ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70 - ตอนที่ 105 ติดตามเจียงตั่วจากไป
หมิงจูมองดวงตาที่ปรือขึ้นมาเล็กน้อยของเจียงตั่ว แล้วเอ่ยเรียกเบาๆ “เจียงตั่ว? คุณฟื้นแล้วหรือคะ?”
เจียงตั่วได้ยินเสียงของเธอก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจเมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยถาม “ที่นี่… คือที่ไหน?”
หมิงจูคิดว่าแย่แล้ว แต่แสร้งทำเป็นใจเย็น มองไปรอบๆ ตามสายตาของเขา แล้วถามอย่างงุนงง “ที่นี่บ้านของอาจารย์ไงคะ”
“บ้านเหล่าโจวงั้นหรือ?” เจียงตั่วหันมองไปด้านข้าง แต่ไม่เห็นอะไรเลย มีเพียงกลุ่มหมอกสีขาวปกคลุมอยู่เท่านั้น
หมิงจูรำพึงในใจ ‘บาปหนาจริงๆ เธอจะต้องโกหกสามีอีกแล้ว’
เธอแสร้งทำสีหน้า ‘กังวล’ แล้วถามเขาว่า “คุณเป็นอะไรไปคะ? จำที่นี่ไม่ได้แล้วหรือ?”
“ฉัน… เห็นแต่หมอกขาวโพลนไปหมด”
หมิงจูขมวดคิ้ว “หมอกอะไรกันคะ? คุณอาจจะปวดแผลผ่าตัด ถึงได้เห็นภาพหลอนไปก็ได้”
เจียงตั่วสามารถอดทนต่อความเจ็บปวดได้มากกว่าคนทั่วไป ความเจ็บเพียงเท่านี้สำหรับเขาแล้วไม่นับเป็นอะไรเลย
หมิงจูยกมือขึ้นมาปิดตาของเจียงตั่ว “ถ้ามองไม่เห็นก็อย่าเพิ่งมองเลยค่ะ คุณอดทนหน่อยนะคะ พักผ่อนสักนิด อีกไม่กี่เข็มก็เย็บเสร็จแล้ว”
ทันทีที่พูดจบ เธอก็พาเจียงตั่วออกจากมิติได้ทันที
โชคดีที่บาดแผลเกือบจะเย็บเสร็จแล้ว เธอจึงไม่ต้องกังวลเรื่องการติดเชื้อ
เธอผ่อนคลายลงแล้วก็ดึงมือกลับ “การเย็บแผลมันเจ็บมากค่ะ กลัวว่าคุณจะทนไม่ไหวถ้ายังตื่นอยู่ ฉันก็เลยไม่ได้ให้คุณดื่มน้ำไท่สุ้ย… ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว ดื่มน้ำไท่สุ้ยก่อนนะคะ”
เธอพูดพลางหันกลับไปหยิบน้ำไท่สุ้ยบนโต๊ะมาจะป้อนให้เขา
เจียงตั่วลืมตาขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้สิ่งที่เห็นไม่ใช่หมอกสีขาวหม่นครึ่งหนึ่งสว่างไสวและอีกครึ่งไกลสุดลูกหูลูกตาเหมือนเมื่อครู่ แต่เป็นบ้านของเหล่าโจว
หรือว่าเมื่อครู่… เป็นเพียงภาพหลอนจริงๆ?
หมิงจูค่อยๆ ป้อนน้ำจากน้ำพุวิเศษให้เขาทีละช้อน จากนั้นก็เย็บแผลอีกไม่กี่เข็มที่เหลือ
ที่จริงเธอรู้สึกสงสารมาก แต่ก็ช่วยไม่ได้ ด้วยสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากในตอนนี้ อย่างมากก็ทำได้แค่นี้
เธอเย็บแผลไม่กี่เข็มสุดท้ายอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่เจียงตั่วกลับไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว
เขานี่แหละ… ลูกผู้ชายตัวจริงเลย!
หลังจากเย็บแผลเสร็จแล้ว หมิงจูก็หยิบผ้าก๊อซมาพันแผลอย่างดี แล้วจึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ในที่สุดก็เสร็จเสียที”
เธอนั่งลงข้างเตียง ยกมือขึ้นมาลูบใบหน้าของเจียงตั่ว แล้วก็เบะปากไม่พอใจ “ผู้กองเจียงคะ ตั้งแต่คุณมาอยู่กับฉันก็บาดเจ็บซ้ำๆ แบบนี้ ไม่ได้เป็นไปตามที่คนเคยด่าฉันลับหลังหรอกหรือ… ว่าฉันเป็นตัวซวย?”
