ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70 - ตอนที่ 13 น้ำวิเศษอันล้ำค่า
เจียงตั่วตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “แต่ง”
ต่อให้หมิงชุนนีจะอาการไม่หนักเขาก็ยังยืนยันคำเดิม หรือต่อให้หมิงชุนนีจะอาการหนัก เขาก็จะรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง และจะไม่คิดหนีไปไหนแน่นอน!
“ไว้เราหาเวลาพาคุณป้าไปที่โรงพยาบาลในเขตตลาดดูว่าพอรักษาได้ไหม”
รักษา…
หมิงจูรู้ดีว่าอาการป่วยทางจิตของหมิงชุนนีนั้นรักษาได้ยากมาก
ตอนที่ป้าถูกรับกลับมาใหม่ๆ อาการป่วยทางจิตของเธอรุนแรงมาก ในสองปีนี้ไม่มีสิ่งกระตุ้นจากภายนอกมากระทบ อาการจึงดีขึ้นบ้าง อย่างน้อยก็ไม่ทำร้ายตัวเองหรือคนอื่นไปทั่วแล้ว
ในยุคนี้ สภาพทางการแพทย์ยังไม่พัฒนา โรงพยาบาลในเขตตลาดก็ไม่มีเครื่องสแกน CT เธอทำได้เพียงเฝ้าสังเกตอาการต่อไปเรื่อยๆ ดูว่ามีโอกาสที่จะรักษาให้หายได้หรือไม่
แต่ความปรารถนาดีนี้ของเจียงตั่ว หมิงจูรู้สึกซาบซึ้งจากใจ
เธอมองเขา จากนั้นส่งยิ้มหวานบางๆ ให้ “เจียงตั่ว คุณใจดีจริงๆ”
เจียงตั่วที่อยู่ๆ ก็ได้รับคำชมกะทันหันเงียบไป “…”
เธอยิ้มอีกแล้ว!
การพบกันในวันนี้ที่ผ่านมา เธอช่าง…
อ่อนเยาว์น่ารักในบางครั้ง บางคราวก็ฉลาดมีไหวพริบ และบางครั้งก็ดุดันเจ้าเล่ห์
สรุปคือ อารมณ์ของเธอเปลี่ยนแปลงไปมาจนไม่อาจคาดเดาได้ ผู้หญิงทุกคนเป็นแบบนี้หรือเปล่านะ?
หมิงจูสบตากับเจียงตั่ว อดที่จะรู้สึกประหม่าไม่ได้ ทำไมคนคนนี้ถึงชอบจ้องมองกันขนาดนี้ล่ะ?
“คุณไม่ไปแล้วเหรอคะ? มีอะไรอีกไหม?”
เจียงตั่วเพิ่งรู้ตัวว่าเสียมารยาทไป เขาหันหน้าไปอีกทาง แล้วกำชับว่า “พรุ่งนี้เช้าหลังจากทำงานเสร็จ พอตอนเที่ยง ฉันจะมารับเธอเข้าไปซื้อของในเมือง”
“ค่ะ”
“งั้นฉันไปแล้วนะ”
“ไว้พบกันค่ะ”
เจียงตั่วไม่ได้พูดอะไรอีก เดินจากไปอย่างรวดเร็ว
หมิงจูเฝ้ามองร่างกำยำของชายหนุ่มจนหายไปจากสายตา ความระแวดระวังและความกังวลในใจของเธอก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง
เธอหันหลังกลับเข้าบ้าน พอเข้าไปในห้องครัวก็เห็นหมิงชุนนีจุดตะเกียงน้ำมันไว้ และตอนนี้นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ตัวงอกุมท้อง ท่าทางไม่สบายตัว ดูทรมานอย่างมาก
