ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 728 ร้านสระผม
ตอนที่ 728 ร้านสระผม
“ปัง ปัง ปัง!”
ประตูใหญ่บ้านฉินเหยาถูกคนทุบเสียงดังสนั่น
ขอบฟ้าเพิ่งทอแสงรำไร ยามห้ามออกจากเคหสถานเพิ่งจะถูกยกเลิก ฉินเหยากำลังเตรียมจะนอนต่ออีกสักตื่น เห็นทีคงจะไม่ได้นอนเสียแล้ว
นางลุกขึ้นนั่งบนเตียง ได้ยินเสียงอินเยว่และต้าหลางที่กำลังฝึกวรยุทธ์ยามเช้าอยู่หน้าเรือนเดินไปเปิดประตู ในใจก็ยังนึกสงสัยว่า ใครกันที่มาหามารดาอย่างเปิดเผยแต่เช้าตรู่ปานนี้เพื่อจ้างวานฆ่าคน?
เสียงร้องด้วยความประหลาดใจว่า “อาเล็ก” ดังมาจากเรือนส่วนหน้า
ฉินเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ที่แท้ก็ไม่ได้มาหามารดาเพื่อจ้างวานฆ่าคนหรอกหรือ
ล้วนเป็นความผิดของตาแก่กงเหลียงเหลียวนั่น ที่ให้หลิวจี้มาแจ้งข่าวทำนองที่ว่า “ก่อนที่คดีอ๋องเฟิงจะตัดสิน ห้ามติดต่อกับซือคงเจี้ยนหรือคนของทหารม้าเกราะดำเด็ดขาด” ทำเอานางนึกว่ายังมีกลุ่มที่สามจะมาหาตัวเอง
ฉินเหยาสวมเสื้อผ้าเสร็จ ก้าวลงจากเตียง เสียงอันตื่นเต้นของหลิวเฝยก็ดังเข้ามาจากหน้าประตูห้องของนาง
“พี่สะใภ้สาม! ข้าคิดออกแล้ว ข้าจะเปิดร้านสระผมอย่างที่ท่านเคยเปรยไว้ก่อนหน้านี้นั่นแหละ ที่รับสระผมล้างหน้าเกล้าผมให้ลูกค้าโดยเฉพาะ ข้าวางแผนไว้แล้ว ชายหญิงจะไม่ปะปนกัน แยกเป็นสองห้อง รับลูกจ้างชายและหญิงแยกกัน…” ฯลฯ
หลิวเฝยร่ายยาวออกมาชุดใหญ่โดยไม่พักหายใจ จากนั้นจึงสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วหยุดปาก เห็นได้ชัดว่าตื่นเต้นจริงๆ
ฉินเหยาล้างหน้าบ้วนปากเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อเปิดประตูห้องก็สบเข้ากับใบหน้าที่แดงซ่านเพราะความตื่นเต้นของเด็กหนุ่ม เห็นเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำในดวงตาของเขาจึงถามด้วยความแปลกใจว่า
“เจ้าคงไม่ได้อดหลับอดนอนทั้งคืน เพื่อรอให้พ้นช่วงยามห้ามออกจากเคหสถานแล้วมาแจ้งข่าวดีนี้กับข้าหรอกกระมัง”
ดวงตาของหลิวเฝยประกายวูบ สีหน้าฟ้องว่าท่านรู้ได้อย่างไร จากนั้นก็พยักหน้ารัวเร็ว
ก่อนจะถามต่อด้วยความคาดหวังว่า “พี่สะใภ้สาม ท่านคิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง”
“อะไรคือคิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง” หลิวจี้ที่สวมเสื้อคลุมตัวนอกบางเบาเดินมาด้วยใบหน้าง่วงงุน สวมรองเท้าผ้าพุ่งพรวดมาตรงหน้าหลิวเฝย คว้าคอเสื้อเขาแล้วลากถอยหลังไปหลายก้าว กล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงอันตรายว่า “ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน”
