ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 732 ไม่สนใจ ขอตัว
ตอนที่ 732 ไม่สนใจ ขอตัว
รอจนอ๋องฉ่านเดินห่างออกไปได้ระยะหนึ่งแล้ว หลิวจี้ถึงค่อยยืดเอวขึ้น เดินตามขบวนกลับไปที่เรือนรับรอง
ในใจก็ก่นด่าซือคงเจี้ยนยกใหญ่ หากมิใช่เพราะอีกฝ่ายมอบหมายงานนี้ให้เขา มีหรือเขาจะไปล่วงเกินอ๋องฉ่าน?
แม้เมื่อครู่รอยยิ้มบนใบหน้าของอ๋องฉ่านจะยังคงเดิม แต่หลิวจี้ผู้เชี่ยวชาญการสังเกตสีหน้าและท่าทางเป็นที่สุด ไหนเลยจะต้องมอง เพียงแค่ฟังเสียงจังหวะการหายใจของอ๋องฉ่านที่ผิดเพี้ยนไปไม่กี่ครั้ง เขาก็รู้แล้วว่าประโยคที่ว่า ‘ท่านอาจารย์ไม่สะดวกออกไปข้างนอก’ ของตนเอง ได้ล่วงเกินอีกฝ่ายเข้าให้แล้ว
นั่นก็จริง จวี่เหรินตัวเล็กๆ จากบ้านนอกคนหนึ่งกล้าสอดปากขัดจังหวะท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์ ช่างรนหาที่ตายแท้ๆ
แต่ว่า ลำพังอ๋องฉ่านเพียงคนเดียวย่อมไม่อาจเอาชีวิตเขาได้ เขาเป็นถึงดวงใจของเมียจ๋าเชียวนะ ใครจะกล้าแตะต้อง?
กระนั้นหลิวจี้ก็ยังรู้สึกกลัดกลุ้มอยู่บ้าง
พลางก้มลงมองถุงเงินที่พองตุง ภายในล้วนเป็นฟักทองเงินที่เขากวาดมาจากร้านเครื่องเงิน ฟักทองลูกเล็กๆ ขนาดเท่าหัวแม่มือ หนึ่งลูกมีค่าเท่ากับเงินห้าตำลึง เขากอบมาหนึ่งกำมือ ได้มาตั้งหกลูก
เงินตั้งสามสิบตำลึงเชียวนะ! อารมณ์ที่ขุ่นมัวพลันแจ่มใสขึ้นทันตา
ล่วงเกินอ๋องฉ่านก็ล่วงเกินไปเถอะ เขาเป็นคนที่ซือคงเจี้ยนส่งมา บัญชีนี้สมควรจะต้องไปคิดกับซือคงเจี้ยน
คิดได้ดังนี้ หลิวจี้ก็อารมณ์ดีขึ้นมาก วางกล่องของขวัญลงทั้งหมดแล้วอ้างนามราชครูขอตัวลากับอ๋องฉ่านอย่างมีมาด
โดยไม่รอให้อ๋องฉ่านอนุญาตก็สะบัดก้นหันหลังเดินตัวปลิวออกจากเรือนรับรองไปทันที
ไหนๆ ซือคงเจี้ยนก็เป็นคนที่ส่งเขามา เขาจะยืมบารมีมาใช้สักหน่อยคงไม่เกินไปกระมัง
เป็นถึงศิษย์น้องของราชครูแห่งแคว้น วางมาดใหญ่โตหน่อยก็เป็นเรื่องปกติ!
หลิวจี้ต้องกลับไปที่ผู่เยวี่ยนทุกช่วงบ่าย ดังนั้นสารถีของจวนราชครูจึงมารออยู่ที่หน้าประตูเรือนรับรองแต่เนิ่นๆ แล้ว
หลิวจี้เดินวางมาดออกมาจากเรือนรับรอง เห็นพี่ชายสารถีแวบเดียวก็โบกมือทักทายเริงร่า “เฮ้!”
