ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 727 เกลือเป็นหนอน
ตอนที่ 727 เกลือเป็นหนอน
ไป๋เฮ่อไม่รู้ว่าทำไมฉินเหยาถึงแสดงสีหน้าปวดใจเพียงนั้นออกมา แต่เขามั่นใจว่าสามารถจ้างนางได้
เขาเอ่ยอย่างจริงใจยิ่ง “ข้ารู้ว่าค่าตัวเจ้าแพง แต่ไม่ได้สืบดูให้แน่ชัด ดังนั้นเจ้าเรียกราคามาเถิด”
ฉินเหยาจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความเสียดาย “เสียใจด้วย ช่วงนี้ข้าไม่สนใจเรื่องเงินทอง”
ไป๋เฮ่อไม่ยอมแพ้ หย่อนเหยื่อล่อออกไป “กิจการเหมืองเกลือของพี่ชายเจ้าที่ตะวันตกเฉียงเหนือไม่ได้มั่นคงนักหรอกนะ”
ฉินเหยาใจกระตุกวูบ ไม่ได้ตอบรับ แต่รอให้เขาพูดต่อ
“ดังนั้นหากข้อตกลงระหว่างเจ้ากับข้าครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ข้ารับรองได้ว่าการค้าเหมืองเกลือของพี่ชายเจ้าที่ตะวันตกเฉียงเหนือจะดำเนินไปได้อย่างยืนยาวและราบรื่น”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาจงใจหยุดไปครู่หนึ่ง ดวงตากลมโตดั่งระฆังทองแดงเพียงคู่เดียวที่โผล่พ้นผ้าปิดหน้าออกมาจ้องมองฉินเหยาราวกับมั่นใจในผลสำเร็จของการเจรจาครั้งนี้
รอยยิ้มตามมารยาทเพียงน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่บนใบหน้าของฉินเหยาเลือนหายไปทันควัน นางเอ่ยขึ้นเสียงเบาว่า “ท่านรู้หรือไม่ ในสถานการณ์เช่นนี้ การที่ท่านบุกเข้ามาในบ้านข้ายามวิกาล ต่อให้ข้าฆ่าท่านทิ้งเสียก็ไม่มีใครล่วงรู้?”
หนังตาของไป๋เฮ่อกระตุกรัว แต่ก็กลับมาสงบนิ่งได้ในไม่ช้า
แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าการบุ่มบ่ามเข้ามาเยือนนั้นอันตรายเพียงใด แม้แต่ตอนส่งคนรับใช้มาดูลาดเลา ยังให้ซุ่มดูอยู่ห่างๆ ในตรอกตรงข้ามบ้านฉินเหยาเท่านั้น ไม่กล้าเข้าใกล้
แต่เรื่องบางเรื่องก็ไม่อาจห่วงความปลอดภัยส่วนตนได้
“ตอนข้ามา ลูกน้องคนสนิทของข้าหลายคนต่างก็รับรู้ หากก่อนฟ้าสางยังไม่เห็นข้าก้าวออกไปจากลานบ้านแห่งนี้ ย่อมต้องมีคนมาแก้แค้นแทนข้า” ไป๋เฮ่อพูดอย่างมั่นใจ
ฉินเหยาแค่นเสียงอยู่ในลำคอ สายตาพลันเบนไปมองแตงโมที่ยังกินไม่หมดบนโต๊ะเตี้ยในโถง จู่ๆ นางก็ถามขึ้นว่า “ท่านอยากกินอะไรหน่อยหรือไม่”
ไป๋เฮ่อมองนางอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่านางมีเจตนาใด
