ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 744 ความรักอันยิ่งใหญ่
ตอนที่ 744 ความรักอันยิ่งใหญ่
สามวันหลังจากผ่านพ้นเทศกาลไหว้พระจันทร์ เป็นวันมงคลฤกษ์งามยามดีเหมาะแก่การเปิดกิจการรับทรัพย์
ร้านสระผมที่หลิวเฝยและอินเยว่เตรียมการมาเนิ่นนาน ได้ฤกษ์เปิดกิจการอย่างเป็นทางการในวันนี้
ฉินเหยาพาคนทั้งครอบครัวไปร่วมแสดงความยินดี มองดูภายในร้านที่มีลูกค้าเนืองแน่นดั่งฝูงเมฆก็รู้สึกยินดีแทนคนหนุ่มสาวทั้งสองจากใจจริง
แน่นอนว่า หากการค้าดี ส่วนแบ่งของนางย่อมขาดไปไม่ได้ ของอย่างเงินตรานี้ ยิ่งมีมากก็ยิ่งดี
ในขณะเดียวกันก็มีจดหมายจากหมู่บ้านตระกูลหลิวส่งมาถึง ซ่งอวี้แจ้งว่าผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างกระเป๋าหนังของโรงงานได้ส่งออกไปแล้ว กำลังจะถูกลำเลียงโดยเรือสินค้าของห้างการค้าฟู่หลงไปยังร้านค้าในที่ต่างๆ และจะวางจำหน่ายทันก่อนที่เหล่าบัณฑิตนับหมื่นนับพันจะเดินทางเข้าเมืองหลวงแน่นอน ให้นางนั่งรอรับเงินได้เลย
สิ่งที่ส่งมาพร้อมกับจดหมายของซ่งอวี้ ยังมีข่าวดีอีกเรื่องหนึ่ง
พี่สะใภ้รองนางชิวตั้งครรภ์อีกแล้ว
ฉินเหยาแจ้งข่าวนี้แก่ทุกคนในบ้าน ทุกคนต่างก็ดีใจกันมาก
ในยุคสมัยนี้ ผู้คนต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าการมีลูกหลานมากถือเป็นวาสนา เมื่อที่บ้านกำลังจะต้อนรับชีวิตใหม่ ทุกคนจึงพลอยยินดีไปกับสองสามีภรรยาหลิวจ้ง
จู่ๆ ซื่อเหนียงก็เอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่ พวกเราไปวัดทำบุญเสริมสิริมงคลให้อาสะใภ้รองและขอพรให้นางปลอดภัยกันเถอะเจ้าค่ะ”
ฉินเหยาถามด้วยความประหลาดใจ “เหตุใดเจ้าจึงรู้ว่าต้องขอพรให้หญิงตั้งครรภ์ปลอดภัย?”
