ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 705 องค์หญิงต้องการพบนาง
ตอนที่ 705 องค์หญิงต้องการพบนาง
“จะให้เถ้าแก่เนี้ยของร้านไปเองอย่างนั้นหรือ” ฉินเหยาเสียงสูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง
หลิวเฝยกลืนน้ำลายแล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่น
ฉินเหยาหัวเราะอย่างหมดคำจะพูดแล้วตบโต๊ะดังปัง “มาเล่นลูกไม้นี้กับข้าเรอะ!”
โต๊ะตัวเล็กที่บอบบางสั่นไหวไปมา จากนั้นก็แตกออก
ทว่ากลับมิได้ล้มลง ยังคงตั้งตระหง่านอยู่อย่างโงนเงนราวกับว่าเพียงแค่เป่าลมหายใจรดก็พร้อมจะกลายเป็นผุยผงได้ทุกเมื่อ
หลิวเฝยถอยหลังไปหนึ่งก้าว กลิ่นอายกดดันบนร่างของพี่สะใภ้สามช่างน่ากลัวจริงๆ หากไม่ใช่เพราะคุกเข่าไม่ได้ เขาคงอยากจะคุกเข่าพูดให้รู้แล้วรู้รอด
ฉินเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน หยิบธนบัตรอีกปึกที่ห่อด้วยผ้าแดงขึ้นมา ด้านในคือเงินค่า ‘กระดาษหยาบ’ จำนวนสี่พันห้าร้อยตำลึงถ้วนที่เดิมทีส่งเข้าไปในจวนองค์หญิงเรียบร้อยแล้ว
นางเงยหน้าขึ้นมองหลิวเฝยที่กำลังตัวสั่นเทาเล็กน้อย เมื่อรู้ว่าตนทำให้เด็กตกใจกลัวเสียแล้วจึงเก็บกลิ่นอายกดดันกลับมา ยิ้มให้เขาอย่างที่ตัวเองคิดว่าอ่อนโยน “เจ้าลองพูดใหม่อีกรอบ อย่าให้ตกหล่นแม้แต่รายละเอียดเดียว”
แสงเทียนในห้องถูกลมพัดจนวูบไหว บังเอิญเงาสายหนึ่งพาดผ่านรอยยิ้มของฉินเหยาพอดี ทำให้เห็นฟันขาววาววับ หลิวเฝยเห็นแล้วตัวสั่นสะท้านอย่างแรง
เขาไม่แน่ใจว่าพี่สะใภ้สามโกรธหรือไม่จึงพยายามนึกย้อนถึงกระบวนการที่ตนเองไปจวนองค์หญิงเมื่อตอนพลบค่ำ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่พลาดรายละเอียดใดๆ
“เมื่อวานหลังจากคิดบัญชีกับห้างการค้าฟู่หลงเสร็จแล้ว ข้าก็แยกเงินส่วนที่จะให้พี่สะใภ้สามกับส่วนของจวนองค์หญิงออกจากกันห่อเอาไว้…ของที่ส่งไปจวนองค์หญิงข้าใช้ผ้าต่วนสีแดงห่อตลอด ใส่ไว้ในตะกร้าแล้วทับด้วยกระดาษหยาบสีเหลืองอีกชั้น…”
“รู้ว่าวันนี้ต้องไปจวนองค์หญิง ข้าจึงออกจากร้านมาตั้งแต่เที่ยง ไปแจ้งพ่อบ้านประตูหลังของจวนองค์หญิงก่อน นัดแนะเวลากันเรียบร้อย ข้าก็หิ้วกระดาษหยาบที่เตรียมไว้มุ่งหน้าไปยังจวนองค์หญิง…”
เพราะมีประสบการณ์จากครั้งแรกแล้ว ครั้งนี้เขาจึงยังเข้าทางประตูหลัง
ทว่าหลังจากพ่อบ้านที่นัดไว้ปรากฏตัวกลับไม่ยอมให้เขาเข้าประตูแล้วก็ไม่รับเงินสินน้ำใจที่เขาให้ด้วย พูดอย่างไรก็ไม่ยอมให้เขาเข้าประตู
เขาเดาว่า เรื่องนี้ต้องมีลับลมคมในแน่นอน
หลังลองหยั่งเชิงอยู่นาน พ่อบ้านผู้นั้นถึงบอกเขาว่า ราชบุตรเขยของพวกเขากลับมาจากเรือนพักต่างอากาศแล้ว องค์หญิงต้องหลีกเลี่ยงข้อครหาจึงไม่สะดวกพบปะบุรุษภายนอก
พูดมาถึงตรงนี้ คำใบ้ก็ชัดเจนมากแล้ว
แต่หลิวเฝยในตอนนั้นยังตีความไม่ออก เพราะ…องค์หญิงใหญ่ยังต้องหลีกเลี่ยงข้อครหาเพื่อราชบุตรเขยอีกหรือ เรื่องแบบนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนจริงๆ
สุดท้ายยื้อยุดฉุดกระชากกับพ่อบ้านอยู่นาน พ่อบ้านถึงได้หลุดปากออกมาว่า “องค์หญิงไม่สะดวกพบบุรุษภายนอก เจ้าก็ให้เถ้าแก่เนี้ยของพวกเจ้ามาแทนก็สิ้นเรื่องไม่ใช่หรือ!”