หลิวเฝยถึงได้รู้สึกตัวว่าการกระทำของตนไม่เหมาะสมจึงรีบประสานมือขออภัยไปทางฉินเหยา
เพียงอึดใจต่อมาก็ถามด้วยความคาดหวังต่อว่า “พี่สะใภ้สาม ท่านคิดว่าหากข้าเปิดร้านรับจ้างสระผมจะเป็นอย่างไร”
ฉินเหยาพิงกรอบประตูถาม “เจ้าไปดูลาดเลามาหรือยัง มีลู่ทางไหม แต่ก่อนไม่เคยมีร้านเช่นนี้มาก่อน เจ้าแน่ใจหรือว่าผู้คนจะยอมรับสิ่งใหม่นี้ได้”
หลิวเฝยพยักหน้า “ขอแค่แยกเขตชายหญิง ราคาย่อมเยาก็น่าจะมีคนไม่น้อยที่ยอมรับได้”
อันที่จริงวันนั้นหลังจากที่พี่สะใภ้สามพูดเรื่องสระผมกับเขา พอกลับไปยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้มีลู่ทางหาเงิน
สองวันที่ผ่านมาที่ไม่ได้มาฝากท้องที่บ้านพี่สะใภ้ ก็เพื่อไปเดินสำรวจตามที่ต่างๆ ในเมืองนี่แหละ
เมื่อก่อนไม่เคยได้สังเกตจึงไม่ได้รู้สึกว่าการสระผมมีความพิเศษอันใด
อย่างไรเสียผู้คนก็มักพูดรวมๆ ว่าอาบน้ำ ยามชำระกายก็สระผมควบคู่กันไปเลย
แต่คราวนี้เขาสังเกตอย่างละเอียด ถึงได้พบว่า แท้จริงแล้วหลายคนเพื่อความสะดวก จะเลือกสระเพียงแค่ผมโดยไม่ชำระร่างกาย
โดยเฉพาะยามนี้เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนอากาศอบอ้าว ขยับตัวเพียงเล็กน้อยเหงื่อก็ท่วมร่าง ร่างกายยังพอเช็ดทำความสะอาดได้ แต่เส้นผมกลับจัดการได้ยาก
ชาวแคว้นเซิ่งไม่ว่าบุรุษหรือสตรีล้วนนิยมเกล้าผมทรงสูงที่ซับซ้อนงดงามซึ่งเป็นที่แพร่หลายในหมู่ชนชั้นสูง กระทั่งชาวบ้านร้านตลาดต่างก็แข่งกันเลียนแบบ
อีกทั้งการทำผมทรงสูงแต่ละครั้งสิ้นเปลืองทั้งแรงและเวลา หากเพียงเพราะเหงื่อออกเล็กน้อยแล้วต้องรื้อออกมาสระหวีใหม่ก็ดูจะได้ไม่คุ้มเสีย
ดังนั้นส่วนใหญ่ผ่านไปสิบวันหรือครึ่งเดือนถึงจะยอมรื้อผมทรงสูงที่ซับซ้อนออกมาสระสางสักครั้ง
สระสาง…มีทั้งสระและหวี ในท้องตลาดมีหญิงสูงวัยที่รับจ้างเกล้าผมโดยเฉพาะอยู่ไม่น้อย ผู้ที่ฐานะทางบ้านดีสักหน่อยล้วนมักจะไปหาหญิงรับจ้างเหล่านี้ให้ช่วยเกล้าผมให้และถือโอกาสซื้อเครื่องประดับผมบนแผงของพวกนางติดไม้ติดมือกลับไปสักชิ้นสองชิ้น
มิหนำซ้ำคนที่ฐานะทางบ้านดียิ่งกว่านั้น ยังนิยมจ้างหญิงรับจ้างไปที่บ้านโดยเฉพาะ หนึ่งเดือนไปเพียงสองครั้ง แต่คิดเงินเป็นรายเดือน นับว่าคุ้มค่ากว่าซื้อสาวใช้ข้างกายที่เกล้าผมเป็นมาไว้สักคนมากนัก
