ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 731 ไม่สะดวกเดินทาง
ตอนที่ 731 ไม่สะดวกเดินทาง
ด้วยเหตุฉะนี้ หลิวจี้และหลูเสี่ยวเฟิ่ง คู่หู ‘มังกรหมอบ หงส์ดรุณ’ จึงเริ่มชีวิตประจำวันในฐานะ ‘มัคคุเทศก์’ ที่ทั้งทุกข์ระทมและสุขสำราญไปพร้อมๆ กัน
ระยะแรก หลิวจี้และหลูเสี่ยวเฟิ่งต่างรู้สึกว่าภารกิจพาอ๋องฉ่านและองค์หญิงเที่ยวชมเมืองหลวงช่างเป็นงานที่หนักหนาสาหัสนัก
เพราะถึงอย่างไร ทั้งอ๋องฉ่านและองค์หญิงเป่ยหมานต่างก็เป็นบุคคลที่มิอาจล่วงเกิน จำต้องคอยปรนนิบัติอย่างระมัดระวัง หากมีสิ่งใดบกพร่องแม้เพียงเล็กน้อยว่ากันตามสถานเบาก็คือพวกเขาในฐานะผู้รับรองทำงานบกพร่อง
แต่หากว่ากันตามสถานหนัก นี่ย่อมหมายถึงแคว้นเซิ่งละเลยทูตที่มาเยือน หากข่าวแพร่งพรายออกไป แคว้นรอบข้างคงก่นด่าว่าแคว้นเซิ่งขาดความใจกว้างสมฐานะแคว้นมหาอำนาจเป็นแน่
อ้อ…ไหนจะต้องคอยหลบสายตาตื่นตะลึงระคนหลงใหลที่หูเหอถีเซียงส่งมาเป็นพักๆ อีก รสชาติของการถูกจ้องมองเช่นนี้ ผู้ใดเป็นคนปรนนิบัติย่อมรู้ซึ้งดี
โดยเฉพาะกับหลิวจี้ ผู้ชอบทำตัวโดดเด่นสะดุดตา แทบอยากจะรำแพนหางอวดโฉมประหนึ่งนกยูงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นับว่ายากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก
เขาต้องพึงสังวรเสมอว่าตนเป็นชายมีครอบครัวแล้ว ต้องระวังคำพูดระวังการกระทำอยู่เสมอไม่ให้ดูสง่างามจนเกินไป ป้องกันมิให้เสน่ห์ฟุ้งกระจายจนก่อให้เกิดโศกนาฏกรรม
ทว่า!
หลังจากคอยปรนนิบัติรับใช้ไปได้สักพัก พวกเขาก็พลันค้นพบว่า ทั้งอาหารเลิศรส สุราชั้นดีและที่เที่ยวสนุกๆ ล้วนไม่ต้องควักเงินจ่ายเองสักแดงเดียว
สุราหมักนานปีที่เก็บสะสมในหออันดับหนึ่งของเมืองหลวง อยากได้เท่าไหร่ก็มีเท่านั้น หากดื่มไม่พอยังสามารถนำกลับบ้านได้อีกด้วย
รายการอาหารขึ้นชื่อจากยอดพ่อครัวอันดับหนึ่ง ปรารถนากี่อย่างก็สั่งได้ ไม่อั้น กินกันจนกว่าจะอยากสำรอกออกมาเลยทีเดียว