หลิวเฝยถึงได้ถึงบางอ้อ ที่แท้ก็รออยู่ตรงนี้นี่เอง!
คนใหญ่คนโตพวกนี้ มีอะไรก็พูดตรงๆ ไม่ได้หรือไร
ต้องให้คนคอยเดา พูดอ้อมค้อมอยู่ตั้งครึ่งค่อนวัน นึกว่าทุกคนเป็นพยาธิในท้องพวกนางหรือ ถึงจะเดาใจได้ถูกเป๊ะน่ะ
เกิดเดาไม่ถูกขึ้นมา มิใช่ว่าจะเกิดเรื่องผิดพลาดใหญ่หลวงหรอกหรือ!
หรือว่าพวกชนชั้นสูงล้วนชอบทำตัวแบบนี้ เพื่อให้ดูสูงส่งลึกล้ำเข้าถึงยาก?
ไม่มีการเปรียบเทียบก็ไม่มีความเจ็บปวด หลิวเฝยพลันค้นพบว่า พี่สะใภ้สามของตนช่างเป็นคนดีจริงๆ มีอะไรก็พูดตรงๆ ไม่เคยให้ลูกน้องต้องมานั่งเดาใจ
แต่องค์หญิงใหญ่ไม่ใช่คนที่ชาวบ้านตัวเล็กๆ อย่างเขาจะวิพากษ์วิจารณ์ได้ หลิวเฝยก็ได้แต่บ่นในใจประโยคสองประโยคเท่านั้น
ฉินเหยาฟังคำบอกเล่าของหลิวเฝยจบด้วยความเงียบแล้วยิ่งเงียบงันเข้าไปอีก
จู่ๆ นางก็นึกถึงวันที่ไปส่งซื่อเหนียงลงทะเบียนที่สำนักศึกษาสตรีขึ้นมา ประโยคที่มู่หลิงทิ้งท้ายกับนางไว้ก่อนจากไปว่า “ครั้งนี้ไม่เจอ ครั้งหน้าก็ต้องได้เจอ” นั้นหมายความว่าอย่างไร
ดูท่า ตั้งแต่นางเข้าเมืองหลวง องค์หญิงก็รอให้นางไปหาถึงที่อยู่แล้ว
ไม่ต้องคิดเลย ต้องเป็นความคิดของมู่หลิงสตรีผู้นั้นแน่ ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเล่นงานนางสินะ!
แอบทำงานให้องค์หญิงลับหลังพอได้ ฉินเหยาไม่มีข้อโต้แย้งเพราะอย่างไรก็ยังต้องพึ่งพาบารมีคนอื่น
แต่ถ้าให้นางเข้าจวนองค์หญิง ไปยืนรับใช้ข้างกายองค์หญิงอย่างเปิดเผย ความเสี่ยงก็จะพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
หลิวเฝยเห็นฉินเหยานิ่งไปนานก็อดถามไม่ได้ว่า “พี่สะใภ้สาม เช่นนั้นท่านจะไปหรือไม่ขอรับ”
เขาไม่รู้ว่าองค์หญิงจะทำอะไร แต่เขารู้ว่า ถ้าคนธรรมดาได้รับเชิญจากองค์หญิงเช่นนี้ คงดีใจจนเนื้อเต้นไปนานแล้ว
นั่นคือองค์หญิงใหญ่ผู้มีอำนาจล้นฟ้าเชียวนะ หากไปต้องตานางเข้า แค่เศษเงินที่ร่วงหล่นมาจากซอกนิ้วของนาง สำหรับชาวบ้านอย่างพวกเขาแล้ว นั่นล้วนเป็นความมั่งคั่งมหาศาล!
แต่พี่สะใภ้สามของเขานอกจากจะไม่ดีใจแล้ว สีหน้ายังยิ่งมืดครึ้มลงเรื่อยๆ
ฉินเหยาครุ่นคิดครู่หนึ่ง พ่นลมหายใจที่ขุ่นมัวออกมา เก็บธนบัตรทั้งหมดแล้วพูดกับหลิวเฝยว่า
“เรื่องนี้ข้าจัดการเอง เจ้าไม่ต้องกังวลแล้ว”
“จริงสิ มาเมืองหลวงก็นานขนาดนี้แล้ว มีแผนอะไรบ้างหรือไม่ คำพูดที่ข้าเคยพูดไว้ยังเป็นผลนะ หากเจ้าหาสิ่งที่อยากทำได้แล้วก็บอกมาตรงๆ พี่สะใภ้จะสนับสนุนเจ้าเต็มที่”
ฉินเหยาเปลี่ยนเรื่อง นางไม่อยากคิดเรื่องน่าปวดหัวของจวนองค์หญิงในตอนนี้
พอพูดถึงเรื่องนี้ หลิวเฝยก็หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง
เขานั่งลงใหม่อีกครั้ง พูดอย่างขัดเขินเล็กน้อยว่า “ข้าอยากจะเปิดร้านสักร้านขอรับ ทำการค้าเกี่ยวกับสตรี มีความคิดผุดขึ้นมาหลายอย่าง แต่ข้ายังคิดไม่ออกว่าสรุปแล้วจะทำอันไหนดี กำลังสังเกตการณ์อยู่…”
ระหว่างพูดก็เผลอทิ้งน้ำหนักแขนลงบนขอบโต๊ะเล็กโดยไม่รู้ตัว
ชั่วแวบหนึ่ง หลิวเฝยเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ แต่ในหัวมัวแต่คิดเรื่องเปิดร้าน ความคิดนั้นจึงแวบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
จากนั้น…
“โครม!” เสียงดังสนั่น โต๊ะใต้แขนของเขาเอียงวูบอย่างกะทันหัน พาให้ทั้งคนทั้งคนถลาตัวลงไปข้างล่างอย่างควบคุมไม่ได้
ตามมาด้วยหลิวเฝยที่ล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นอย่างทุลักทุเลตามโต๊ะเล็กที่แตกกระจายเสียงดังลั่น!