ทว่าฉินเหยาก็ยังเดินเข้าไป ยกจานแตงโมที่หั่นเรียบร้อยแล้วมายื่นให้เขา “กินสักสองสามชิ้นหรือไม่”
ไป๋เฮ่อทำท่าจะปฏิเสธตามสัญชาตญาณ ฉินเหยาก็หัวเราะออกมา “วางใจเถอะ ข้าไม่ได้วางยาพิษ เพียงแต่แตงนี่หากวางข้ามคืนแล้วรสชาติจะเสียน่ะ”
ดังนั้นนางจึงยึดมั่นในคติอันดีงามที่ไม่ยอมทิ้งขว้าง แบ่งแตงโมที่เหลือให้เขาอย่างใจกว้าง
แตงโมเนื้อแดงสดถูกหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม วางซ้อนกันอยู่ในจานกระเบื้องเคลือบสีขาว ต้องแสงเทียนดูแวววาวโปร่งใส หวานฉ่ำน่ากิน
ไป๋เฮ่อที่ซุ่มอยู่มุมกำแพงบ้านฉินเหยามาตั้งแต่หัวค่ำลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สุดท้ายก็ปลดผ้าดำคลุมหน้าออก รับแตงโมจากมือฉินเหยาไป ใช้ส้อมจิ้มกินแตงโมในจานจนหมดอย่างรวดเร็วแล้วคืนจานเปล่าให้นาง
ฉินเหยาสะบัดมือทีหนึ่ง จานก็ลอยกลับไปวางลงบนโต๊ะในห้องโถงอย่างแผ่วเบา ควบคุมพลังได้อย่างยอดเยี่ยมจนกระทั่งไร้สุ้มเสียงใด
แม้จะรู้ว่านางร้ายกาจ ไป๋เฮ่อก็ยังอดตื่นตระหนกในใจไม่ได้
“ท่านกลับไปเสียเถอะ”
เมื่อของกินหมดแล้ว ฉินเหยาก็ผายมือส่งแขกทันที
ไป๋เฮ่อชะงัก “เจ้า!”
ฉินเหยายกมือห้ามไม่ให้เขาพูดกอดอกพลางกล่าวว่า “ต่างก็เป็นบ่าวรับใช้ ข้าเข้าใจความลำบากใจของท่าน แต่สถานการณ์ตรงหน้านี้ชัดเจนอย่างยิ่ง ข้าจะไม่ช่วยฝ่ายที่ต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน”
“จริงสิ ราชครูไม่ได้เป็นพวกเดียวกับนายของพวกท่านหรอกหรือ ทำไมท่านไม่ไปหาเขาเล่า หรือว่าพวกท่านแตกหักกันไปแล้ว มีเรื่องบาดหมางกัน?” ฉินเหยายังไม่ลืมที่จะยุแยง กึ่งหยอกล้อกึ่งหยั่งเชิง
ใบหน้าของไป๋เฮ่อมืดครึ้มลงทันที ไม่ได้สนใจคำยุยงของนาง
แต่ประโยคที่นางพูดว่าเป็นฝ่ายที่ต้องพ่ายแพ้นั้นกลับจุดชนวนโทสะเขาเข้าอย่างจัง
“เจ้าบอกว่าฝ่ายข้าต้องพ่ายแพ้?” เสียงของไป๋เฮ่อคำรามต่ำออกมาจากลำคอ เบิกตากว้าง ท่าทางราวกับจะบีบคอฉินเหยาให้ตายคามือ
องค์รัชทายาทของพวกเขาต่างหากคือสายเลือดที่ถูกต้องตามครรลอง!
ยามนี้ฝ่าบาทเหลือรัชทายาทเป็นพระโอรสเพียงองค์เดียว ต่อให้ในเรื่องของอ๋องเฟิง องค์รัชทายาทจะพลั้งเผลอทำเรื่องวู่วามไปชั่วขณะ แต่ก็ไม่ถึงกับสูญเสียความโปรดปรานไปแล้วจะพ่ายแพ้ได้อย่างไร!