พอมุดกายเข้าไปนั่งในรถม้าเรียบร้อยก็สั่งการว่า “กลับจวนราชครู”
สารถีขานรับพลางบังคับรถม้าให้เคลื่อนตัว เพียงแต่ยามที่ผ่านกลุ่มองครักษ์เป่ยหมานซึ่งเฝ้าอยู่หน้าประตูเรือนรับรอง กลับรู้สึกว่าสายตาของพวกเขาดูไม่ค่อยเป็นมิตรนัก
“นายท่านหลิว ท่านไปก่อเรื่องอันใดมาหรือขอรับ” สารถีถามด้วยความสงสัย
หลิวจี้ยักไหล่อย่างใสซื่อ “ข้าไม่ได้ทำสิ่งใดเลยนะ”
ไม่ได้ทำสิ่งใดเลย?
เหล่าองครักษ์เป่ยหมานต่างขมวดคิ้วมุ่น หนึ่งในนั้นวิ่งรี่เข้าไปในเรือน ตรงไปหาอ๋องฉ่านที่กำลังอยู่ในห้องโถง โดยไม่สนใจว่าพวกหลูเสี่ยวเฟิ่งทั้งสามคนที่ยังอยู่ตรงนั้นด้วย เขาก็ก้าวออกมายืนต่อหน้าอ๋องฉ่านแล้วกล่าวอย่างเดือดดาลว่า
“ท่านอ๋อง หลิวจี้ผู้นั้นไร้มารยาทต่อท่านถึงเพียงนี้ ต้องได้รับคำสั่งจากราชครูมาเป็นแน่ ชาวแคว้นเซิ่งต้อนรับแขกเช่นนี้ เท่ากับดูถูกพวกเรา!”
ตามกฎของชาวทุ่งหญ้าเยี่ยงพวกเขา การปฏิบัติต่อแขกพึงกระทำประดุจปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของตนเอง
หากเจ้าบ้านไม่ให้เกียรติแขก แขกมีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องวัวและแกะจากเจ้าบ้านเพื่อเป็นการขอขมาแล้วทั้งสองฝ่ายจะกลับมาคืนดีกัน
แต่หากเจ้าบ้านไม่ยอมขอขมา แขกที่ถูกลบหลู่ก็สามารถฆ่าเขาทิ้งได้!
“ท่านอ๋อง!” องครักษ์คุกเข่าลงทันที กอดอกขอคำสั่งอย่างเคร่งขรึม “โปรดอนุญาตให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปฆ่าคนแคว้นเซิ่งที่ไร้มารยาทต่อแขกผู้นั้นด้วยเถิด!”
หลูเสี่ยวเฟิ่งและทูตต้อนรับอีกสองคน แม้จะฟังองครักษ์ตัวดำล่ำสันผู้นั้นพูดไม่รู้เรื่องทั้งหมด แต่คำว่า ‘ฆ่าคนแคว้นเซิ่ง’ นั้นได้ยินชัดเจนเต็มสองหู ทั้งสามหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ
“มะ…ไม่ใช่สิ” หลูเสี่ยวเฟิ่งมององครักษ์ผู้นั้นอย่างตื่นตระหนก รีบถามรัวเร็ว “เจ้าบอกว่าจะฆ่าคนแคว้นเซิ่ง? พวกเราไปยั่วยุอะไรเจ้า อยู่ดีๆ ถึงจะฆ่าแกงกัน!”
องครักษ์ตัวดำล่ำสันผู้นั้นหันขวับกลับมา กวาดตามองพวกหลูเสี่ยวเฟิ่งทั้งสามด้วยแววตาอำมหิตแล้วยกนิ้วชี้ไปทางประตูใหญ่ “คนของพวกเจ้าไม่ให้เกียรติท่านอ๋องของเรา ข้าจะฆ่ามัน!”
