ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 740 ท่องไพรชมธรรมชาติ
ตอนที่ 740 ท่องไพรชมธรรมชาติ
ฝ่ายฉินเหยา ทั้งครอบครัวทิ้งความขุ่นข้องหมองใจเมื่อครู่ไว้เบื้องหลัง สูดอากาศบริสุทธิ์ ชื่นชมทิวทัศน์ชานเมืองตลอดสองข้างทาง มุ่งหน้าไปยังสำนักชีทางทิศเหนืออย่างเบิกบานใจ
เมื่อเดินทางมาได้ครึ่งทาง อาวั่งก็เร่งม้าขึ้นมาตีคู่กับฉินเหยาแล้วกระซิบว่า “มีคนสามคนกำลังตามเรามาขอรับ”
ฉินเหยาขานรับ “อ้อ” คำหนึ่ง “ปล่อยเขาไปเถอะ ตราบใดที่ไม่กระทบต่อแผนการเที่ยวของพวกเราในวันนี้ก็พอ”
อาวั่งลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองอีกครั้ง เห็นซือคงเจี้ยนควบม้าตามมาเพียงลำพัง
“องครักษ์ลับสองคนไม่ปรากฏตัว มีเพียงราชครูตามมาคนเดียวขอรับ” อาวั่งกล่าวเสริม
ฉินเหยาสูบลมหายใจเข้าลึก ข่มจิตสังหาร สั่งให้อาวั่งไปกำชับหลิวเฝยกับอินเยว่ให้ทำเหมือนซือคงเจี้ยนไม่มีตัวตน พวกเขาเที่ยวเล่นของพวกเขาไปก็พอ
อาวั่งรับคำ บังคับม้าไปเทียบกับข้างรถม้าแล้วถ่ายทอดคำสั่งของฉินเหยาให้ทุกคนฟัง ทุกคนบนรถต่างพากันหันขวับไปมองด้านหลัง ครั้นเห็นซือคงเจี้ยนตามมาจริงๆ ก็อึ้งงันพูดไม่ออกและไม่เข้าใจ
มีเพียงหลิวจี้ที่รู้ว่า เจ้าหมอนี่ต้องมาหาเรื่องให้เขาขุ่นเคืองใจแน่ๆ
“เจ้าสี่ เจ้าหลบไป ข้าจะบังคับรถม้าเอง” หลิวจี้มุดออกมาจากรถม้า ไล่หลิวเฝยเข้าไปด้านในทันทีแล้วยึดหน้าที่บังคับรถม้ามาเอง
เวลานี้เขาหายเมื่อยเอว ขาไม่เจ็บแล้ว ในหัวคิดแต่จะแสดงฝีมือการบังคับรถม้าเล็กๆ น้อยๆ ให้ท่านราชครูที่ตามมาด้านหลังได้ตื่นตะลึงเล่น
ถนนไม่ได้แคบ แม้รถม้าคันใหญ่วิ่งผ่านก็ยังมีที่เหลือเฟือ
เพียงแต่สภาพพื้นถนนสองข้างทางไม่ค่อยดีนัก มีหญ้ารกทึบและหลุมบ่อมากมาย
ด้วยเหตุนี้หลิวจี้จึงบังคับรถม้าเบี่ยงซ้ายทีขวาที คอยปาดหน้าจนซือคงเจี้ยนจำต้องหลบฉากไปด้านข้าง
บนหลังม้าไร้อาน เขาอาศัยเพียงสองขาหนีบท้องม้าประคองตัว เมื่อต้องโยกคลอนเปลี่ยนทิศทางไปมา ชั่วขณะหนึ่งจึงทำให้หาจังหวะแซงรถม้าขึ้นไปไม่ได้จริงๆ
หลิวจี้ทำหน้าทะเล้นใส่เขาอย่างได้ใจ
ซือคงเจี้ยนที่เจอการยั่วยุโทสะเช่นนี้ก็ไม่เกรงใจอีกต่อไป ควบม้ากระโจนลงจากไหล่ทางหลายครั้ง หมายจะอาศัยทางโค้งเร่งแซงขึ้นไป
ทว่าหลิวจี้กลับสะบัดบังเหียน เร่งความเร็วรถขึ้นกะทันหัน พุ่งไปดักหน้าเขาที่ริมไหล่ทางอีกครั้งจนขึ้นก็ไม่ได้ ลงก็ไม่ได้
ทั้งสองคนขับเคี่ยวกันมาตลอดทาง คนขับสะใจ แต่คนนั่งกลับร้องโอดโอย
ฉินเหยาที่อยู่ด้านหน้าได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากด้านหลังก็หันกลับมาตวาดเสียงดังลั่น “หลิวจี้!”
รถม้าที่วิ่งโขยกเขยกถึงได้ค่อยๆ สงบลง
ซือคงเจี้ยนฉวยโอกาส ควบม้าแซงขึ้นไป ไล่กวดฉินเหยาได้สำเร็จ
เขารั้งสายบังเหียนให้ม้าวิ่งขนานไปกับนางพลางหันกลับไปยิ้มกว้างให้หลิวจี้บนรถ “ขอบคุณที่ออมมือให้!”
