ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 741 ท่านอาจารย์นั่งให้มั่นนะเจ้าคะ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว
- ตอนที่ 741 ท่านอาจารย์นั่งให้มั่นนะเจ้าคะ
ตอนที่ 741 ท่านอาจารย์นั่งให้มั่นนะเจ้าคะ
ผ่านไปสองวัน หลิวจี้ไม่ได้ไปจวนราชครู โดยอ้างเหตุผลสวยหรูว่าพักรักษาตัว
ทว่าเขาไม่กล้าปล่อยให้กระเพาะของท่านอาจารย์ว่างเปล่า หลังจากพักผ่อนครบสองวันจึงกลับมาทำหน้าที่พ่อครัวให้กงเหลียงเหลียวที่จวนราชครูอีกครั้ง
ส่วนฝั่งคณะทูตเป่ยหมาน หลังจากประจักษ์กับความระห่ำของหลิวจี้แล้ว ซือคงเจี้ยนก็ไม่ได้ส่งคนไปที่นั่นอีก
แน่นอนว่าสาเหตุหลักย่อมเป็นฉินเหยา พิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน การไปตอแยคนเป็นกลางที่เปี่ยมด้วยพละกำลัง นับเป็นทางเลือกที่ไม่ฉลาดเลยจริงๆ
ในเมื่อฉินเหยาไม่เต็มใจเข้าร่วม การพยายามเอาใจก็ไร้ความหมาย
ยามนี้ซือคงเจี้ยนนอกจากส่งของขวัญมาให้บ้านฉินเหยาเป็นระยะแล้วก็ไม่ได้เล่นลูกไม้ใดอีก
อีกอย่างเวลานี้เขาก็ไม่มีกะจิตกะใจจะคิดเรื่องแทนที่หลิวจี้เพื่อไต่เต้าแย่งชิงขุมกำลังแล้ว
ช่วงก่อนเทศกาลไหว้พระจันทร์ ทางเป่ยหมานส่งข่าวมาว่าท่านหญิงฮุ่ยหยางให้กำเนิดบุตรชายอย่างราบรื่น
ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป ทั่วทั้งเมืองหลวงก็พลันสั่นสะเทือน
นี่เป็นบุตรชายคนแรกของอ๋องหมานและตามธรรมเนียมเป่ยหมาน เขาย่อมเป็นว่าที่ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ลำดับที่หนึ่ง
การถือกำเนิดของเด็กคนนี้ ช่วยยื้อสันติภาพระหว่างแคว้นเซิ่งกับเป่ยหมานให้คงอยู่ต่อไปได้อีกหลายปี
หากวันหน้าเด็กคนนี้ได้ขึ้นเป็นอ๋องหมาน ความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นเซิ่งและเป่ยหมานก็จะแน่นแฟ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ไม่ว่าจะเป็นชาวเป่ยหมานหรือราษฎรแคว้นเซิ่ง สันติภาพล้วนเป็นเรื่องที่น่ายินดีปรีดา
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงราชวงศ์
เดิมทีท่านหญิงฮุ่ยหยางก็เป็นหลานสาวคนโตที่เป็นที่โปรดปรานที่สุดในรุ่นที่สามของตระกูลไป๋หลี่ ยามนี้ยังให้กำเนิดทายาทรุ่นที่สี่คนแรก ทำให้ความปรารถนาของฮ่องเต้และฮองเฮาที่จะได้เห็น ‘สี่รุ่นอยู่พร้อมหน้า’ กลายเป็นจริงในทันที