หลิวเฝยเล่าว่า สองวันมานี้เขาพกสมุดเล่มหนึ่งไปตามจดบันทึกหญิงรับจ้างเกล้าผมที่มีชื่อเสียงในเมืองนี้ไว้จนครบถ้วน แต่ละวันพวกนางรับลูกค้ากี่คน ลูกค้าแต่ละคนใช้จ่ายเงินเท่าไหร่ล้วนแจกแจงออกมาได้อย่างชัดเจน
เรื่องนี้หากไม่คำนวณคงไม่รู้ ทว่าพอคำนวณดูแล้วทำเอาตกใจแทบแย่
หลิวเฝยล้วงสมุดเล่มเล็กที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อออกมา เบียดพี่สามที่ยืนขวางทางอยู่ด้านหน้าด้วยท่าทีอิดออดไม่ยอมไปอ่านหนังสือออกไปแล้วขยับมายืนตรงหน้าฉินเหยา ชี้ไปที่สมุดพลางกล่าวอย่างเก็บความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ว่า
“พี่สะใภ้สามท่านดู นี่คือหญิงรับจ้างที่โด่งดังที่สุดในตลาดทิศใต้ เปิดร้านที่สวนหลังบ้านของตนเองอย่างเป็นสัดส่วน ทั้งยังขึ้นป้ายร้าน นางรับลูกค้าได้วันละห้าหกคน รายหนึ่งใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยาม สนนราคาอยู่ที่หนึ่งร้อยถึงสองร้อยเหวิน มิหนำซ้ำยังแถมปิ่นไม้ให้ลูกค้าอีกสองสามอัน…”
สมมติว่าวันหนึ่งรับลูกค้าแน่นอนห้าคน แต่ละคนใช้จ่ายหนึ่งร้อยห้าสิบเหวิน เท่ากับว่าหนึ่งวันจะหาเงินได้เจ็ดร้อยห้าสิบเหวิน หนึ่งเดือนก็เป็นเงินยี่สิบสองตำลึงห้าเฉียน!
แน่นอนว่า นี่คือหญิงรับจ้างที่กิจการรุ่งเรืองที่สุดและมีหน้ามีตาที่สุด
นอกจากนี้ยังมีพวกที่ชื่อเสียงรองลงมาและคิดค่าบริการถูกกว่า
หญิงรับจ้างเหล่านี้วันหนึ่งรับลูกค้าได้สิบกว่าคน คิดค่าบริการคนละยี่สิบถึงห้าสิบเหวินแม้ไม่แถมปิ่น แต่จะวาดฮวาเตี้ยน หรือแต้มชาดให้ลูกค้าแบบไม่คิดเงิน เป็นต้น อาศัยเน้นปริมาณ กิจการก็ดีเยี่ยมเช่นกัน
พอคำนวณแบบนี้ สมมติว่าวันหนึ่งมีลูกค้าสิบคน แต่ละคนใช้จ่ายเฉลี่ยสามสิบเหวินวันหนึ่งก็จะได้สามร้อยเหวิน เดือนหนึ่งก็เป็นเงินเก้าตำลึง
ส่วนต้นทุน แทบเป็นศูนย์ เพียงแค่ต้องเตรียมชาดแป้งหอมและน้ำมันใส่ผม รวมถึงพวกผมเสริมทรงเอาไว้
พวกนี้ล้วนเป็นของที่ซื้อเพียงครั้งเดียวแต่ใช้ได้นาน เมื่อนำมาหารเฉลี่ยแล้วต้นทุนต่อวันจึงต่ำมาก
หลิวเฝยสรุปว่า “หญิงรับจ้างเหล่านี้รับเพียงแค่การแต่งหน้าทำผม ไม่ดูแลเรื่องสระผม ดังนั้นข้าคิดว่าถ้าเราเปิดร้านที่บริการเริ่มตั้งแต่สระผมไปจนถึงเกล้าผมแล้วก็แต่งหน้า เหมือนที่พี่สะใภ้สามท่านเคยพูดว่าบริการแบบครบวงจรเช่นนั้น แล้วขายพวกชาด แป้งหอม และปิ่นปักผมดอกไม้ผ้าควบคู่ไปด้วย ไม่แน่ว่าอาจจะทำกำไรได้มหาศาลเลยนะขอรับ!”