ในความทรงจำของร่างเดิม หมิงชุนนีเป็นแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ในยุคนี้ไม่ใช่อาการร้ายแรงอะไร จึงไม่มีใครไปโรงพยาบาลกัน อย่างมากก็แค่ไปหาหมอพื้นบ้านเพื่อขอยามากิน
ส่วนหมิงชุนนีนั้นโง่เขลาจนพูดไม่รู้เรื่อง ร่างเดิมก็ไม่ค่อยสนใจป้าของตนเองเลย ที่บ้านก็ยากจนขัดสน จึงชินชากับมันไปนานแล้ว เจ็บปวดก็ทำได้แค่อดทนเอาไว้
แต่ตอนนี้ต่างออกไป หมิงจูไม่ใช่คนในร่างเดิมที่ไร้หัวใจคนนั้นอีกต่อไป
เธอเดินเข้าไปหา คุกเข่าลงตรงหน้าหมิงชุนนี ใช้มือกดที่ท้องไปเรื่อยๆ หมิงชุนนีก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด…
นี่คือโรคกระเพาะเรื้อรัง
หมิงจูเป็นหมอแผนปัจจุบัน หากต้องการทราบผลที่แน่นอน ต้องตรวจด้วยการส่องกล้องเข้าไปในกระเพาะอาหาร แต่ที่นี่ไม่มีเครื่องมือดังกล่าว
ทว่าโรคกระเพาะอาหารไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ตอนที่เรียนหมอ หมิงจูได้เรียนแพทย์แผนโบราณควบคู่ไปด้วย แม้เธอจะไม่ถนัดเรื่องการจับชีพจร แต่โชคดีที่มีความจำดี พวกสูตรยารักษาโรคพื้นฐานบางอย่างเธอก็ยังจำได้อยู่
เธอนึกถึงสมุนไพรเหล่านั้น แล้วพูดขึ้นมาลอยๆ “ดีล่ะ หาสมุนไพรพวกนั้นได้ไม่ยาก มาเริ่มกันเลย!”
ติ๊ง!
ทันทีที่เธอพูดจบ เสียงเครื่องจักรที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นอีกครั้ง!
หมิงจูชะงักไป แสงสลัวตรงหน้าเธอสว่างวาบขึ้นมา เธอรู้สึกปรับตัวไม่ทันจนปวดตา สายตาพร่ามัวไปในเสี้ยววินาที เธอขยี้ตาถี่ๆ เมื่อลืมตาขึ้นกลับพบว่าตัวเองยืนอยู่ในพื้นที่สีขาวขุ่นอันกว้างใหญ่
หมิงจูยินดีแทบขาดใจ “ว้าว มีมิติพิเศษจริงๆ ด้วย! ฉันรู้อยู่แล้วว่านิยายแนวทะลุมิติไม่เคยหลอกกัน!”
แต่เมื่อมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัว หมิงจูก็รู้สึกผิดหวังในทันที…
มารดามันเถอะ ไม่มีอะไรเลยนี่หว่า!
เท่าที่กวาดสายตามองเห็น มีเพียงรางหินทรงกระบอกขนาดเท่าบ่อน้ำ ตรงกลางเว้าเป็นแอ่ง และเต็มไปด้วยน้ำเท่านั้น
อืม…
มิติพิเศษในนิยายต้องทรงพลังจนทำได้ทุกอย่างไม่ใช่หรือ? ให้น้ำหนึ่งอ่างกับเธอแบบนี้หมายความว่ายังไงเนี่ย?
เธอรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก แต่ก็ยังเดินเข้าไปเพราะความอยากรู้
จากนั้น หมิงจูก็ใช้กระบวยที่วางอยู่ข้างรางหินตักน้ำขึ้นมาหนึ่งกระบวย แต่ระดับน้ำไม่ลดลงเลย ไม่ว่าจะตักมากแค่ไหนก็ยังเต็มอยู่เท่าเดิมเสมอ
หมายความว่าน้ำนี้ตักได้ไม่สิ้นสุดงั้นเหรอ?