เจียงตั่วเอื้อมมือไปจับมือของเธอ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อย่าพูดเหลวไหลสิ ฉันบาดเจ็บสองครั้งนี้… เพราะภารกิจ ไม่เกี่ยวกับเธอเลย”
เมื่อได้ยินเขาพูดถึง ‘ภารกิจ’ ขึ้นมาเอง หมิงจูรู้ก็ว่าเขาต้องบอกอะไรเธอ
อย่างที่คิด เจียงตั่วพูดตามตรงกับเธอว่า “เมื่อหกเดือนก่อน จานจารึกอักษรโบราณชิ้นหนึ่งที่มีคุณค่าต่อการศึกษาของประเทศอย่างมากได้หายไปจากเมืองอัน และในระหว่างที่โจรขโมยไปก็ได้สังหารเจ้าหน้าที่เฝ้าดูแลสองคน ฉันกับเฉียวปินได้รับคำสั่งด่วนให้ตามหาวัตถุโบราณกลับคืนมา และจับกุมอาชญากรมาลงโทษให้ได้”
หมิงจูยิ้มบางๆ “เมื่อกี้ตอนที่หมิงต้าโหย่วกำลังชี้นำชาวบ้าน ฉันก็เดาได้ว่าเขาต้องแอบอ้างตัวตนของคุณ และจงใจบิดเบือนข้อมูลของชาวบ้าน แต่… คุณเป็นใครกันแน่คะ? เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือ?”
เจียงตั่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบมาว่า “เรื่องนี้… เดี๋ยวเธอก็จะรู้เอง”
หากยังไม่ได้รับข้อมูลยืนยันที่แน่ชัดจากเบื้องบน เจียงตั่วก็ยังไม่สามารถพูดอะไรมากนัก
เมื่อเขาไม่ได้ตอบตรงๆ หมิงจูก็ไม่ได้กดดันเอาคำตอบ แต่ถามอีกครั้ง “แล้ว… ตอนนี้ภารกิจสำเร็จแล้ว คุณก็จะจากไปเร็วๆ นี้ใช่ไหมคะ?”
“พอแผลหายดีก็จะไป เธอเองก็ต้องเตรียมตัวไปพร้อมกับฉันด้วย”
“ค่ะ” จู่ๆ หมิงจูก็รู้สึกเศร้าในใจ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอคงตอบรับอย่างไม่ลังเล แต่ตอนนี้เธอยังมีลุงใหญ่ ป้าสะใภ้ และอาจารย์อยู่ที่นี่
ที่จริงแล้ว เธอรู้สึกเสียดายที่จะจากไป
แต่ถึงจะเสียดายก็ต้องไป เธอไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่ในยุคนี้อีกนานแค่ไหน ดังนั้นในวันข้างหน้า เธอจึงอยากอยู่กับเจียงตั่ว และทะนุถนอมช่วงเวลานี้ไว้
เจียงตั่วเพิ่งผ่าตัดเสร็จ จำต้องพักผ่อน หมิงจูจึงให้เขานอนพักสักครู่ ส่วนเธอต้องกลับไปหาลุงกับป้า
เมื่อครู่ตอนที่เธอออกจากบ้านหมิงต้าโหย่ว เธอได้ฝากคุณป้าไว้กับลุงใหญ่และป้าสะใภ้ และไม่รู้ว่าตอนนี้คุณป้าเป็นอย่างไรแล้ว
หลังจากที่เธอออกจากบ้านโจวชางหมิง ก็วิ่งกลับบ้านทันที และเห็นซ่งเคอกำลังปลอบใจซ่งเสวี่ยที่เสียขวัญอยู่ในลานบ้าน
เมื่อเห็นหมิงจูกลับมา เธอก็รีบลุกขึ้นมาทักทาย พร้อมกับถามด้วยความเป็นห่วง “พี่สาว พี่เขยเป็นยังไงบ้างคะ?”
“การผ่าตัดประสบความสำเร็จ ไม่มีอะไรแล้ว พวกเธอเป็นยังไงบ้าง?”