หลิวจี้โกรธจนคว้ากาน้ำใกล้มือจะขว้างใส่ เจ้าจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ไปตายซะ!
อินเยว่ตาไวรีบแย่งกาน้ำมาจากมือท่านอาจารย์ชายแล้วเตือนว่า “ในกานี้มีแต่น้ำแข็ง เก็บไว้ทำน้ำแข็งใสแตงเย็นนะเจ้าคะ ของแพงมากด้วย ทิ้งไม่ได้เด็ดขาด”
พูดจบ พลางดึงมีดบินที่เอวส่งให้หนึ่งเล่ม “สามีท่านอาจารย์ ใช้อันนี้เลยเจ้าค่ะ รับรองได้ผลชะงัด”
หลิวจี้ “…อาเยว่เอ๋ย อาจารย์ของเจ้ายังไม่อยากติดคุกตอนนี้หรอกนะ”
“อ้อ อย่างนั้นหรือเจ้าคะ ถ้าอย่างนั้นข้าเก็บนะ?” อินเยว่แกว่งมีดบินไปมาเพื่อถามย้ำ ครั้นเห็นสามีท่านอาจารย์พยักหน้ายืนยันจึงเก็บมีดบินกลับเข้าที่
ซือคงเจี้ยนละสายตาจากอินเยว่ หันมาถามฉินเหยาซึ่งขี่ม้าอยู่ข้างกาย “นั่นลูกศิษย์เจ้ารึ”
ฉินเหยาตอบรับอย่างรำคาญใจ
ซือคงเจี้ยนพึมพำเสียงเบา “มิน่าเล่า…” โหดเหี้ยมเหมือนอาจารย์ไม่มีผิด
ฉินเหยารู้สึกขวางหูขวางตายิ่งนักจึงชี้ไปที่ป่าละเมาะข้างทาง “ท่านอยากตามมาก็ตามใจ แต่ช่วยอย่าให้ข้ามองเห็นท่านจะได้หรือไม่”
“ไม่คิดจะไล่ข้าไปหรอกหรือ” ซือคงเจี้ยนทำหน้าประหลาดใจ
ฉินเหยาแค่นเสียงชิ ย้อนถามอย่างเย้ยหยัน “ท่านคิดว่าข้าไล่ท่านไปได้รึ นอกจากข้าจะฆ่าท่าน มิฉะนั้นท่านคงไม่ยอมไปเองแน่นอน”
มุมปากของซือคงเจี้ยนยกขึ้นเล็กน้อย “ดูเหมือนฉินฮูหยินจะรู้ว่าข้ามาด้วยเหตุใด”
ฉินเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ข้าแค่พาครอบครัวออกมาสูดอากาศนอกเมือง ท่านไม่จำเป็นต้องระแวงขนาดนั้นหรอก”
ฉินเหยาสูบลมหายใจเข้าลึกอีกคำรบ ข่มจิตสังหารลง ก่อนจะเอ่ยดักคอไปอย่างไร้เยื่อใย “ระแวงว่าข้าจะแอบหนีออกนอกเมืองไปนัดพบใครจนทำลายแผนการอันงดงามของท่านน่ะสิ”
“หรือท่านคิดว่าข้าจะรู้ที่ซ่อนของหวังจิ่น” ฉินเหยาถามกลั้วหัวเราะ
ไม่รอให้ซือคงเจี้ยนได้เอ่ยปาก นางก็มองใบหน้าที่พยายามฝืนยิ้มของเขาแล้วเหน็บแนมอีกว่า “จะว่าไป ท่านราชครูขี้ระแวงถึงเพียงนี้ ระวังจะเสียสุขภาพเอาได้นะเจ้าคะ”
“ไม่ต้องห่วง” ซือคงเจี้ยนกัดฟันกรอด “สุขภาพของข้าแข็งแรงดี หากฮูหยินไม่เชื่อก็เชิญไปที่จวนข้า ข้าจะพิสูจน์ให้ดูด้วยตัวเอง”
ด้านหลังพลันมีเสียงคำรามอย่างหึงหวงของหลิวจี้ดังแทรกขึ้น “ซุบซิบอะไรกัน! พูดให้มันดังๆ หน่อยสิ! กลัวคนอื่นได้ยินหรือไง!”
สีหน้าของซือคงเจี้ยนเปลี่ยนไปโดยพลัน หันขวับกลับไปตวาดลั่น “หุบปาก!”
หลิวจี้เบิกตากว้าง “เมียจ๋า เขาดุข้า!”
