ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 743 คนถ่อยที่แท้จริง
ตอนที่ 743 คนถ่อยที่แท้จริง
ช่วงเวลาแห่งความสุขมักจะสั้นนัก
ประหนึ่งดอกไม้ไฟที่ริมฝั่งคูเมือง ที่วูบดับไปในชั่วพริบตา
เที่ยงคืนมาเยือน ฝูงคนที่คึกคักก็ค่อยๆ แยกย้าย เพียงชั่วพริบตาเดียว ริมฝั่งคูเมืองก็เหลือเพียงพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ที่กำลังเก็บแผง
พวกต้าหลางสี่พี่น้องเล่นกันจนพอใจแล้ว รู้ว่าท่านพ่อท่านแม่ยังมีเรื่องสำคัญต้องทำจึงตามท่านอาอาวั่งและศิษย์พี่หญิงอินเยว่กลับบ้านไปก่อน
หลิวเฝยเองก็กลับที่พักของตนที่ห้างการค้าเพียงลำพัง จบวันอันแสนเติมเต็มแต่ก็เหนื่อยล้านี้ลง
บนหอฝานโหลว ฉินเหยามองดวงจันทร์บนท้องฟ้าที่เร้นกายเข้าสู่กลีบเมฆ พลางเอ่ยเตือนว่า “ท่านอาจารย์ กลับกันเถอะ”
กงเหลียงเหลียวมองดูเมืองอันรุ่งเรืองแห่งนี้อีกครา บนใบหน้าค่อยๆ แต้มไปด้วยรอยยิ้ม มีความรู้สึกปล่อยวาง ทั้งยังมีความรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จอยู่อย่างเปี่ยมล้น
แคว้นเซิ่งเบื้องหน้านี้ ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข ชายแดนสงบมั่นคง ชาตินี้ได้เห็นยุคสมัยอันรุ่งเรืองเช่นนี้ ชีวิตนี้ก็ไร้ซึ่งความเสียดายแล้ว
“ไปกันเถอะ” เขาเอ่ยกับฉินเหยาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ฉินเหยาพยักหน้า ใช้วิธีการเดียวกับตอนขาขึ้น พาสองศิษย์อาจารย์ลงไปด้านล่างอีกครั้ง
จวนราชครูตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ ถึงตอนนี้แล้ว เหล่าขุนนางในพระราชวังจื่อเวยก็น่าจะแยกย้ายกันไปหมดแล้ว
ฉินเหยาเดินนำอยู่ด้านหน้า หลิวจี้เข็นท่านอาจารย์ตามอยู่ด้านหลังนาง ทั้งสามคนเดินข้ามสะพานไปอย่างเอื่อยเฉื่อย เพียงครู่เดียวก็มาถึงหน้าประตูใหญ่จวนราชครู
ที่นั่นแสงไฟสว่างโชติช่วง ซุนเจียงและเหล่าผู้คุ้มกันมือถือคบเพลิง แยกยืนเรียงแถวสองฝั่ง แสงเพลิงที่ลุกโชนส่องกระทบลงบนร่างของซือคงเจี้ยนที่ยืนอยู่ตรงกลางพอดีจนเกิดเป็นเงาวูบวาบประเดี๋ยวสว่างประเดี๋ยวมืด
เขาสวมชุดขุนนางเต็มยศ เสื้อผ้าดูยับยุ่งเหยิงเล็กน้อย กวานบนศีรษะก็เอียงไปหน่อย มือกุมกระบี่ยาวที่ข้างเอว ยืนตัวตรงอยู่ที่หน้าประตูจวนราชครู ดวงตาอันมืดมนอำมหิตจ้องเขม็งไปที่ทั้งสามร่างที่กำลังเดินมาอย่างไม่ช้าไม่เร็วนัก ขบกรามแน่น ราวกับอยากจะกินเลือดกินเนื้อพวกเขา
พอหลิวจี้เห็นท่าทีเช่นนี้ก็ลอบกลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่ง
“ส่งท่านอาจารย์เข้าไปเถอะ ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่หน้าประตู” ฉินเหยากำชับด้วยท่าทีนิ่งสงบ
ตัวนางยืนอยู่หน้าประตูใหญ่จวนราชครู ย้อนแสงของไฟ เงาร่างที่ทอดลงมานั้นดูยิ่งใหญ่ประหนึ่งขุนเขา ทาบทับไปทั่วลานเล็กหน้าประตูจวนราชครู