เขาไม่ต้องเอ่ยปาก แค่มองสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไปมาไม่หยุดนั้น ฉินเหยาก็เดาออกว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่
ยังคงถือคติเดิม ไว้ไมตรีวันหน้าจะได้มองหน้ากันติด วันนี้นางอารมณ์ดีจึงหวังดีเตือนสติสักประโยค
“หากไม่แพ้แล้วท่านจะร้อนรนไปไย มาหาข้าเพื่อเหตุใด ไม่ใช่ว่าท่านต้องการจ้างวานข้าให้ไปลอบสังหารอ๋องเฟิงหรือไม่ก็หวังจิ่นหรอกหรือ”
คำถามรัวเป็นชุดของฉินเหยาทำเอาไป๋เฮ่ออับจนถ้อยคำ
เขาตั้งใจจะมาจ้างวานนางให้ไปสังหารหวังจิ่นจริงๆ เพราะอย่างไรเสียยามนี้อ๋องเฟิงก็ยังถือว่าเป็นพันธมิตร ทั้งสองฝ่ายยังมิได้ฉีกหน้าแตกหักกัน
เพียงแต่เบื้องหลังหวังจิ่นจู่ๆ ก็มียอดฝีมือลึกลับไร้ที่มาปรากฏตัวขึ้น นักฆ่าทุกคนที่เขาส่งออกไปก่อนหน้านี้ล้วนไปแล้วไปลับมิได้หวนคืน
กระทั่งวันนี้ สายสืบมารายงานว่า พวกเขาคลาดสายตาจากคนผู้นั้น เป็นเหตุให้ขาดการติดต่อกับหวังจิ่นไปโดยสิ้นเชิง!
เมื่อข่าวนี้ล่วงรู้มาถึงหูไป๋เฮ่อ นี่นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขารู้สึกถึงความหวาดกลัวที่ถาโถมเข้ามา
แม้จะเคยบุกตะลุยในสนามรบเพียงลำพัง ตกอยู่ในสถานการณ์เป็นตายมาแล้วหลายครั้ง เขาก็ไม่เคยหวาดกลัวเท่านี้มาก่อน
เพราะกาลก่อนคนที่ต้องตายคือตัวเขาเอง ไม่ใช่องค์รัชทายาทของเขา
ฉินเหยาราวกับมองไม่เห็นอาการสั่นเทาเล็กน้อยของไป๋เฮ่อ ยังคงพูดต่อ
“ขอพักคดีของอ๋องเฟิงไว้ก่อน เรื่องคณะงิ้วทั้งคณะตายอย่างไม่เป็นธรรมก็เป็นความจริง โอรสสวรรค์ทำผิดโทษย่อมเท่าสามัญชน ความผิดนี้วางกองอยู่ตรงหน้าอย่างแจ่มแจ้งและพยานก็อยู่ในคุกที่ว่าการอำเภอของเมืองหลวง”
“องค์รัชทายาทของท่านก่อกรรมทำเข็ญถึงเพียงนี้ ท่านคิดว่าฝ่าบาทยังจะกางปีกปกป้องเขาได้อีกหรือ เหล่าขุนนางผู้ตรวจการในเมืองหลวงจะยอมปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือ อู่เซิงจะยอมกล้ำกลืนให้หัวหน้าคณะและพวกพ้องต้องมาตายเปล่าได้ลงคอเชียวหรือ”
อีกประการ การที่ไป๋เฮ่อร้อนใจจนต้องมาหานาง สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร
ย่อมต้องหมายความว่าพวกทหารม้าเกราะดำในตอนนี้ก็ยังหาตัวหวังจิ่นไม่เจอ หวังจิ่นย่อมปลอดภัยไร้กังวลและถือหลักฐานเอาไว้อย่างครบถ้วน
รอเพียงเวลาที่เหมาะสม เขาจะกลับมายังเมืองหลวงและทวงคืนความยุติธรรมให้อู่เซิง
“ใต้เท้าเฮ่อ เหล่าลูกน้องคนสนิทของท่าน คงเตรียมใจพร้อมที่จะตายแทนเจ้านายแล้วกระมัง”
ฉินเหยายิ้มหยัน “ยามสั่งการเจ้านายเป็นคนสั่ง แต่ว่าพอเกิดเรื่อง คนที่ต้องรับผิดแทนกลับเป็นบ่าวไพร่ วันนี้เป็นผู้อื่น วันหน้าอาจจะเป็นตัวท่านบ้างก็ได้”
“หากข้าเป็นท่าน ข้าจะหนีไปเสียตั้งแต่ตอนนี้” ฉินเหยายักไหล่ ทำท่าทางสบายๆ ราวกับเรื่องไม่ถึงตัว จะพูดจาเหลวไหลอย่างไรก็ได้
ไป๋เฮ่อโกรธจนกัดฟันกรอด เอ่ยแย้งด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างถึงที่สุดว่า “เจ้าไม่รู้สิ่งใดเกี่ยวกับองค์รัชทายาทของข้าสักนิด ดังนั้นอย่าได้พูดจาพล่อยๆ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้าไม่ไว้หน้าเจ้า!”