ฉินเหยาปรายตามองซือคงเจี้ยนอย่างเย็นชา “ตกลงท่านจะไสหัวไปหรือไม่”
หลิวจี้ยิ้มอย่างได้ใจขึ้นมาทันที
ซือคงเจี้ยนถลึงตาใส่หลิวจี้ทีหนึ่ง ก่อนจะชักม้ากลับเข้าไปในป่าละเมาะข้างทาง รักษาระยะ ติดตามอยู่ห่างๆ
จะโทษว่าเขาขี้ระแวงก็ไม่ได้ เป็นเพราะวันที่นางเลือกออกจากเมืองนั้นช่างบังเอิญเหลือเกิน ไม่ไปเช้าไม่ไปสาย ดันเลือกออกนอกเมืองในตอนที่ทหารม้าเกราะดำเพิ่งจะไปเยือนที่บ้าน
ซือคงเจี้ยนจึงอดที่จะสงสัยไม่ได้ว่านางกับทหารม้าเกราะดำอาจบรรลุข้อตกลงบางอย่างร่วมกัน อาทิเช่น ลอบสังหารหวังจิ่น
ทว่าวันนี้ซือคงเจี้ยนถูกลิขิตมาให้เสียเที่ยวเปล่า
เมื่อมาถึงตีนเขาอันเป็นที่ตั้งของสำนักชี ครอบครัวฉินเหยาก็เลือกทำเลร่มรื่นริมแม่น้ำ กางกระโจมผ้า ปูพรมตั้งโต๊ะ นำแตงโมและอาหารเลิศรสที่เตรียมไว้ออกมา กินดื่มเสพสุขกัน
เด็กๆ ไม่ได้วิ่งเล่นในป่าเขามานานแล้ว หลังจากช่วยผู้ใหญ่กางเพิงพักเสร็จก็ถอดรองเท้า ถลกขากางเกง ลากอาเล็กแล้วจับกลุ่มกันลงแม่น้ำไปจับปลา
ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำคือภูเขาสีเขียวขจี เชิงเขาเป็นทุ่งนาอุดมสมบูรณ์ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ข้าวเปลือกที่สุกเร็วถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว
ชาวนาต่างก้มหน้าก้มตาทำงานง่วนอยู่ในนา เบื้องหลังบนไหล่เขามีควันธูปลอยอ้อยอิ่งขึ้นจากสำนักชี กลิ่นหอมของไม้จันทน์อันเงียบสงบโชยมาเป็นระลอก
สายน้ำไหลรินผ่านเบื้องหน้า ข้างหูแว่วเสียงนวดข้าวของชาวนาและเสียงหัวเราะหยอกล้อของเด็กๆ ไร้ซึ่งความขัดแย้ง ไร้กังวล ที่แห่งนี้ราวกับเป็นโลกใบเล็กที่สงบสุขตัดขาดจากโลกภายนอก
อินเยว่เทไพ่จิ่วที่นำมาด้วย เสียงกระทบกันของแผ่นหยกดัง “ซ่า” ไพเราะเสนาะหู
นางกวักมือเรียกอาจารย์ สามีท่านอาจารย์และอาวั่ง ทั้งสี่คนล้อมวงกันครบสี่ทิศ ถ่ายทอดวิธีเล่นไพ่จิ่วที่เรียนมาจากฮูหยินผู้เฒ่าหวังให้พวกเขา มือใหม่หัดเล่นช่วยกันเรียนรู้จนเริ่มคล่อง
ข้างกายมีขนมรสเค็มหวานที่อาวั่งเตรียมไว้ล่วงหน้า ยังมีน้ำแข็งใสแตงโมเย็นเจี๊ยบ ชนะตาหนึ่งก็กินคำหนึ่ง ร่างกายผ่อนคลายทุกส่วนสัด ดำดิ่งสู่โลกของไพ่จิ่ว ลืมเลือนความกลัดกลุ้มทางโลกไปจนสิ้น
จวบจนหลิวเฝยพาพวกเด็กๆ ที่จับปลาได้กลับมา ทั้งสี่คนถึงได้วางแผ่นหยกในมือลงอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อไฟย่างปลา เตรียมมื้ออาหาร
กว่าจะจัดการเสบียงที่เตรียมมาจนเกลี้ยง ดวงอาทิตย์ก็ค่อยๆ คล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก
ท่ามกลางแสงอัสดงอันอบอุ่น ทั้งครอบครัวไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็โบกมือลาเด็กชาวนาฝั่งตรงข้ามแม่น้ำที่ถูกกลิ่นหอมของเนื้อย่างดึงดูดให้มายืนมุงดูอย่างเบิกบาน ก่อนพากันกลับบ้านไปด้วยความอิ่มเอมใจ
ส่วนในป่าละเมาะ ท่านราชครูผู้ปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน มิเพียงหิวโหยกระหายน้ำ แต่ยังถูกยุงกัดจนเป็นตุ่มบวมเป่งไปทั้งตัว
ครั้นเห็นกับตาว่าครอบครัวของฉินเหยากลับเข้าเมืองและมั่นใจว่านางยังคงวางตัวเป็นกลาง ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก