ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 706 งั้นก็พินาศไปพร้อมกันเถอะ!
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 706 งั้นก็พินาศไปพร้อมกันเถอะ!
ตอนที่ 706 งั้นก็พินาศไปพร้อมกันเถอะ!
หลิวจี้ตาสว่างตลอดทั้งคืน
เขาอยากนอนมาก แต่พอหลับตาลงทีไร ในหัวก็จะมีประโยคนั้นที่ฉินเหยาพูดก่อนนอนดังขึ้นซ้ำไปซ้ำมาโดยอัตโนมัติ
อะไรคือถ้าหลังจากที่ยามห้ามออกจากเคหสถานนางยังไม่กลับมา ให้เขาพาพวกเด็กๆ หอบผ้าผ่อนหนีไป?
ก็แค่ไปจวนองค์หญิงใหญ่ไม่ใช่หรือ ถึงขั้นต้องเอาชีวิตเข้าแลกเชียวหรือ
ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวเหลือเกิน
ไม่กล้านอน
ไม่กล้านอนเลยจริงๆ!
ในทางกลับกัน ฉินเหยาหลับสบายไร้ฝัน ตื่นมาก็ฟ้าสว่าง สดชื่นแจ่มใสยิ่งนัก
ในลานบ้านเริ่มมีเสียงแห่งความวุ่นวายดังแว่วเข้ามา
หลิวเฝยกำลังคุยอะไรบางอย่างกับพวกต้าหลางสี่พี่น้องอยู่ที่ห้องโถงหน้า หัวเราะคิกคัก บรรยากาศช่างรื่นเริง
กลิ่นหอมของอาหารลอยมาจากห้องครัว อินเยว่ที่กำลังผ่าฟืนยิ่งทำงานอย่างแข็งขัน เจ็บใจแค่อย่างเดียวที่อยู่ในเมือง จะเข้าป่าไปตัดฟืนก็ทำไม่ได้ ฟืนที่ซื้อมาแต่ละครั้งมีแค่นิดเดียว ไม่พอให้นางผ่าเลย
ฉินเหยาหาวหวอด ผลักประตูห้องออกมาแล้วตะโกนเรียกอินเยว่คำหนึ่ง
อินเยว่ทิ้งขวานวิ่งหน้าตั้งเข้ามาทันที นางยืนอยู่หน้าประตูแล้วเอ่ยถามอย่างกระตือรือร้น “ท่านอาจารย์มีอะไรจะสั่งหรือเจ้าคะ”
พลังงานเหลือล้นแบบนี้ หลิวจี้ที่อยู่ห้องตรงข้ามมองแล้วรู้สึกอิจฉาริษยายิ่งนัก
แต่เวลานี้ก็สายมากแล้ว เขายังต้องรีบจัดการตัวเองให้ดูเหมือนผู้คนหน่อยเพื่อไปทำงานที่จวนราชครูต่อ
ฉินเหยาเปิดประตูให้อินเยว่เข้ามา ให้นางช่วยหวีผมให้ตนเอง
อินเยว่ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า วันนี้ท่านอาจารย์สวมชุดหรูฉวินแขนกว้างสีสาลี่หิมะอ่อน คาดเอวด้วยแถบผ้าเล็กๆ สีแดงดั่งใบไม้แดงในฤดูใบไม้ร่วง ขับเน้นให้เอวดูคอดกิ่วและรูปร่างดูเพรียวระหง
สีขาวกับสีแดง ทั้งร้อนแรงและเย็นชา สีสองสีที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงมาอยู่ด้วยกันบนตัวนางกลับดูกลมกลืนกันอย่างน่าประหลาด ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับตัวตนของนาง อินเยว่มองจนเหม่อลอยไปพักใหญ่
ผ่านไปครู่หนึ่ง ถึงได้ยินเสียงฉินเหยาเรียกที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง นางจึงได้ได้สติกลับมา