นางจำได้ว่าตนเองยังไม่เคยสอนเด็กหญิงตัวน้อยเรื่องการคลอดบุตรของสตรีเลยนี่นา
ซื่อเหนียงตอบว่า “ท่านย่าของสวีเจียเจียเป็นคนบอกพวกเราเจ้าค่ะ ญาติผู้พี่ของสวีเจียเจียที่แต่งงานไปไกล เพิ่งจะคลอดลูกชายจ้ำม่ำออกมาคนหนึ่งก่อนเทศกาลไหว้พระจันทร์ ได้ยินว่าเกือบเอาชีวิตไม่รอด กว่าจะคลอดออกมาได้ยากลำบากยิ่งนัก”
“สวีเจียเจียฟังแล้วก็นึกกังวล ท่านย่าของนางจึงบอกว่า พวกเราสามารถไปวัดทำบุญเสริมสิริมงคลให้คนท้องได้ เพื่อขอพรให้นางคลอดอย่างปลอดภัย”
“ต่อมาสวีเจียเจียก็ไปที่วัด แต่พี่สาวของนางคลอดไปเรียบร้อยแล้ว” ซื่อเหนียงผายมือออก แสดงท่าทางจนใจแทนสหายตัวน้อยที่ทำอะไรช้าไม่ทันการ
ฉินเหยามักจะได้ยินซื่อเหนียงเอ่ยถึงสหายร่วมชั้นเรียนคนสนิทนามว่าสวีเจียเจียอยู่บ่อยครั้งและแน่นอนว่าต้องมีเรื่องท่านย่าของสวีเจียเจียรวมอยู่ด้วย ก่อนหน้านี้เด็กน้อยเคยบอกว่าท่านย่าของสวีเจียเจียเป็นคนที่ไม่ควรไปตอแยด้วย นึกไม่ถึงว่าจะมีมุมเช่นนี้เหมือนกัน
“ท่านย่าของนางยังพูดอะไรกับพวกเจ้าอีก”
ซื่อเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มีเรื่องเยอะแยะเลย ให้พูดรวดเดียวคงไม่หมด แต่สิ่งที่นางยืนยันได้คือ “ท่านย่าของสวีเจียเจียเป็นคนที่รอบรู้ที่สุดเท่าที่ข้าเคยรู้จักมาเลยเจ้าค่ะ คำถามของพวกเราทุกข้อท่านย่าล้วนตอบได้หมด เก่งกาจมากจริงๆ”
“น่าเสียดาย…” ซื่อเหนียงทำหน้ามุ่ย “ท่านย่าของนางงานยุ่งมากๆ นานๆ ทีถึงจะมารับนางสักครั้ง”
ทว่าท่านย่าของสวีเจียเจียก็ดีต่อนางจริงๆ อยากได้อะไรก็หามาให้ ดีราวกับว่าเป็นหลานสาวแท้ๆ ของตนเอง
เห็นแววตาเป็นประกายของซื่อเหนียง ฉินเหยาก็ยิ่งนึกสงสัย นางเคยเจอสวีเจียเจียหนึ่งครั้ง สร้อยคอปะการังแดงสีสดใสบนคอของเด็กหญิงตัวน้อยผู้นั้นทำให้นางจดจำได้แม่นยำนัก
ดูปราดเดียวก็รู้ว่าฐานะทางบ้านไม่ธรรมดา
“ท่านย่าของนางรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรหรือ” ฉินเหยาถามอย่างใคร่รู้
ซื่อเหนียงนึกพลางทำท่าทางประกอบ “รูปร่างสูงโปร่ง มักจะสวมชุดคลุมผ้าฝ้ายสีเหลืองหม่น ดูอ่อนเยาว์กว่าท่านย่า แต่ผมขาวโพลนแล้ว หางตามีรอยตีนกาเต็มไปหมด เวลาไม่ยิ้มดูน่าเกรงขาม แต่ยามยิ้มกลับเป็นท่านย่าที่สวยและใจดีมากๆ เลยเจ้าค่ะ”
ซื่อเหนียงไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีกจึงเขย่าข้อมือท่านแม่พลางเอ่ยถามอย่างคาดหวัง “ท่านแม่ พวกเราไปทำบุญที่วัดให้อาสะใภ้รองกันเถอะนะเจ้าคะ ข้าจะเอาเงินค่าขนมของข้าสมทบลงไปด้วยทั้งหมด ข้าไม่อยากให้อาสะใภ้รองต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ดีหรือไม่เจ้าคะ”
ฉินเหยาส่ายหน้า “ไม่ดี”
“หา” ซื่อเหนียงตะลึงงัน เห็นได้ชัดว่าคิดไม่ถึงว่าท่านแม่ผู้สวยงามและจิตใจดีจะปฏิเสธ
ฉินเหยาถูกท่าทางเอ๋อๆ ของบุตรสาวทำให้เอ็นดูจนใจละลาย ใช้นิ้วเคาะจมูกรั้นๆ ของนางแล้วยิ้มกล่าวว่า “พวกเราเปลี่ยนวิธีทำบุญให้อาสะใภ้รองของเจ้ากันเถอะ”
ซื่อเหนียงจุดประกายความหวังขึ้นมาอีกครั้ง รีบไล่ถามว่า “วิธีอะไรหรือเจ้าคะ ท่านแม่รีบบอกเร็วเข้า!”
ฉินเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เหล่าบัณฑิตที่จะสอบชุนเหวยมิใช่กำลังจะเดินทางเข้าเมืองหลวงมาสอบกันหรอกหรือ ข้าจะแบ่งผลกำไรของโรงงานในงวดนี้ออกมาสองส่วน บริจาคเป็นค่าเดินทางให้แก่บัณฑิตในอำเภอไคหยางที่ขัดสนทุนทรัพย์เหล่านั้นในนามของหมู่บ้านตระกูลหลิว ช่วยเหลือให้พวกเขาได้เดินทางเข้าเมืองหลวงมาสอบ เจ้าคิดว่าแบบนี้ดีกว่าไปทำบุญที่วัดหรือไม่”
ซื่อเหนียงร้องว้าวออกมา “ท่านแม่ท่านช่างเก่งกาจยิ่งนัก ข้าคิดไม่ถึงเลย วิธีนี้ดียิ่งนักเจ้าค่ะ สามารถช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนได้จริงๆ ด้วย!”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราเขียนจดหมายหาท่านลุงซ่งอวี้ตอนนี้เลยดีไหมเจ้าคะ” ซื่อเหนียงเบิกตากว้าง ถามด้วยความตื่นเต้น
ฉินเหยาพยักหน้าหนึ่งที นางก็รีบวิ่งปรู๊ดเข้าไปในห้องหนังสือของท่านพ่อ ขนเอาพู่กัน หมึก กระดาษและแท่นฝนหมึกที่บิดาบังเกิดเกล้ากำลังใช้อยู่ออกมาที่ห้องโถงหลักทันที
กางกระดาษลงบนโต๊ะ ฝนหมึกเรียบร้อยแล้วประคองพู่กันด้วยสองมือส่งมาตรงหน้าฉินเหยาอย่างเป็นการเป็นงาน
ความเคลื่อนไหวนี้ดึงดูดสายตาของทุกคนในบ้าน ทุกคนต่างก็พากันมามุงดู
หลิวจี้ที่ถูกขนเครื่องเขียนไปจนเกลี้ยงไล่ตามมาถึงห้องโถงหลัก กำลังคิดจะเขกหัวสั่งสอนลูกสาวตัวแสบสักทีก็ได้ยินเด็กหญิงตัวน้อยชิงพูดขึ้นอย่างตื่นเต้นพร้อมแบมือขอเงินพวกเขาเสียก่อน
“ข้ากับท่านแม่ตัดสินใจว่าจะบริจาคค่าเดินทางให้เหล่าบัณฑิตอำเภอไคหยางที่จะเข้าสอบ เพื่อเป็นการทำบุญให้อาสะใภ้รอง ขอพรให้นางคลอดปลอดภัย ผู้ใจบุญทั้งหลายเอาเงินออกมาเถอะเจ้าค่ะ~”
หลิวจี้ร้องเฮอะ ตบมือเล็กๆ นั้นอย่างไม่เกรงใจแล้วเบิกตาโกหกหน้าตายว่า “พ่อเจ้าไม่มีเงิน!”
ซื่อเหนียงเอียงคอจ้องเขาตาแป๋ว “ไม่ ท่านมี ข้ารู้ว่าอยู่ที่ไหน…”
หลิวจี้สะดุ้งโหยง รู้สึกได้ว่าสายตาของฉินเหยากวาดมองมาจึงรีบเอามือปิดปากซื่อเหนียงไว้ “แม่คุณทูนหัว ให้เจ้าก็สิ้นเรื่อง”
ทุกคนต่างพากันหัวเราะ
พอได้ยินว่าเป็นเรื่องดีเพื่อสร้างบุญสร้างกุศล ทุกคนต่างก็ให้ความร่วมมือควักเงินออกมาส่งให้ซื่อเหนียง
โดยเฉพาะอาวั่งที่ราวกับได้ค้นพบสิ่งใหม่ที่ยอดเยี่ยมอย่างไรอย่างนั้น เขาพึมพำเสียงเบาอย่างประหลาดใจว่า “ที่แท้ยังทำแบบนี้ได้ด้วย”
ถ้าอย่างนั้นเขาก็สามารถใช้วิธีการนี้ ไถ่บาปจากการฆ่าฟันที่ตนเองเคยก่อไว้ในอดีตได้ใช่หรือไม่
อาวั่งนั่งยองๆ ลงตรงหน้าซื่อเหนียงอย่างจริงจังเป็นที่สุดแล้วถามว่า “ชาตินี้สร้างกุศล ชาติหน้าจะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีหรือไม่”
ซื่อเหนียงครุ่นคิด ท่านย่าของสวีเจียเจียบอกว่าสั่งสมบุญหลายภพชาติ จะปรากฏผลในชาตินี้ สั่งสมบุญชาตินี้ ชาติหน้าย่อมได้รับผลดี
นางจึงพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ได้เจ้าค่ะท่านอาอาวั่ง”
อาวั่งยิ้มแล้ว เขารีบวิ่งกลับห้องไปราวกับเด็กๆ นำเงินเก็บทั้งหมดของตนออกมาแล้ววางลงบนมือซื่อเหนียงอย่างเคร่งขรึมจริงจัง
ซื่อเหนียงรีบนับจำนวนแล้วแจ้งให้ฉินเหยาจดบันทึกไว้
ฉินเหยาจดบันทึกยอดเงินบริจาคของทุกคนไว้เรียบร้อยก็แนบไปกับจดหมาย หาหีบใบหนึ่งมาใส่ไว้อย่างดี ถึงเวลาค่อยให้คนของห้างการค้าฟู่หลงนำไปส่งที่หมู่บ้านตระกูลหลิว ให้ซ่งอวี้มอบเงินเหล่านี้แก่ทางอำเภอ ให้สำนักศึกษาในอำเภอเป็นผู้จัดการจัดสรรให้แก่บัณฑิตยากจนเหล่านั้น
หลิวจี้มองฉินเหยาจรดพู่กันเขียนเนื้อความเหล่านี้ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าแสงอาทิตย์ยามอัสดงที่ทอดลงบนร่างของนางนั้นช่างเจิดจ้าบาดตา
ที่แท้ในใจเมียจ๋าก็ซุกซ่อนความรักอันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ไว้!
“นี่!” ฉินเหยาถือจดหมายโบกไปมาตรงหน้าใครบางคน ดวงตาคู่นั้นที่จ้องนางอย่างจดจ่อก็กะพริบปริบๆ ถึงได้ได้สติกลับมา
“เมียจ๋า มีอะไรจะสั่งหรือ” หลิวจี้ถามอย่างกระตือรือร้น
ฉินเหยายื่นจดหมายให้เขาพร้อมด้วยหีบใส่เงิน “เอาไปให้เจ้าสี่ เขารู้ว่าต้องทำอย่างไร”
หลิวจี้ “รับทราบ!”
เขาถือจดหมายและหีบออกไปดำเนินการทันที ว่านอนสอนง่ายเสียจนคำขู่เตือนที่ฉินเหยาเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ ไม่มีโอกาสได้ใช้
ทำได้เพียงยักไหล่บ่นกับคนในบ้าน “เขาถูกผีสิงหรือเปล่า”
ทุกคนในบ้านต่างก็ส่ายหน้าพร้อมกัน ไม่รู้สิ
อาจเป็นเพราะต้องการกลับมาให้ทันกินข้าวเย็นร้อนๆ หลิวจี้จึงรีบกลับมาอย่างรวดเร็ว ทั้งยังนำข่าวใหม่สดร้อนๆ มาด้วยข่าวหนึ่ง