ฮ่องเต้ทรงปีติโสมนัสยิ่งนัก ถึงกับเดินวนรอบเสาในท้องพระโรงถึงสามรอบ ทั้งยังมีราชโองการนิรโทษกรรมทั่วหล้า เพื่อสั่งสมกุศลให้องค์ชายน้อย
พร้อมพระราชทานนามว่า ‘ซี’ และส่งราชทูตนำของขวัญล้ำค่ามุ่งหน้าไปยังแคว้นเป่ยหมาน เพื่อแสดงความยินดีที่อ๋องหมานและต้าเยียนซื่อได้ลูกชาย
เพื่อฉลองสัมพันธไมตรีอันดีระหว่างเป่ยหมานกับแคว้นเซิ่ง ฮองเฮาทรงจัดงานเลี้ยงชมจันทร์ในวังหลวงขึ้นเป็นพิเศษ เชิญเหล่าขุนนางและคณะทูตเป่ยหมานเข้าร่วม
รัชทายาทที่ถูกกักบริเวณ อาศัยบารมีของหลานสาว ในที่สุดก็พ้นโทษกักขังเสียที
ทว่าสำหรับรัชทายาทที่เพิ่งพ้นโทษ สถานการณ์ตรงหน้ากลับยิ่งทำให้เขาสับสนมึนงง
เพียงเวลาสั้นๆ แค่สองเดือน ความสัมพันธ์ระหว่างราชครูกับไป๋เฮ่อคนสนิทกลับตึงเครียดดุจลูกธนูที่ขึ้นสายพร้อมยิง
ทว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอันใดต่อฉินเหยาที่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา
ทั่วเมืองหลวงต่างก็ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศรื่นเริงของเทศกาลและมิตรภาพระหว่างสองแคว้น เทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้จึงผ่านไปอย่างคึกคักเป็นพิเศษ
ผิดกับผู่เยวี่ยนเยวี่ยนในจวนราชครู เพราะราชครูเข้าวังไปร่วมงานเลี้ยง ภายในจวนจึงเหลือคนบางตา ดูเงียบเหงาไปบ้าง
เพื่อให้การฉลองเทศกาลผ่านไปอย่างสมบูรณ์ ครอบครัวฉินเหยาทั้งแปดชีวิตรวมกับหลิวเฝยอีกหนึ่งคนจึงช่วยกันเตรียมงานตลอดทั้งวัน
ผู้ใหญ่ห้าคนเด็กสี่คน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม
อาวั่ง หลิวจี้และหลิวเฝย พาต้าหลางกับซานหลางจัดเป็นกลุ่มหนึ่ง รับผิดชอบทำขนมไหว้พระจันทร์และของเซ่นไหว้อื่นๆ
ฉินเหยากับอินเยว่พาเอ้อร์หลางและซื่อเหนียงจัดเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง รับผิดชอบงานฝีมือ ประดิษฐ์โคมไฟกันเอง
วุ่นวายกันมาตลอดทั้งวัน จวบจนพลบค่ำ ยามมองดูโคมไฟน้อยใหญ่ที่แขวนประดับบนเชือกในลานบ้าน กับขนมไหว้พระจันทร์และผลไม้มงคลที่วางเรียงรายบนโต๊ะแปดเซียน ทุกคนต่างก็รู้สึกอิ่มเอมใจในผลงานยิ่งนัก
หากเป็นปีก่อนๆ ณ หมู่บ้านตระกูลหลิว เทศกาลไหว้พระจันทร์คนในครอบครัวมากินข้าวพร้อมหน้า แบ่งขนมไหว้พระจันทร์กินกันสักสองชิ้นก็ถือว่าได้ฉลองเทศกาลแล้ว
แต่ธรรมเนียมเทศกาลไหว้พระจันทร์ของชาวเมืองหลวงนั้นกลับมีมากมาย ทั้งต้องจัดพิธีไหว้พระจันทร์ ชมโคมไฟ ทายปริศนา รวมถึงลอยประทีป