“วันนี้ท่านอาจารย์จะไปพบใครหรือเจ้าคะ” อินเยว่หยิบหวีสางผมให้อาจารย์ไปพลาง เอ่ยถามด้วยความอยากรู้
ฉินเหยาไม่มีอะไรต้องปิดบังจึงตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ข้าจะไปจวนองค์หญิงใหญ่ อาจจะได้ลงมือกันสักยก หรืออาจจะไม่ ดังนั้นเจ้าช่วยเกล้าผมทรงที่ดูภูมิฐานแต่ก็ทะมัดทะแมงให้ข้าที”
อินเยว่อึ้งไปครู่หนึ่ง แต่ก็รู้ว่าเรื่องไม่ควรถามก็อย่าได้ถาม นางชี้ไปที่ชุดกระโปรงแขนกว้างบนตัวฉินเหยาแล้วเตือนเสียงเบาว่า
“เช่นนั้นท่านอาจารย์ยังจะสวมชุดกระโปรงอีก? เกิดต้องสู้กันขึ้นมา จะเคลื่อนไหวไม่สะดวกเอานะเจ้าคะ”
“ไม่เป็นไร” ฉินเหยาแสยะยิ้มเย็น “ต้องตบตาฝ่ายตรงข้ามกันบ้าง”
อินเยว่เข้าใจแล้ว นั่นคือหากไม่ถึงคราวจำเป็นที่สุดก็จะไม่ลงไม้ลงมือ
ดังนั้น…คงไม่มีอันตรายอะไรหรอกกระมัง
มือของอินเยว่ขยับไม่หยุด เพียงไม่กี่ทีก็รวบผมครึ่งบนของฉินเหยาขึ้น ใช้ปิ่นอันเล็กเกล้าไว้ ส่วนครึ่งล่างถักเป็นเปียยาว พับทบไปมาไม่กี่ทีแล้วใช้แถบผ้าสีแดงมัดไว้ จัดเป็นทรงหางนกนางแอ่น
ค้นปิ่นทองที่พี่ชายแท้ๆ ส่งมาให้จากในหีบเครื่องแป้งมาประดับคู่กับดอกไม้ผ้า ทรงผมที่ประณีตงดงามดูทะมัดทะแมงแต่ไม่ทิ้งความภูมิฐานก็เป็นอันเสร็จสิ้น
“สวมต่างหูไหมเจ้าคะ” อินเยว่ถาม
ฉินเหยามองตัวเองในกระจก ปิ่นทองที่พี่ชายให้มาก็เด่นสะดุดตามากแล้ว ยังมีดอกไม้ผ้าประดับอีก เหมือนการแต่งกายของคนจะไปเข้าเฝ้าองค์หญิงจริงๆ
นางจึงโบกมือ “ไม่ต้อง แค่นี้ก็พอแล้ว แต่งตัวมากเกินไป เดี๋ยวจะนึกว่าข้าให้หน้าพวกนาง”
ทางที่ดีมู่หลิงควรสวดภาวนาว่าวันนี้อย่าได้โผล่หน้ามาให้นางเห็น! ฉินเหยาคิดในใจด้วยความอาฆาตแค้นฝังลึก
เกมแย่งชิงอำนาจพวกนี้ นางไม่อยากเข้าร่วมเลยสักนิด
อินเยว่ฟังน้ำเสียงท่านอาจารย์ก็รู้ทันทีว่า การไปจวนองค์หญิงครั้งนี้ไม่ได้เป็นความสมัครใจของท่านอาจารย์จึงเก็บหีบเครื่องแป้งพลางถามด้วยความเป็นห่วง
“ท่านอาจารย์ ให้ข้าไปเป็นเพื่อนท่านดีหรือไม่”
เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน อย่างน้อยนางก็ยังพอช่วยรับหน้าได้บ้าง
“ไม่ต้อง พวกเจ้าอยู่เฝ้าบ้านเถอะ ถ้าเกิดยามห้ามออกจากเคหสถานแล้วข้ายังไม่กลับมาก็เก็บข้าวของกลับชนบทกันไปเลย” ฉินเหยาย้ำคำพูดที่บอกหลิวจี้เมื่อคืนนี้อีกครั้ง
นางเป็นคนมีเหตุผล แต่ถ้าคนบางคนฟังเหตุผลไม่รู้เรื่อง คิดจะใช้อำนาจราชศักดิ์มาข่มเหงนาง อย่าว่าแต่องค์หญิงใหญ่ ต่อให้เป็นฮ่องเต้ที่เสด็จมาเอง นางก็จะเชือดทิ้งให้ดู!