ไหนจะพวกร้านภาพวาด โรงน้ำชา หอสมบัติ และอื่นๆ อีกมากมาย อยากได้สินค้าชั้นสูงเพียงใดก็ย่อมได้ ไม่ต้องต่อแถวรอเป็นปีเป็นชาติ เรียกช่างมาวาดหรือตีขึ้นรูปได้ทันที รับรองว่าของที่ส่งถึงมือยังอุ่นๆ อยู่เลย
ของดีเหล่านี้ ย่อมต้องให้อ๋องฉ่านกับองค์หญิงเลือกก่อน ส่วนที่เหลือก็จะตกเป็นรางวัลของพวกเขาเหล่า ‘ทูตต้อนรับ’
หลิวจี้เขย่าถุงเงินที่กลับมาพองโตอีกครั้งของตนเอง พลันรู้สึกว่าเงินก้นถุงหลายสิบตำลึงที่ถูกเมียจ๋าริบไปนั้นไม่ได้สลักสำคัญอะไรแล้ว
มิเพียงเท่านั้น ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ใด ผู้คนในที่นั้นต่างก็จะปลาบปลื้มยินดี นำพิธีการต้อนรับระดับสูงสุดออกมารับรอง ไม่กล้าละเลยแม้แต่น้อย
หลิวจี้ที่เป็นเพียงจวี่เหรินตัวจ้อย ถูกขานเรียกว่า ‘ใต้เท้าหลิว’ อยู่เนืองๆ ก็ทำเอาเขาทั้งลอบกระหยิ่มใจทั้งหวาดหวั่น กลัวว่าตนจะทำเกินหน้าเกินตาจึงได้แต่รีบปฏิเสธพัลวัน กล่าวว่าตนมิบังอาจ ให้เรียกเพียงชื่อแซ่ก็พอ
ผลปรากฏว่า ทางนี้เพิ่งจะกล่าวจบ ปากก็บอกว่าทราบแล้วๆ เข้าใจแล้วๆ
แต่พอหันหลังกลับไป บรรดาพ่อค้าหัวไวเหล่านั้นก็ฉวยจังหวะที่ไร้คนนอก แอบเรียกเขาว่าใต้เท้าหลิวอีก ช่างทำให้คนขัดเขินเสียจริงๆ~
ไหนจะทหารหญิงที่เดินลาดตระเวนตามท้องถนนเหล่านั้นอีกซึ่งเปลี่ยนจากนิสัยเดิมที่ชอบแทะโลมชายงามกลางถนน มาทักทายพวกเขาอย่างนอบน้อม
หากระหว่างท่องเที่ยวต้องการคนไปซื้อของ เพียงกวักมือเรียกทหารหญิงเหล่านี้ก็พร้อมขานรับ กุลีกุจอจัดการให้อย่างกระตือรือร้น ทำเอาพวกหลิวจี้รู้สึกได้รับเกียรติจนตระหนก
เนื่องจากปกติถ้าไม่อยู่บ้าน หลิวจี้ก็ไปจวนราชครูเพื่อปรนนิบัติอาจารย์ เขาจึงไม่ค่อยมีโอกาสได้เดินทอดน่องในเมืองหลวง อีกทั้งไม่เคยได้รับการ ‘ต้อนรับ’ จากทหารหญิงมาก่อนจึงไม่ได้รู้สึกอะไรมากนัก
เพียงแค่รู้สึกว่าพอกวักมือเรียกก็มีเจ้าหน้าที่ทางการขานรับ ซ้ำยังเป็นทหารหญิงเสียด้วย ช่างดูมีบารมีเหลือเกิน
แต่หลูเสี่ยวเฟิ่งนั้นต่างกัน เขาคือชายอกสามศอกที่เคยถูกสตรีเหล่านี้ใช้วาจาแทะโลมมาแล้วถึงสามครั้ง!