“องค์รัชทายาทของข้าปฏิบัติต่อผู้ใต้บัญชาอย่างดียิ่งเสมอมา สิ่งที่เจ้าพูดมาล้วนเป็นเรื่องโกหกพกลม พวกข้าล้วนเต็มใจพลีชีพเพื่อองค์รัชทายาท แม้ตายก็ไม่เสียดาย!”
ฉินเหยาแย้มยิ้มน้อยๆ “ดีๆๆ องค์รัทชายาทของพวกท่านมีท่านอยู่ นับเป็นวาสนาของเขาโดยแท้”
จะไม่ใช่ ‘วาสนา’ ได้อย่างไร หากองค์รัชทายาทผู้เปี่ยมเมตตาที่ไป๋เฮ่อกล่าวถึงทรงเป็นเช่นนั้นจริงๆ ถ้าอย่างนั้นคนที่ออกคำสั่งสังหารคนทั้งคณะงิ้วก็ย่อมต้องเป็นไป๋เฮ่อ!
เป็นเขาเองนั่นแหละที่ทำให้องค์รัชทายาทของเขาต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ไม่ใช่สิ
ยังมีซือคงเจี้ยนอีกคนหนึ่ง
คนหนึ่งเป็นถึงราชครู อีกคนเป็นถึงแม่ทัพทหารม้าเกราะดำกลับร่วมมือกันผลักดันให้เจ้านายที่พวกเขาจงรักภักดีต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นทุกวันนี้ได้อย่างงดงาม
ความจงรักภักดีของไป๋เฮ่อที่มีต่อรัชทายาทนั้นฉินเหยาไม่เคยสงสัย แต่ซือคงเจี้ยนน่ะหรือ…
“เกลือเป็นหนอนนะใต้เท้าเฮ่อ” ฉินเหยาพูดอย่างสมน้ำหน้า
ไป๋เฮ่อจับน้ำเสียงประชดประชันของนางได้ มือทั้งสองก็กำหมัดแน่น ลมหายใจที่พ่นออกมาจากจมูกร้อนระอุไปด้วยความโกรธ แทบอยากจะเผาฉินเหยาให้เป็นจุณ
ทว่าเมื่อเทียบกับความเกลียดชังที่มีต่อฉินเหยา เขาเกลียดตัวเองมากกว่าที่ก่อนหน้านี้หลงเชื่อซือคงเจี้ยนผู้นั้น!
“เรื่องในวันนี้ขอให้ถือเสียว่าไม่เคยเกิดขึ้น”
ไป๋เฮ่อเค้นประโยคนี้ลอดไรฟัน ดึงผ้าขึ้นปิดหน้า ก่อนจะเหินข้ามกำแพงสูงของบ้านนาง หายลับไปในความมืดมิดของค่ำคืนอย่างรวดเร็ว
ท่าทางรีบร้อนนั้นราวกับกลัวว่าหากถูกฉินเหยาค่อนขอดอีกสักสองสามประโยค เขาคงทนไม่ไหวจนเชือดคอตัวเองตายเพื่อชดใช้ความผิดเป็นแน่
ฉินเหยายักไหล่ เงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์เสี้ยวบนฟ้า รายต่อไปที่จะมาหานางจะเป็นใครกันนะ