ส่วนคนในบ้านพวกนี้ หลังจากได้นอนหลับพักผ่อนอย่างสบายใจมาทั้งคืน ฉินเหยาก็คิดตกแล้ว ถ้าไม่ไหวจริงๆ งั้นก็พินาศไปพร้อมกันเถอะ!
แลกกันคนละหมัด ตราบเท่าที่คนที่นางใส่ใจเป็นอะไรไปแม้แต่คนเดียว นางจะทำให้ตระกูลไป๋หลี่หายไปสักสิบคน คอยดูสิว่าบ้านใครคนจะเยอะกว่ากัน!
พอคนเราปลงตกแล้วก็ไม่มีอะไรที่ทุ่มสุดตัวไม่ได้อีกต่อไป
หลิวจี้ที่ไม่รู้ตัวเลยว่าได้ ‘ถูกเตรียมพร้อมให้พินาศ’ ไปแล้วกำลังนั่งยองๆ แอบฟังอยู่หน้าประตู จู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันเข้มข้นขุมหนึ่ง
ไม่สิ ไม่ใช่แค่จิตสังหาร
ในจิตสังหารนี้ ยังเจือไปด้วยความบ้าคลั่งที่ยากจะสังเกตเห็นอีกขุมหนึ่งด้วย
หลิวจี้ตัวสั่นสะท้าน จู่ๆ ก็นึกถึงสิงโตหินสองตัวที่หน้าจวนราชครูเมื่อวานเย็น ความกังวลที่รบกวนจิตใจมาทั้งคืนพลันสลายหายไป
ด้วยฝีมือระดับเมียจ๋าของเขา มนุษย์ปุถุชนธรรมดาจะนับเป็นตัวอะไรได้!
คิดได้ดังนี้ก็รู้สึกสดชื่นแจ่มใสขึ้นทันตา ลุกขึ้นพูดกับคนในห้องเสียงหวาน “เมียจ๋า ข้าไปจวนราชครูแล้วนะ ตอนเย็นจะรอเจ้ากลับมากินข้าวด้วยกันน้า”
พูดจบ ไม่รอให้คนข้างในตอบก็ฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์ ก้าวเท้าออกจากประตูไปด้วยจังหวะเริงร่า
ฉินเหยาเปิดประตูห้อง มองแผ่นหลังที่กระดี๊กระด๊าของใครบางคน จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเขาดูน่ารักขึ้นมานิดหน่อย
จริงดังคาด นางบ้าไปแล้วจริงๆ
“ท่านอาจารย์” อินเยว่นำหมวกที่มีผ้าคลุมหน้าสีขาวผืนยาวมามอบให้
ฉินเหยารับมาสวมไว้บนศีรษะ ผ้าโปร่งสีขาวผืนยาวคลุมร่างนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
ผ้านี้เรียกว่าผ้าโปร่ง แต่ความจริงแล้วการมองทะลุกลับไม่ได้ดีขนาดนั้น คนข้างในพอจะมองเห็นทางได้ แต่คนข้างนอกอยากจะเห็นหน้าตาคนข้างในกลับทำไม่ได้
ไม่มีกะจิตกะใจจะกินข้าวเช้า ฉินเหยาแค่อยากจะรีบไปรีบกลับ
นางหิ้วตะกร้าใส่กระดาษหยาบแล้วบอกกับอาวั่งและอินเยว่ว่า “ข้าไปล่ะ”
จากนั้นก็เดินออกจากประตูไป
จวนขององค์หญิงใหญ่ตั้งอยู่ริมคลองคูเมืองตรงข้ามกับพระราชวังจื่อเวย กินพื้นที่กว้างขวาง ครอบครองพื้นที่ไปหนึ่งย่าน ภายในมีสวนป่าภูเขาจำลองและสัตว์แปลกหายากนับไม่ถ้วน