ซ่งเคอตอบเสียงเบา “ป้าชุ่ยหลันปลอบจนแม่สงบลงแล้วค่ะ ส่วนเสี่ยวเสวี่ยก็ยังกลัวอยู่ ตอนนี้เลยยังไม่หายตกใจ”
หมิงจูยกมือขึ้นมาตบไหล่เธอเบาๆ เมื่อครู่เด็กคนนี้ก็ตกใจเช่นกัน แต่ไม่ได้พูดถึงสภาพของตัวเองเลย ช่างเป็นเด็กที่รู้จักคิดเสียจริง
“เสี่ยวเคอ วันนี้เธอกล้าหาญมาก ทำได้ดีมากเลย เธอโตขึ้นมาก ขอบคุณนะที่ช่วยพูดให้เรา”
ซ่งเคอหน้าแดงเรื่อ “เพราะหนูเชื่อว่า พี่กับพี่เขยเป็นคนดีค่ะ”
หมิงจูหัวเราะเบาๆ “วางใจเถอะ เราเป็นคนดีแน่นอน”
ขณะที่เธอพูดก็เดินเข้าไปหาซ่งเสวี่ย ลูบหัวเธอเบาๆ “เสี่ยวเสวี่ย วันนี้เธอก็ทำได้ดีนะ ถึงจะกลัวมาก จนร้องไห้โฮ แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนฝ่าย ตอนนี้คนเลวถูกลงโทษตามกหมายแล้ว เธอไม่ต้องกลัว”
ซ่งเสวี่ยเบะปากและมองค้อนหมิงจู
หมิงจูยิ้ม “ทำไม? ยังคิดจะร้องไห้อีกหรือ? ฉันไม่กอดเธอหรอกนะ กลัวเลอะน้ำมูก ไปหาพี่สาวเธอโน่น”
พูดจบ เธอก็เดินเข้าไปในบ้านอย่างสบายใจ
ในห้อง หมิงชุนนีหลับไปแล้ว เจียงชุ่ยหลันเห็นเธอก็เอานิ้วขึ้นมาแตะปากบอกให้เงียบๆ
หมิงจูพยักหน้าแล้วกระซิบบอก “ป้าสะใภ้ มีเรื่องที่หนูอยากจะคุยด้วยค่ะ”
เจียงชุ่ยหลันค่อยๆ ลงจากเตียงอุ่น แล้วเดินตามออกไปนอกห้อง
หมิงจูให้ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคนเข้าไปพักผ่อนในห้อง ส่วนเธอกับเจียงชุ่ยหลันเดินมานั่งข้างกันบนเก้าอี้หินใต้ต้นหลิวหน้าบ้าน
เจียงชุ่ยหลันรู้สึกสบายใจขึ้นมากหลังจากถามถึงอาการของเจียงตั่ว
หมิงจู “ป้าสะใภ้ มีเรื่องหนึ่งที่หนูต้องบอกก่อนค่ะ ครอบครัวของเรา… อาจจะต้องไปแล้ว”
เจียงชุ่ยหลันมองหมิงจูด้วยความรู้สึกอาลัย ที่จริงแล้ว ตั้งแต่ตอนที่หมิงต้าโหย่วถูกจับ ทุกคนก็เข้าใจ
เจียงตั่วกับเฉียวปินเป็นฝ่ายที่มาจับคนร้าย เมื่อคนร้ายถูกลงโทษตามกหมายแล้ว หากเขาจะจากไป หมิงจูที่เป็นภรรยาของเขาก็คงจะต้องตามไปด้วยเช่นกัน
เจียงชุ่ยหลันตบหลังมือเธอเบาๆ แล้วพยักหน้าพูดว่า “สามีภรรยาควรอยู่ด้วยกัน ฉันได้ยินมาว่าโลกภายนอกกว้างใหญ่มาก เธอเองก็ยังสาว ควรตามเขาออกไปดูโลกบ้าง”
หมิงจูไม่คิดว่าเจียงชุ่ยหลันจะไม่ได้กังวลเรื่องน้ำไท่สุ้ยเลยเช่นนี้ ยิ่งทำให้เธอรู้สึกผิดเล็กน้อย
“ป้าสะใภ้ ถ้าหนูไปแล้ว น้ำไท่สุ้ยก็จะขาดไปเลยนะคะ”
เจียงชุ่ยหลันยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอก ฉันร่างกายแข็งแรงแล้ว แถมยังได้เงินมาตั้งขนาดนี้ ฉันพอใจมากแล้ว ต่อไปถึงจะไม่ได้เงินจำนวนนี้อีก ฉันก็ไปทำงานได้แล้ว ไม่ต้องห่วงนะ”
“แต่หนูคิดว่า ถ้าเลิกทำไปเลยก็เสียดายแย่ เลยเรียกป้าสะใภ้ออกมา อยากจะคุยปรึกษาเรื่องแผนการแก้ปัญหากับป้าค่ะ”
เจียงชุ่ยหลันมองหมิงจู แล้วถามอย่างคาดหวัง “จูจู เธอ… มีความคิดดีๆ อยู่งั้นหรือ?”