หลิวจี้ “ได้เลย”
เขาเข็นกงเหลียงเหลียวมุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่จวนราชครูต่อ เมื่อเจอขั้นบันไดก็กวักมือเรียกซุนเจียง “มาช่วยกันหน่อย”
ซุนเจียงขมวดคิ้วมองไปทางซือคงเจี้ยนที่หน้าดำคร่ำเครียดราวกับจะมีน้ำหมึกหยดออกมาให้ได้ เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าคัดค้านจึงค่อยวางคบเพลิงในมือลงแล้วเข้าไปช่วย
ทั้งสองร่วมแรงกัน ส่งกงเหลียงเหลียวเข้าจวนไปอย่างรวดเร็ว รอจนคนเข้าไปในผู่เยวี่ยนแล้ว หลิวจี้ถึงค่อยวิ่งเหยาะๆ ออกมา
ตอนผ่านข้างกายซือคงเจี้ยน จู่ๆ เขาก็ชักกระบี่ยาวออกมาดัง “ชิ้ง!” พาดขวางไว้ที่หน้าลำคอของหลิวจี้
หลิวจี้ตกใจยกใหญ่ รีบถอยหลังหนีไปก้าวใหญ่
ท้ายที่สุดก็เพราะร้อนตัวจึงถามกลับไปอย่างไม่เต็มเสียงนักว่า “ท่านจะทำอะไร”
“ข้าทำอะไร?” สี่คำนี้แทบจะถูกเค้นออกมาจากไรฟันของซือคงเจี้ยน
เขาจ้องหลิวจี้เขม็งด้วยไอสังหารที่พลุ่งพล่านแล้วถามเสียงเย็นชาว่า “รู้หรือไม่ว่าพวกเจ้ากำลังทำอะไรกันอยู่”
สายตาเขามองหลิวจี้ แต่คนที่ถามกลับเป็นฉินเหยา
ฉินเหยาเยาะหยัน “พวกเราย่อมรู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่”
นางไม่พูดก็แล้วไป พอเอ่ยปากขึ้นมา ซือคงเจี้ยนที่อดทนจนถึงขีดสุดก็หาเป้าหมายระบายอารมณ์ได้ ตวาดลั่นทันทีว่า
“พวกเจ้าจะรู้อะไร! พวกเจ้าคิดว่าที่นี่สงบสุขเหมือนอย่างที่เห็นภายนอกจริงๆ หรือ วันนี้ท่านอาจารย์ไม่เป็นอะไรก็แล้วไป แต่หากผมหลุดไปแม้แต่เส้นเดียว ผลที่ตามมาพวกเจ้าจะรับไหวรึ!”
ฉินเหยาใช้น้ำเสียงอันตราย “ราชครูกำลังสงสัยในฝีมือของข้าหรือ”
น้ำเสียงของนางเย็นยะเยือกเกินไป แววตาก็คมกริบเกินไป ซือคงเจี้ยนค้นพบว่าตัวเองเผลออยากจะหลบเลี่ยงโดยไม่รู้ตัว
แต่เขาแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าเขาอยู่ร่วมงานเลี้ยงในวังดีๆ จู่ๆ ก็ได้ยินซุนเจียงมารายงานว่าผู่เยวี่ยนถูกบุกปล้น ท่านอาจารย์หายตัวไป ตอนนั้นเขาหวาดกลัวมากเพียงใด
ต้องทนรับสายตาสงสัยของเหล่าขุนนางเต็มท้องพระโรงและคณะทูตเป่ยหมาน ไม่สนมารยาท รีบร้อนบุ่มบ่ามออกจากวังหลวงเพื่อมาตามหาคน
แล้วผลลัพธ์เล่า
เพิ่งก้าวออกจากประตูจวนมาได้ไม่กี่ก้าวก็เจอรถเข็นไม้ในตรอกฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ
พอเงยหน้าขึ้นมอง เอาสิ เขาทางนี้ร้อนใจจะตายอยู่แล้ว คนเขากลับไปนั่งมีความสุขชมจันทร์ดูดอกไม้ไฟกันอยู่บนหลังคาหอฝานโหลวเสียอย่างนั้น
วินาทีนั้น ซือคงเจี้ยนทั้งโล่งใจและความโกรธก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
หากไม่ใช่เพราะฝึกฝนจิตใจมาหลายปี ตอนนั้นเขาคงอยากจะเอาน้ำเหล็กเดือดๆ ราดลงบนหอฝานโหลว ระเบิดหอที่สูงที่สุดในเมืองหลวงแห่งนี้ให้รู้แล้วรู้รอด!
