากเลย” สายตาหลิวจี้จดจ้องอยู่ที่ร่างของฉินเหยา ไม่ยอมละสายตาไปไหน
ฉินเหยาดึงเขาทีหนึ่ง คนคนนี้มัวแต่มองคนไม่มองทาง เกือบจะสะดุดแท่นหินริมทางเข้าให้แล้ว
ของในจวนราชครูนี้ดูแวบเดียวก็รู้ว่าแพงระยับ นางไม่อยากเสียเงินชดใช้หรอกนะ
หลิวจี้ไม่สนใจ ยังคงจ้องนางตาเป็นมัน
มีคนเดินสวนมา เขาก็แนะนำอย่างได้ใจประโยคหนึ่งว่า “เมียจ๋าของข้าเอง มารับข้าเลิกงานกลับบ้าน”
เหล่าคนรับใช้และผู้คุ้มกันในจวนราชครูต่างพากันมองด้วยสายตาอิจฉา
ทุกคนพลันเข้าใจเรื่องหนึ่งขึ้นมาอย่างกระจ่างแจ้ง
ที่แท้การที่หลิวจี้มีความสุขเบิกบานเช่นนี้ทุกวันก็เพราะมีภรรยาที่เอาใจใส่แบบนี้นี่เอง
ถ้าพวกเขามีภรรยาแบบนี้มารับตอนเลิกงานบ้าง ไม่อยากจะคิดเลยว่าตัวเองจะเริงร่าได้ขนาดไหน
ฉินเหยายิ้มแย้มไปตลอดทาง มองหลิวจี้ที่หางล่องหนแทบจะชี้ขึ้นฟ้าก็พยายามเล่นตามน้ำไปกับเขา
ดังนั้น ในสายตาของคนทั้งจวนราชครู หลิวจี้และภรรยาของเขาช่างรักใคร่กลมเกลียว หวานชื่นจนน่าอิจฉา
เมื่อซือคงเจี้ยนได้รับรายงานจากคนรับใช้แล้วรีบมาดูด้วยความอยากรู้ สิ่งที่เห็นก็คือภาพที่หลิวจี้ควงแขนฉินเหยา สองสามีภรรยาเดินทักทายคนในจวนด้วยรอยยิ้มพลางหันมาสบตากันหวานซึ้ง
สามียิ้มอย่างภาคภูมิใจ สายตาเต็มไปด้วยความชื่นชมและพึ่งพาภรรยา
ภรรยาก็ยิ้มอย่างอ่อนโยน สายตาเต็มไปด้วยความโอบอ้อมอารีต่อผู้เป็นสามี
นางยกมือขึ้นช่วยจัดผมที่ยุ่งเหยิงข้างขมับให้เขาเบาๆ แถมยังลูบแก้มเขาอย่างรักใคร่เอ็นดู บีบๆ หยิกๆ ไปมา
ในฐานะหนุ่มโสดผู้สูงศักดิ์ที่ยังไม่ได้แต่งภรรยา ภาพนี้ทำให้ซือคงเจี้ยนรู้สึกอึดอัดอย่างรุนแรง
“ซุนเจียง ฆ่ามันทั้งสองคนให้ข้าที!”
ซือคงเจี้ยนกัดฟันกรอดกล่าวด้วยความอิจฉาริษยาและอาฆาต
ซุนเจียงชะงักกึก “ฆ่าจริงหรือขอรับ”
คำตอบที่ได้คือแผ่นหลังกว้างของซือคงเจี้ยนที่ก้าวยาวๆ ตรงเข้าไปหา
ซุนเจียง “…”
ซือคงเจี้ยนอยากจะฆ่าจริงๆ นั่นแหละ แต่ก็ไม่แน่ว่าจะฆ่าได้
หลิวจี้เห็นซือคงเจี้ยนเดินดุ่มๆ เข้ามาหาตนก็ร้องอุ๊ยทีหนึ่งแล้วปล่อยมือเมียจ๋า คารวะหนึ่งที “ท่านราชครู!”