ช่วงเทศกาลจะยกเลิกกฎยามห้ามออกจากเคหสถาน ยามค่ำคืนริมคูเมืองใต้พระราชวังจื่อเวย ยังมีการแสดงดอกไม้ จุดโคมลอย กายกรรมและมหรสพนานาชนิดที่เหล่าเถ้าแก่หอการค้าว่าจ้างมา ช่วยให้ความคึกคักนี้ดำเนินต่อเนื่องไปจวบจนฟ้าสาง
ปกติทุกคนมีเรื่องรื่นเริงน้อย ครั้นเจอเทศกาลใหญ่เช่นนี้ ตั้งแต่คนแก่วัยเจ็ดสิบจวบจนเด็กน้อยวัยสามเดือนจึงไม่มีใครไม่ตื่นเต้นยินดี
บ้านฉินเหยาก็เช่นกัน เด็กๆ นัดแนะกับเพื่อนเล่นจากตระกูลชิวบ้านข้างๆ และตระกูลหวังที่ตรอกถนนฝั่งตรงข้ามไว้นานแล้วว่าหลังไหว้พระจันทร์เสร็จจะไปดูการแสดงดอกไม้ไฟด้วยกัน
ทั้งที่พิธีไหว้พระจันทร์ยังไม่ทันเริ่ม เสียงอึกทึกครึกโครมจากภายนอกก็ดังแว่วมาเป็นระลอก บ่งบอกถึงความกระตือรือร้นรอคอยของชาวเมืองได้อย่างชัดเจน
ทั้งในและนอกบ้านเต็มไปด้วยกลิ่นอายเทศกาลอันเข้มข้น ทว่าหลิวจี้กลับรู้สึกว่าขาดสิ่งใดไปบางอย่าง
จู่ๆ เขาก็เกิดความคิดแผลงๆ ขึ้นมา ลากฉินเหยาที่กำลังพาเด็กๆ จุดโคมไฟหลบไปยังมุมหนึ่ง หัวเราะแห้งๆ สองทีแล้วถามเสียงอ่อยว่า
“เมียจ๋า เจ้าว่าถ้าเราลักตัวอาจารย์ออกมาเที่ยวสักคืนจะเป็นอย่างไร”
ฉินเหยาปรายตามองเขาด้วยความประหลาดใจ เจ้าแน่ใจหรือว่าอยากทำเช่นนี้
หลิวจี้พยักหน้าหงึกหงักอย่างบ้าคลั่ง แววตาฉายความตื่นเต้นและฮึกเหิม
ฉินเหยาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ครั้นลองตรองดูอย่างจริงจัง งานเทศกาลใหญ่แบบนี้ ซ้ำยังเป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่ครอบครัวควรอยู่พร้อมหน้า กงเหลียงเหลียวที่เป็นชายชรากลับต้องอยู่เดียวดายก็น่าเวทนาอยู่ไม่น้อยจริงๆ
ซือคงเจี้ยนเข้าวังไปร่วมงานเลี้ยง กว่าจะกลับคงล่วงเข้ายามดึก จวนราชครูเวลานี้กำลังหละหลวมเรื่องการคุ้มกัน
“พาออกมาเที่ยวเล่นสักคืน คงไม่เป็นไรกระมัง” ฉินเหยาหัวเราะเบาๆ
สองสามีภรรยาสบตากัน เมื่อตกลงกันได้ก็ลงมือทันที
“เจ้าสี่ พวกเราจะออกไปข้างนอกสักครู่ เดี๋ยวก็กลับมา” หลิวจี้กำชับหลิวเฝยที่อยู่ในลานบ้าน
ยามที่สองสามีภรรยาไม่อยู่บ้าน เด็กหนุ่มผู้นี้ถือเป็นผู้ที่มีความอาวุโสสูงสุดจึงต้องรับหน้าที่ดูแลเด็กๆ ให้ดี
แม้พี่น้องทั้งสี่ที่นำโดยต้าหลางจะแสดงออกว่าพวกเขาโตกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาดูแล
แต่ก็ต้องกำชับพอเป็นพิธีสักหน่อย ถึงจะดูสมมาดบิดา!