เสียงดังไม่น้อย ทุกคนในสวนหลังบ้านต่างก็พากันวิ่งเข้ามา
หลิวจี้ไม่ใช่คนที่มาถึงเร็วที่สุด แต่เสียงดังที่สุด
“เมียจ๋า เจ้าเป็นอะไรไป!”
เขาวิ่งหน้าตั้งเข้ามา พอสายตาที่ตื่นตระหนกเห็นหลิวเฝยนอนกองอยู่กับพื้นก็ผ่อนคลายลงทันที
“ไม่ใช่เมียจ๋านี่นา งั้นก็ไม่เป็นไรแล้ว” หลิวจี้โบกมือไล่พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ตามมาข้างหลัง “แยกย้าย!”
หลิวเฝยมองด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ อย่างน้อยก็พ่อเดียวกัน จะไม่ช่วยพยุงเขาหน่อยหรือ
ไม่นาน ในห้องโถงก็เหลือเพียงฉินเหยากับหลิวเฝยสองคน
ฉินเหยาดึงหลิวเฝยที่กำลังอึ้งให้ลุกขึ้นจากพื้นอย่างจนใจแล้วไล่ให้เขากลับห้องไปพักผ่อน
ส่วนตัวเองก็เก็บกวาดเศษแผ่นไม้ที่แตกหัก ขนไปไว้ในห้องครัว เอาไปใช้ประโยชน์เผาเป็นฟืนได้อีก
ออกมาจากห้องครัวก็เจอกับศีรษะของหลิวจี้ที่ยื่นออกมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นเข้าพอดี
ฉินเหยาเขกหน้าผากนั้นดัง “โป๊ก” แล้วถามอย่างหมั่นไส้ว่า “เจ้าแยกย้ายไปแล้วไม่ใช่หรือ”
“นี่ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงเมียจ๋าหรือไง” หลิวจี้ลูบหน้าผากเดินตามนางมา เบิกตากว้างถามว่า
“เมียจ๋า ทำไมเจ้าถึงพังโต๊ะล่ะ ใครทำให้เจ้าไม่พอใจหรือ”
ไม่รอให้ฉินเหยาตอบ เขาก็ฟันธงฉับกล่าวว่า “ต้องเป็นเจ้าเด็กหลิวเฝยนั่นที่ทำให้เจ้าโมโหแน่ๆ ใช่ไหม ข้าจะไปลากตัวเจ้าเด็กนั่นมาเดี๋ยวนี้!”
พูดจบก็คว้าไม้แขวนโคมไฟข้างประตูเตรียมจะบุกไปที่เรือนรับรอง
“หยุดนะ!”
ฉินเหยาเอ่ย “ไสหัวกลับมาเดี๋ยวนี้!”
“ได้จ้า~” หลิวจี้รีบวางไม้ลงแล้ววิ่งกลับมาหานางทันควัน
มองดูสายตาที่จริงใจนั่น ความหงุดหงิดในใจของฉินเหยาก็เจือจางลงไปมากอย่างบอกไม่ถูก
นางสั่งให้เขาไปตักน้ำล้างเท้ามาให้ ระหว่างแช่เท้าก็คิดจินตนาการไปว่า หากปฏิเสธคำเชิญขององค์หญิงใหญ่จะมีจุดจบเช่นไร
แล้วก็… นอนเอกเขนกอย่างสบายอารมณ์ภายใต้ฝีมือนวดอันยอดเยี่ยมของหลิวจี้
ก่อนจะเคลิ้มหลับ ยังไม่ลืมกำชับหลิวจี้ประโยคหนึ่ง “พรุ่งนี้ข้าจะไปจวนองค์หญิงใหญ่สักหน่อย หากก่อนยามห้ามออกจากเคหสถานข้ายังไม่กลับมา พวกเจ้าก็เก็บข้าวของหนีไปซะ”
ห่มผ้าปุ๊บก็หลับเป็นตายทันที
หลิวจี้เงยหน้าขึ้นด้วยความสยดสยอง อะไรนะ!!!