พวกหลูเสี่ยวเฟิ่งทั้งสามถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกัน ที่แท้ก็จะฆ่าหลิวจีนี่เอง งั้นพวกเขาก็วางใจแล้ว
ทั้งสามคนทำความเคารพขอตัวลาอ๋องฉ่านพร้อมเพรียง สีหน้าของอ๋องฉ่านดูไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ใจกว้างพอที่จะไม่พาลโกรธพยักหน้าอนุญาตให้พวกเขาจากไป
ส่วนองครักษ์ที่ประกาศว่าจะฆ่าหลิวจี้ผู้นั้น ไม่ได้ตามออกมา
หลิวจี้เป็นคนที่จวนราชครูส่งมา เพียงแค่เรื่องเล็กน้อยอย่างการกลับไปก่อนโดยไม่รอให้ท่านอ๋องตอบรับ ตามธรรมเนียมแคว้นเซิ่ง แค่ตักเตือนด้วยวาจาสักหน่อยก็พอแล้ว
สายสืบของจวนราชครูรายงานเรื่องที่องครักษ์เป่ยหมานจะฆ่าหลิวจี้กลับไปถึงจวนราชครูเร็วกว่าตัวหลิวจี้เสียอีก
ซุนเจียงไม่ต้องเงยหน้ามองก็รู้ว่า ใบหน้าของท่านราชครูเจ้านายตนต้องดำทะมึนแล้วแน่นอน
หลิวจี้เพิ่งลงจากรถม้าก็เป็นไปตามคาด เขาถูกซุนเจียงคุมตัวไปอยู่ต่อหน้าซือคงเจี้ยน
“ใต้เท้า คนมาแล้วขอรับ” ซุนเจียงรายงานจบก็ถอยออกไปพร้อมปิดประตูห้อง
ทันใดนั้น ภายในห้องอันสลัวรางก็เหลือเพียงซือคงเจี้ยนที่หน้าตาบึ้งตึง กับหลิวจี้ที่ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
“ทำอะไร? ท่านอาจารย์ยังรอข้าไปทำกับข้าวให้กินอยู่นะ ปล่อยให้ท่านอาจารย์หิว ระวังเขาจะด่าท่านตาย!” หลิวจี้ตะคอกข่มขวัญ
ซือคงเจี้ยนขบกรามแน่น สูดหายใจเข้าลึกๆ ท่องคาถาสงบจิตใจในใจหนึ่งรอบ ถึงค่อยกดข่มจิตสังหารอันเปี่ยมล้นลงไปได้
เขานั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ประธาน ปลายนิ้วเคาะที่วางแขนเป็นจังหวะเบาๆ จ้องมองหลิวจี้ด้วยสายตามืดมนอยู่ครู่ใหญ่จนคนถูกมองอยากจะวิ่งหนี ถึงได้เอ่ยปากว่า
“เจ้าทำได้ดีมาก แต่คราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีก”
หลิวจี้ที่เตรียมคำขู่ไว้เต็มท้อง พอได้ยินคำชมนี้ก็ตัวสั่นเทิ้ม ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เขาถูหน้าและแขนตัวเองแรงๆ เพื่อลูบขนที่ลุกชันให้ลงไป ถามด้วยความตกตะลึง “ท่านว่าอะไรนะ”
ซือคงเจี้ยนเนี่ยนะชมเขา?
หลิวจี้ “ท่านไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”
ซือคงเจี้ยนถลึงตาจ้องเขาอย่างดุร้าย กล่าวเสียงขรึม “ฮูเหยียนฮั่นเปรยถึงเรื่องการร่วมมือกับข้ามามากกว่าหนึ่งครั้ง คนผู้นี้น่าขันสิ้นดี ข้าเป็นถึงราชครูแคว้นเซิ่ง จะไปร่วมมือกับผู้สำเร็จราชการเป่ยหมานได้อย่างไร”
“สิ่งที่เจ้าทำในวันนี้ดีมาก ช่วยให้ข้าไม่ต้องเปลืองแรงอธิบาย”
“แต่สำหรับวันนี้เท่านี้ก็พอแล้ว คราวหน้าอย่าได้ทำอีก อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าซุกซ่อนเจตนาใดเอาไว้ คิดจะยุยงให้ข้าแตกคอกับอ๋องฉ่าน เจ้ายังห่างชั้นนัก”
หลิวจี้กะพริบตาปริบๆ เมื่อครู่เขาเหมือนจะได้ล่วงรู้ความลับสำคัญบางอย่าง
อีกอย่าง ซือคงเจี้ยนกลัวใครเข้าใจผิดว่าเขาสนิทสนมกับอ๋องฉ่านหรือ
แล้วเขาไม่ต้องเปลืองแรงไปอธิบายกับใครกัน?