ถึงแม้ฝีปากเขาจะไม่เคยเพลี่ยงพล้ำ แต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นบุรุษเต็มตัว การถูกกลุ่มสตรีรุมล้อมกลางถนน นับเป็นเรื่องที่น่าขายหน้ายิ่งนัก
ท่านลุงของเขาที่เป็นผู้ว่าการเมืองหลวงเคยรังเกียจจนขังเขาไว้นอกประตูจวนที่ว่าการ ทำให้เขาถูกกลุ่มทหารหญิงลาดตระเวนเหล่านี้หัวเราะเยาะเย้ยหยันอย่างหนัก
บัดนี้กงล้อหมุนเวียนผันเปลี่ยน หลูเสี่ยวเฟิ่งรู้สึกว่าแผ่นหลังตระหง่านตั้งตรงขึ้นมาทันตา ออกคำสั่งวางอำนาจบาตรใหญ่ ชำระความคับแค้นที่เคยได้รับในวันวานจนหมดสิ้น
ทว่าเมื่อเหลือบเห็นสายตาที่ซ่อนรังสีอำมหิตที่พยายามอดทนอดกลั้นของทหารหญิงเหล่านั้น หลิวจี้ก็กระตุกแขนเสื้อสหายรัก เตือนเสียงเบาว่า
“เฟิ่งเอ๋อร์ พอได้แล้วกระมัง ยามนี้พวกเราอาศัยบารมีของอ๋องฉ่านกับองค์หญิงถึงได้ลำพองใจ แต่หากกลับไปแล้วไม่มีอ๋องฉ่านกับองค์หญิง ทหารหญิงพวกนี้ก็ยังอยู่ในเมืองหลวงนะ ถึงตอนนั้น…จุ๊ๆๆ พี่ใหญ่เกรงว่าต่อให้ไปขอร้องพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้า นางก็คงมาช่วยชีวิตน้อยๆ ของเจ้าไม่ทันการหรอก!”
หลูเสี่ยวเฟิ่งถูกเขาพูดขู่จนใจสั่นสะท้าน ใบหน้ายังคงแสร้งทำเป็นเก่งกาจ แต่กลับลอบกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
เขาหันกลับไป โบกมือไล่เบาๆ ให้ทหารหญิงที่ช่วยหิ้วกล่องของขวัญกองพะเนินเหล่านั้นแยกย้ายไป
เมื่อแรงงานมีแค่สี่คนและพอไร้ทหารหญิงช่วยผ่อนแรง กล่องของขวัญในมือหลิวจี้ก็ซ้อนกันสูงท่วมหน้าผากเขาจนบดบังทัศนวิสัย
หลิวจี้ชำเลืองมองหลูเสี่ยวเฟิ่งที่มีสภาพทุลักทุเลไม่ต่างจากตนเอง โกรธเสียจนหลุดหัวเราะออกมา
“ข้าบอกว่าให้เจ้าพอได้แล้ว ไม่ได้บอกให้เจ้าไล่พวกนางไปตอนนี้!” หลิวจี้กัดฟันคำรามเสียงต่ำ
หลูเสี่ยวเฟิ่งชะงักกึก จริงด้วย รอให้เขากลับถึงเรือนรับรองก่อน ให้ทหารหญิงพวกนี้วางของลงแล้วค่อยไล่ไปก็ได้นี่นา
ในเมื่อล่วงเกินไปแล้ว จะมีอันใดต่างกันเล่า
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาตัดพ้อจากพวกหลิวจี้ทั้งสามคน หลูเสี่ยวเฟิ่งก็ก้มหน้าลงด้วยความรู้สึกผิด
ยังดีที่อ๋องฉ่านและองค์หญิงเป่ยหมานพาองครักษ์ติดตามมาด้วยจำนวนหนึ่ง
หูเหอถีเซียงมองเม็ดเหงื่อละเอียดที่ผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากหลิวจี้ซึ่งรวมตัวกันเป็นหยดน้ำ ไหลกลิ้งลงมาตามโครงหน้าอันได้รูปของเขาแล้วเลือนหายเข้าไปในคอเสื้อที่เปิดกว้าง ใบหน้าของนางพลันก็ร้อนผ่าว เกิดความเมตตาสงสารขึ้นมาจึงส่งสัญญาณให้องครักษ์เข้าไปช่วยแบ่งเบาภาระ
หลูเสี่ยวเฟิ่งดีใจยกใหญ่ รีบถ่ายของออกไปครึ่งหนึ่ง ภาระในมือเบาสบายขึ้นทันตา ทัศนวิสัยก็กลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง
เขาขยับเข้าไปกระแซะหลิวจี้ เอ่ยเย้าว่า “พี่ใหญ่ อย่างไรเสียใบหน้าของท่านก็ยังใช้การได้ดีนัก เมื่อกี้องค์หญิงมองท่านเสียตาค้างอีกแล้ว…”
เสียงพูดพลันหยุดลงกะทันหัน เพราะสายตาของพี่ใหญ่ของเขาดูราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
เมื่อเห็นหลูเสี่ยวเฟิ่งหุบปากเงียบกริบ หลิวจี้ที่เหงื่อท่วมตัวถึงค่อยกล้าผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่
นับว่าโชคดีที่เมียจ๋าไม่ได้อยู่แถวนี้ มิฉะนั้นหากได้ยินคำว่าเขากับองค์หญิงอยู่ในประโยคเดียวกัน เกรงว่าเขาคงมีจุดจบที่ไม่สู้ดีแน่
เฮ้อ เมียจ๋ารักข้ามากเกินไปจะทำอย่างไรดี! หลิวจี้รำพึงอย่างจนใจในอก
หลังจากเดินเที่ยวติดต่อกันมาสามวัน วันนี้สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองหลวงก็ถูกเยี่ยมชมจนครบถ้วน
ทูตต้อนรับอีกสองคนกำลังแนะนำทิวทัศน์นอกเมืองให้อ๋องฉ่านและองค์หญิงฟังอย่างออกรส
อ๋องฉ่านกับองค์หญิงฟังแล้วก็รู้สึกสนใจยิ่ง ตัดสินใจว่าจะมุ่งหน้าไปยังชานเมืองในวันพรุ่ง
“หลิวจี้ เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร” อ๋องฉ่านหันมาเจาะจงถามหลิวจี้
หลิวจี้รีบก้าวออกมาข้างหน้าสองก้าวแล้วกล่าวขออภัยว่า “กระหม่อมต้องขออภัยท่านอ๋องด้วยพ่ะย่ะค่ะ ท่านอาจารย์ยังพักอยู่ที่จวนราชครู ทุกเช้าค่ำจำเป็นต้องมีกระหม่อมคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกาย หากออกไปนอกเมือง เกรงว่าจะทำให้กำหนดการของท่านอ๋องและองค์หญิงต้องล่าช้าเพราะกระหม่อม”
“กระหม่อมมิอยากทำให้ท่านอ๋องและองค์หญิงต้องหมดสนุกจึงขอไม่ติดตามไปด้วย จะขอรออยู่ที่เรือนรับรองเพื่อเตรียมอาหารมื้อค่ำ คอยท่านอ๋องและองค์หญิงกลับมาพ่ะย่ะค่”
อ๋องฉ่านถอนหายใจอย่างนึกเสียดาย “ที่แท้เป็นเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นก็ย่อมต้องเห็นแก่ท่านอาจารย์เป็นหลัก แต่ว่า…”
เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที ถามอย่างกระตือรือร้นว่า “ก่อนหน้านี้เจ้ากล่าวว่าท่านอาจารย์สุขภาพแข็งแรงดีแล้ว มิสู้…”
อ๋องฉ่านยังกล่าวไม่ทันจบ หลิวจี้ก็ราวกับเดาใจได้ว่าเขาจะเอ่ยสิ่งใด ชิงส่ายหน้าปฏิเสธเสียก่อน
“เมื่อคืนท่านอาจารย์เกิดล้มป่วยกะทันหันจึงไม่สะดวกเดินทางพ่ะย่ะค่ะ”
รอยยิ้มของอ๋องฉ่านแข็งค้าง จ้องมองเขาอย่างลึกซึ้งปราดหนึ่ง…เห็นเพียงท้ายทอยอันทุยสวยของอีกฝ่าย
หลิวจี้น้อมกายแสดงท่าทีสำนึกผิดอย่างสุดซึ้ง แต่ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาแม้เพียงแวบเดียว
สมกับที่เป็นศิษย์ของกงเหลียงเหลียวโดยแท้ ช่างมิไว้หน้าท่านอ๋องเลยสักนิด อ๋องฉ่านลอบค่อนขอดในใจ
รอยยิ้มบนใบหน้าปรากฏขึ้นอีกครา เขาเลิกเอ่ยถึงกงเหลียงเหลียว ทำเพียงเชิดคางขึ้นเล็กน้อยแล้วส่งสัญญาณให้ทุกคนไปยังเรือนรับรอง