ซือคงเจี้ยนแค่นเสียงทีหนึ่ง สายตาพินิจพิเคราะห์กวาดผ่านใบหน้าของสองสามีภรรยา สุดท้ายไปหยุดอยู่ที่ร่างของฉินเหยา
หลิวจี้ไม่มีทางยอมให้เขามองเมียจ๋าของตนหรอกจึงขยับไปหนึ่งก้าวเพื่อบังตัวฉินเหยาไว้
วินาทีต่อมา
ฉินเหยาก็ยื่นมือมาดึงเขาให้กลับไปข้างหลังแล้วปรายตามองเขา “เจ้าบังสายตาข้าแล้ว”
“อ้อๆ งั้นข้าหลบไปยืนตรงนี้นะ” หลิวจี้รีบหลบไปด้านข้าง
ฉินเหยาพอใจในความรู้ความของเขามากพลางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษสวมชุดสีม่วงสวมกวานทองที่อยู่ตรงหน้า
เมื่อเทียบกับครั้งก่อนที่นางเห็นเขาในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง ตอนนี้ดูแล้วสภาพจิตใจดีขึ้นมาก
ฉินเหยาค้นพบโดยบังเอิญว่า ซือคงเจี้ยนหน้าตาดีใช้ได้เลยทีเดียว
รูปร่างสูงใหญ่ เครื่องหน้าคมชัด นัยน์ตาหงส์ที่หางตาชี้ขึ้นดูลึกล้ำซ่อนความชั่วร้ายอันลึกลับไว้
นางย่อกายคารวะ “หญิงชาวบ้านคารวะใต้เท้าเจ้าค่ะ”
ไม่รอให้เขาบอกให้ลุก นางก็ยืดกายขึ้นเอง หันไปมองหลิวจี้ด้วยสายตาเอ็นดูแล้วกล่าวว่า
“สามีข้าคนนี้เคยชินกับการอยู่ในชนบท ไม่รู้กฎระเบียบ อาจจะล่วงเกินใต้เท้าไปบ้าง ท่านอย่าได้ถือสาหาความเขาเลยนะเจ้าคะ เดี๋ยวจะพาลเสียอารมณ์ไปเปล่าๆ”
“ถ้าเขาทำอะไรไม่ดี หรือทำให้ใต้เท้าขุ่นเคืองใจ ใต้เท้ามาบอกข้าได้ทุกเมื่อ ข้าจะจัดการเขาแทนท่านเอง”
“เขาน่ะ เชื่อฟังข้าที่สุดแล้ว” ฉินเหยายิ้มให้ซือคงเจี้ยนแล้วกวักมือเรียก หลิวจี้ก็รีบเข้ามาหาทันที ถามอย่างพินอบพิเทา “เมียจ๋า มีอะไรจะสั่งหรือ”
“เห็นไหมเจ้าคะ” ฉินเหยาโบกมือไล่ให้หลิวจี้ถอยไป “เขาน่ะเชื่อฟังจริงๆ คนแบบนี้มักจะถูกคนอื่นรังแกได้ง่ายเป็นพิเศษ ใต้เท้าช่วยดูแลเขาหน่อยนะเจ้าคะ”
หลิวจี้ถูกคนอื่นรังแกได้ง่ายหรือ
นึกถึงตอนวันรับสมัครที่ซุนเจียงโดนหลิวจี้ยั่วโมโหจนแทบกระอักเลือด ซือคงเจี้ยนก็ถึงกับพูดไม่ออก
เขาหัวเราะหึๆ “ดูท่าฮูหยินจะไม่รู้นิสัยของสามีตัวเองเลยกระมัง”
ฉินเหยาร้อง “หา?” เสียงสูงออกมาอย่างเกินจริง รีบถามหลิวจี้ “ในจวนมีคนรังแกเจ้าหรือ”
หลิวจี้รีบส่งสายตาฟ้องไปที่ซือคงเจี้ยนในทันที “เมียจ๋า มีคนไม่ยอมให้ข้าเลิกงานกลับบ้าน”
“เป็นใต้เท้าที่ไม่ยอมให้สามีข้ากลับบ้านหรือเจ้าคะ” ฉินเหยาถามด้วยความตกใจ
ซือคงเจี้ยนขมวดคิ้ว ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไงกัน
ราวกับได้ยินความคิดในใจของเขา จู่ๆ นางก็ทำหน้าขรึม พูดอย่างมั่นใจว่า “ท่านด่าข้า!”
ซือคงเจี้ยนยังไม่ทันตั้งตัว จิตสังหารก็พุ่งทะยานขึ้นในชั่วพริบตา