ท่ามกลางสายตาสงสัยของคนในครอบครัว ฉินเหยาบังคับรถม้าออกมา หลิวจี้กระโดดขึ้นนั่งบนคานรถ รับแส้ม้ามา สะบัดบังเหียน สองสามีภรรยาก็มุ่งหน้าไปยังจวนราชครูอย่างฮึกเหิม
รถม้าหยุดลงที่ประตูหลังจวนราชครู องครักษ์ที่มักเฝ้าอยู่ตรงนี้หายตัวไปแล้วจริงๆ
หลิวจี้เคาะประตู แจ้งชื่อแซ่อย่างเปิดเผย อ้างว่านำขนมไหว้พระจันทร์มามอบให้ท่านอาจารย์ไม่กี่ชิ้นแล้วก็จะกลับจึงเข้าไปในจวนราชครูได้สำเร็จ
ลับหลังผู้คน ฉินเหยาทะยานร่างอย่างแผ่วเบาเพียงไม่กี่ทีก็ไปถึงผู่เยวี่ยนได้อย่างราบรื่น
เป็นไปตามคาด ซือคงเจี้ยนยังคงทิ้งยอดฝีมือไว้เฝ้าระวังรอบผู่เยวี่ยนไม่น้อย ฉินเหยาย่องไปสับหลังคอให้สลบทีละคนก็เป็นอันเรียบร้อย~
เสียงบานพับลั่นดังเอี๊ยด หลิวจี้เปิดประตูใหญ่แล้วเข็นกงเหลียงเหลียวที่กำลังทำหน้าตื่นตะลึงออกมา
สองสามีภรรยาเดินกร่างเข้าออกราวกับไร้ผู้คน ครั้นมาถึงประตูหลังก็ฟาดคนรับใช้ที่เฝ้าประตูจนสลบแล้วจับกงเหลียงเหลียวทั้งคนทั้งรถเข็นยัดเข้ารถม้าอย่างง่ายดายเช่นนี้เอง
ตลอดกระบวนการ ด้วยความตึงเครียดอย่างยิ่ง ไม่รู้ว่าสองสามีภรรยาคู่นี้กำลังทำอะไรกันแน่ กงเหลียงเหลียวจึงไม่กล้าปริปากแม้แต่คำเดียว ด้วยเกรงว่าจะถูกคนของจวนราชครูพบเข้าแล้วพาลทำให้ทั้งสองคนเดือดร้อนไปด้วย
จนกระทั่งล้อรถม้าเริ่มหมุน บดเบียดกับพื้นดินจนเกิดเสียงกุกกัก กงเหลียงเหลียวถึงได้สติกลับมาอย่างกะทันหัน
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะอ้าปากถามว่าพวกเจ้าเตรียมจะพาเขาหลบหนีใช่หรือไม่ก็ได้ยินฉินเหยากำชับว่า “ท่านอาจารย์ ท่านนั่งดีๆ นะเจ้าคะ!”
ฉับพลันรถม้าก็พุ่งทะยานไปบนถนน ทำเอากงเหลียงเหลียวตกใจจนต้องรีบยึดขอบหน้าต่างทั้งสองข้างไว้แน่น ในใจฉายภาพฉากน่ากลัวที่พวกเขาทั้งสามคนกำลังถูกไล่ล่าสังหารขึ้นมานับไม่ถ้วน
ชายชราสะดุ้งโหยง มือทุบผนังรถม้ารัวๆ ตะโกนลั่นว่า “หยุดรถ หยุดรถเดี๋ยวนี้!”
หลิวจี้ได้ยินน้ำเสียงนี้ของอาจารย์ก็รู้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิดแล้วจึงรีบโผล่หน้าเข้าไปในรถอธิบายว่า
“วันนี้เป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์ พวกเรามารับท่านอาจารย์กลับบ้านไปฉลองเทศกาล ฉลองเสร็จแล้วก็จะพาท่านกลับมาส่ง ท่านไม่ต้องห่วง พวกเราไม่เดือดร้อนหรอกขอรับ”
กงเหลียงเหลียวมุมปากกระตุก แต่สุดท้ายก็วางใจลงได้
เขาเลิกม่านหน้าต่างรถมองออกไปข้างนอก สองข้างทางตกแต่งต้อนรับเทศกาล ตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยชาวบ้านที่ใบหน้าเปื้อนยิ้มที่กำลังจัดเตรียมพิธีไหว้พระจันทร์
ชายชราเบิกตากว้างมองดู แทบไม่อยากจะกะพริบตา
การมีชีวิตอยู่ มันช่างดีเหลือเกิน