ยิ่งคิดยิ่งแค้น ซือคงเจี้ยนจ้องตากับฉินเหยาเขม็ง
สายตาทั้งสองสอดประสานกัน คนรอบข้างดูเหมือนจะได้ยินเสียง ‘เปรี๊ยะๆ’ บาดหูของประกายไฟที่ปะทุออกมา
ฉินเหยาเห็นท่าทางโกรธเป็นฟืนเป็นไฟของเขาก็แค่นหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ
“ราชครู อย่ามาแสร้งทำเป็นว่าห่วงใยชีวิตท่านอาจารย์มากมายนักเลย เดิมทีคนเขาอยู่ที่ชนบทพักผ่อนยามแก่เฒ่าอย่างสุขสบาย ไม่ได้มีภัยอันตรายถึงชีวิต มิใช่ว่าเป็นท่านหรอกหรือที่บังคับพาตัวคนมา ทำให้ตาเฒ่าต้องมาใช้ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นนี้”
มุมปากซือคงเจี้ยนกระตุกอย่างแรง มือที่กุมกระบี่ก็ขยับเข้าใกล้หลิวจี้อีกครึ่งนิ้ว
ฉินเหยายิ่งรู้สึกว่าเขาน่าขบขัน “ไม่ใช่ข้าจะว่านะ ท่านรู้หรือไม่ว่าทำไมตาเฒ่าถึงเอ็นดูหลิวจี้เจ้าคนไม่ได้เรื่องที่เอาดีไม่ได้คนนี้มากกว่า”
นางไม่ต้องการคำตอบจากซือคงเจี้ยน พูดต่อเองว่า “เพราะอย่างน้อยเขาก็กล้าทำกล้ารับ ไม่ทำตัวมือถือสากปากถือศีล เป็นคนถ่อยแท้จริงที่เปิดเผยตรงไปตรงมาอย่างไรเล่า”
หลิวจี้ฟังถ้อยคำเหล่านี้ของเมียจ๋าก็เริ่มสับสน นี่นางน่าจะชมเขาอยู่กระมัง ใช่กระมัง!
“ไปกันได้แล้ว” ฉินเหยาตะโกนเรียก
หลิวจี้ก็ขานรับ “อ้อ” ไปโดยไม่รู้ตัว ยกมือจับกระบี่เย็นเฉียบที่จ่อคออยู่ออกอย่างระมัดระวัง ทีแรกผลักไม่ไป ผลักอีกสองที กระบี่เล่มนั้นถึงยอมเก็บกลับไป
ซือคงเจี้ยนจ้องมองเขา นัยน์ตาเต็มไปด้วยเปลวเพลิงที่ลุกโชน
เป็นคนต้องรู้ว่าเวลาไหนควรขี้ขลาดก็ต้องขี้ขลาด หลิวจี้รีบโกยแน่บ ไม่ถือสาหาความกับซือคงเจี้ยนที่กำลังหัวร้อน
ผู้รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดคน ตอนนี้ไม่หนี อีกเดี๋ยวต้องโดนฟันแน่
ซือคงเจี้ยนไม่ใช่เมียจ๋าของเขาที่จะมานึกสงสารเขา หากกระบี่นั้นฟันลงมา รับรองว่าถึงตาย เขาคงตายสนิทชนิดฟื้นขึ้นมาไม่ได้อีก
“ราชครู บ๊ายบาย~” ฉินเหยายิ้มพลางโบกมือให้ซือคงเจี้ยนแล้วพาหลิวจี้เจ้าคนขี้ขลาดจากไป
ซือคงเจี้ยน “…บ๊ายบาย?”
นางอยากจะบาย (หัก) อะไร? จะงัดข้อกับเขา ดูว่าข้อมือใครแข็งกว่าหรือ
คนกลับมาแล้ว ซุนเจียงก็โบกมือส่งสัญญาณให้เหล่าผู้คุ้มกันแยกย้าย ไม่ช้าหน้าประตูใหญ่ก็เหลือเพียงราชครูที่เหม่อมองท้องฟ้ากับเขา
ซุนเจียงถอนหายใจยาว พูดอย่างโล่งอก “นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะยังส่งท่านอาจารย์กลับมา เมื่อครู่ทำเอาบ่าวตกใจแทบแย่ นึกว่าท่านอาจารย์ถูกฝ่า…”
พูดถึงตรงนี้ จู่ๆ ก็ตระหนักได้ว่าตนไม่ควรพูดจึงรีบหุบปาก คุกเข่าขออภัยด้วยความหวาดกลัว
สายตาของซือคงเจี้ยนละจากดวงจันทร์กลมโตที่หลบซ่อนอยู่ในกลีบเมฆบนท้องฟ้า ค่อยๆ เลื่อนต่ำลงจนสุดท้ายไปหยุดอยู่ที่ชายคาพระราชวังจื่อเวยอันโอ่อ่าทางทิศตะวันออก
มองอยู่นาน เขาถึงได้จัดเสื้อคลุมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยให้เรียบร้อย สะบัดแขนเสื้อกว้าง หันหลังกลับเข้าจวน
ซุนเจียงไม่ได้ยินเจ้านายสั่งให้ลุกจึงต้องคุกเข่าอยู่หน้าประตูจวนราชครูตลอดทั้งคืน
ผู่เยวี่ยนถูกบุกรุก เขาไม่อาจปัดความรับผิดชอบ เพียงแค่คุกเข่าหนึ่งคืน นับว่าเจ้านายเมตตามากแล้ว
หากคืนนี้ท่านอาจารย์เกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ ต่อให้เขาตายหมื่นครั้งก็ชดใช้ไม่หมด!