หลิวเฝยพลิกสมุดเล่มเล็กกลับด้าน ชี้ไปที่แบบร่างที่ตนเองอดหลับอดนอนเขียนไว้เมื่อคืนแล้วพูดว่า
“พี่สะใภ้สามท่านดู นี่คืออัตราราคาที่ข้ากำหนดไว้ ค่าสระสางพื้นฐานคิดแค่สามสิบเหวิน เกล้ามวยง่ายๆ ให้ หากต้องการทำทรงซับซ้อนก็จะแบ่งเป็นอีกสามระดับ บวกเพิ่มอีกยี่สิบ ห้าสิบและหนึ่งร้อยเหวินตามลำดับ…”
หลิวเฝยพร่ำบรรยายไป ฉินเหยาก็ไล่สายตาอ่านแผนงานคร่าวๆ ที่เขียนไว้ในสมุดของเขาไปด้วย
เรื่องอื่นพักไว้ก่อน แต่การรู้จักสำรวจตลาดและทำตารางแผนงานเช่นนี้ ดูท่าการติดตามเถ้าแก่ห้างการค้าฟู่หลง คงได้เรียนรู้วิชาติดตัวมาไม่น้อยจริงๆ
มาเมืองหลวงตั้งนานยังไม่ได้เขียนจดหมายหาชิวเยี่ยนเถ้าแก่ใหญ่ของห้างการค้าเลย ฉินเหยาตัดสินใจว่าคราวหน้าตอนส่งจดหมายไป จะถือโอกาสส่งของขวัญไปให้เขาด้วยเพื่อขอบคุณที่ช่วยอบรมสั่งสอนเด็กในบ้านของนาง
แผนงานฉบับนี้ของหลิวเฝยทำได้ละเอียดยิ่งนัก ละเอียดถึงขั้นเขียนวิธีการทำให้ผมเปียกแห้งเร็วขึ้นไว้ถึงครึ่งหน้ากระดาษ
อาทิฤดูหนาวสามารถใช้ผ้าขนสัตว์ที่ซับน้ำได้ดีมาซับน้ำส่วนเกินออกก่อน จากนั้นใช้เตาถ่านอังผมและใช้แรงคนช่วยสะบัดเส้นผม เพื่อรับรองว่าจะแห้งได้ทันใจ
ส่วนฤดูร้อนไม่กลัวเย็น สามารถใช้พัดมือหมุนขนาดใหญ่แล้วใช้คนสี่ห้าคนช่วยกันออกแรงพัดเป่าผม เป็นต้น
เด็กหนุ่มวางแผนงานมาถึงขั้นนี้แล้ว ฉินเหยาเห็นว่าถ้าตนไม่สนับสนุนสักหน่อยก็คงจะไม่เหมาะ
อีกทั้งพอนางพิจารณาแผนงานคร่าวๆ เหล่านี้แล้วก็รู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก หากทำสำเร็จ มันจะเป็นกิจการที่กอบโกยเงินได้จริง
ฉินเหยาปิดสมุดเล่มเล็กลงแล้วส่งคืนให้หลิวเฝยที่กำลังรอฟังผลอย่างใจจดใจจ่อ ก่อนจะโบกมือทีหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“พี่ชายข้าซื้อร้านค้าให้ข้าสองห้อง ห้องหนึ่งมีสองชั้น อีกห้องเป็นห้องโถงโล่งชั้นเดียว ตอนนี้ผู้เช่าห้องโถงนั้นบ่นว่าค่าเช่าแพงจึงไม่คิดเช่าต่ออีกแล้ว อีกประเดี๋ยวข้าจะมอบสัญญาเช่าร้านนี้ให้เจ้า เจ้าไปจัดการเรื่องส่งมอบกับผู้เช่าคนนั้นเอง”
“ส่วนเรื่องที่เหลือก็จัดการเองตามสมควรเถอะ”