นั่นล้วนเป็นคำบอกเล่าของชาวบ้าน
ในความเป็นจริง จวนองค์หญิงที่ฉินเหยาเห็น ไม่ได้มีสวนป่าภูเขาจำลองที่งดงามอะไรนักและก็ไม่เห็นสัตว์แปลกหายากอะไรด้วย
นอกจากคนข้างในจะเยอะและที่ดินกว้างขวางแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับจวนขุนนางทั่วไป
ราวกับรู้ว่าวันนี้นางจะมา ฉินเหยาเพิ่งเคาะประตูหลังของจวนองค์หญิง ประตูก็เปิดออกทันทีจากด้านใน
ยังไม่ทันที่นางจะเอ่ยปากถาม ผู้ดูแลหญิงร่างท้วมก็เอ่ยทักทายอย่างนอบน้อมก่อนว่า “ใช่เถ้าแก่เนี้ยฉิน ฮูหยินฉินแห่งโรงงานเครื่องเขียนหมู่บ้านตระกูลหลิวหรือไม่เจ้าคะ”
ฉินเหยาพยักหน้า สตรีผู้นั้นก็ไม่ถามอะไรอีกรีบเชิญนางเข้าจวน
บนทางเดินหินด้านในประตู มีเกี้ยวรออยู่ก่อนแล้ว
ฉินเหยาขึ้นนั่งบนเกี้ยว ผู้ดูแลหญิงก็เดินตามอยู่ข้างๆ พลางสอบถามนางอย่างสุภาพเอาใจใส่ว่าทานข้าวมาแล้วหรือยัง มาแต่เช้าขนาดนี้เหนื่อยหรือไม่ ต้องการไปรับของว่างและน้ำชาที่ห้องโถงก่อนแล้วค่อยส่งนางไปเข้าเฝ้าองค์หญิงที่พระตำหนักดีหรือไม่
ระหว่างทาง บ่าวชายที่หามเกี้ยวเกิดเสียหลักไหล่เอียงเล็กน้อยทำให้เกี้ยวเกิดโคลงเคลงนิดหน่อย ผู้ดูแลหญิงก็รีบตวาดเสียงดุ
“ระวังหน่อยสิ! ทำให้แขกผู้สูงศักดิ์ตกใจ พวกเจ้ายังอยากมีหัวไว้บนบ่าอยู่หรือไม่!”
ด่าบ่าวชายเสร็จก็รีบหันมาขอโทษขอโพยฉินเหยาทันที ท่าทางนั้นช่างประจบสอพลอนัก
“องค์หญิงไม่ได้ใช้เกี้ยวต้อนรับแขกผู้สูงศักดิ์มานานแล้ว ปีนี้ฮูหยินเป็นคนแรก คิดไม่ถึงว่าบ่าวชายเหล่านี้จะขี้เกียจสันหลังยาว เดี๋ยวข้าน้อยจะกลับไปสั่งสอนพวกเขาให้หนัก ขอฮูหยินอย่าได้เสียอารมณ์เพราะบ่าวไพร่ไม่รู้ความพวกนี้เลยนะเจ้าคะ”
“หรือว่าพวกเราจะแวะไปทานของว่างจิบน้ำชาที่ห้องโถงเพื่อเรียกขวัญก่อนดี?”
“…ไม่เป็นไร ไปเลยเถอะ” ฉินเหยาลังเลครู่หนึ่ง ถึงเอ่ยตอบ
พูดตามตรง ความกระตือรือร้นต้อนรับแขกของจวนองค์หญิงเช่นนี้ทำเอานางวางตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
หรือจะดูออกถึงความคิดเล็กๆ ในใจนางที่ว่า ‘งั้นก็พินาศไปพร้อมกันเถอะ!’ แล้ว?