ในหัวหลิวจี้เต็มไปด้วยคำถาม แต่เขาไม่อยากรู้คำตอบเลยสักนิดจึงรีบยกมือขึ้นห้ามให้ซือคงเจี้ยนหยุดพูด
“ท่านไม่ต้องพูดแล้ว ข้าไม่อยากฟัง”
ซือคงเจี้ยนชะงัก หลิวจี้ไอ้บ้านนอกนี่มักจะยั่วโมโหเขาได้ง่ายๆ เสมอ!
หลิวจี้มองซือคงเจี้ยนอย่างหวาดระแวง นึกว่าอีกฝ่ายจะเรียกซุนเจียงมาฆ่าปิดปากตนเสียอีก
คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีโทสะ
หลิวจี้จึงมีข้อสงสัยอย่างสมเหตุสมผลว่า คนผู้นี้อาจจะถูกผีสิงเข้าแล้ว
ซือคงเจี้ยนผ่อนลมหายใจ กล่าวต่อว่า “อาจารย์เล็งเห็นแววในตัวเจ้า แสดงว่าเจ้าคงไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญาประดุจสุกร ฮูเหยียนฮั่นชาวเป่ยหมานที่ไม่รู้หนังสือผู้นั้น คอยเลียบเคียงถามไถ่ถึงอาจารย์ เจ้าไม่คิดว่าเขามีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงหรือ”
หลิวจี้พยักหน้า “ย่อมคิด ด้วยเหตุนี้ข้าถึงบอกว่าเมื่อคืนท่านอาจารย์เกิดป่วยขึ้นมากะทันหันอย่างไรเล่า”
“ถ้าอย่างนั้นดูท่าเจ้าก็ยังไม่ถึงกับโง่งมนัก ตอนนี้มีคนมากมายอยากสังหารท่านอาจารย์ เจ้ารู้หรือไม่”
หลิวจี้ตีหน้านิ่ง “ก็เจ้าไม่ใช่หรือ”
ซือคงเจี้ยนจุกจนพูดไม่ออก อยากจะตะโกนเรียกซุนเจียงมาฆ่าเจ้าหมอนี่อีกแล้ว
แต่เขาก็ยังข่มกลั้นไว้ พูดต่อว่า “มีคนอยากยืมมือชาวเป่ยหมานกำจัดท่านอาจารย์ การที่เจ้ากีดกันไม่ให้คนเป่ยหมานเข้าใกล้ท่านอาจารย์นับว่าทำถูกต้อง”
หลิวจี้ค่อนขอดในใจ ข้าดูออกตั้งนานแล้วว่าเจ้าพวกเป่ยหมานเหล่านั้นไม่ใช่คนดี ยังต้องให้เจ้าบอกอีกหรือ
ซือคงเจี้ยนมองสีหน้าท่าทางอันมีชีวิตชีวาของหลิวจี้แล้วกัดฟันเตือน “บางทีเจ้าไม่จำเป็นต้องเผยธาตุแท้ต่อหน้าข้าก็ได้นะ”
เขาไม่อยากอ่านสีหน้าที่บ่งบอกความคิดของเจ้าหมอนี่เลยสักนิด!
หลิวจี้กลับมาปั้นหน้านิ่ง “ถ้าอย่างนั้นข้าไปได้หรือยัง”
ซือคงเจี้ยนเลิกคิ้ว “เจ้าไม่คิดจะถามหน่อยหรือว่าเหตุใดข้าต้องบอกเรื่องเหล่านี้แก่เจ้า”
หลิวจี้ประสานมือคารวะ “ไม่ถาม ไม่สนใจ ขอตัว!”
ไร้ซึ่งความเยิ่นเย้อแม้แต่น้อย หมุนกายและเดินจากไปทันที
เขาลงมือทำมื้อเย็นให้ท่านอาจารย์อย่างรวดเร็ว ครั้นถอดผ้ากันเปื้อนออกก็รีบตะโกนเรียกสารถีให้ส่งตนกลับบ้าน
วันนี้ได้รับรู้เรื่องราวมากเกินไป สมองของเขาหมุนตามไม่ทันเสียแล้ว
ยามนี้เขาต้องการพบหน้าเมียจ๋าโดยเร็ว จะนำเรื่องราวเหล่านี้ไปบอกเล่าแก่นาง เพื่อระบายความกลัดกลุ้มของตนเอง