เธอมองน้ำใสสะอาดในกระบวย เผลอเลียริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว และก้มหน้าลองจิบไปหนึ่งอึก…
หวานจัง!
ไม่ใช่ความหวานที่เติมน้ำตาล แต่เป็นความหวานหอมสดชื่นตามธรรมชาติของน้ำพุภูเขา เธอไม่เคยดื่มน้ำที่รสชาติดีขนาดนี้มาก่อนในชีวิต!
หมิงจูอดใจไม่ไหว ดื่มไปอีกหลายอึก เดิมทีเธอเหนื่อยล้าจากการทำงานมาตลอดทั้งบ่าย แต่เรื่องน่าอัศจรรย์คือหลังจากดื่มน้ำนี้เข้าไป ความเหนื่อยล้าก็หายเป็นปลิดทิ้ง ร่างกายกลับมามีพลังงานเต็มเปี่ยมอีกครั้งหนึ่ง!
อืม ฉันขอถอนคำพูดที่ว่าไม่ยุติธรรมเมื่อกี้นี้ น้ำนี้มันสุดยอดจริงๆ!
เมื่อนึกถึงป้าที่ยังทรมานอยู่ เธอก็อยากจะตักน้ำออกไปให้ป้าลองดื่มดูว่าจะช่วยได้ไหม
แต่จะบอกออกไปได้อย่างไร?
เธอถือกระบวยน้ำมองไปรอบๆ พร้อมกับคิดว่าตอนเข้ามาได้เหมือนจะพูดคำว่า ‘มาเริ่มกันเลย’ โดยไม่ตั้งใจ ถ้าอย่างนั้นการจะออกไปก็ต้องใช้คาถาเช่นเดียวกันด้วยไหมนะ?
หมิงจูพูดคำเดิมซ้ำ “มาเริ่มกันเลย”
ทว่า กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เกิดขึ้น
งั้น…
“ฉันไม่ทำแล้ว!”
เธอแค่พูดเล่น แต่เห็นหมอกสีขาวตรงหน้ากลับจางหายไปในทันที แสงไฟสลัวๆ กลับมาปกคลุมเธออีกครั้ง
ออกมาได้จริงด้วย!
แต่คาถาเข้าออกนี่… อืม มิตินี้ออกจะดื้อไปหน่อยนะ!
เมื่อเห็นหมิงชุนนียังคงซบหน้ากับโต๊ะด้วยความเจ็บปวด จนไม่ทันสังเกตว่าหลานสาวของตนหายไปไหนมา แสดงว่าเวลาภายนอกหยุดนิ่งตอนที่เธอเข้าไปในมิติพิเศษสินะ…
หมิงจูไม่ได้คิดมาก เธอรีบวางกระบวยน้ำในมือลงบนแท่นเตาอิฐข้างๆ แล้วประคองหมิงชุนนีขึ้นมา “คุณป้า ไปนอนพักบนเตียงเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูจะรินน้ำอุ่นให้ดื่ม”
แววตาของหมิงชุนนีฉายแววประหลาดใจ เมื่อก่อนจูจูไม่เคยสนใจเธอเลย แถมยังชอบดุว่าเธอแกล้งป่วยตลอด แต่จูจูในวันนี้ นอกจากจะไม่ดุด่า ยังยิ้มให้เธอ แถมยังให้ไปพักผ่อนด้วย…
จูจูที่เป็นแบบนี้ดีจริงๆ
หลังจากหมิงชุนนีนอนราบลงบนเตียงอุ่น หมิงจูก็กลับมาที่ห้องครัว
เธอเทน้ำในกระบวยลงในชามของป้า แต่ไม่กล้าให้คนป่วยดื่มน้ำเย็นโดยตรง จึงผสมน้ำร้อนลงไปด้วยเล็กน้อย
เมื่อเห็นหมิงชุนนีขดตัวงอเป็นก้อนเพราะความเจ็บปวด หมิงจูก็รีบยื่นน้ำให้ “มาค่ะ คุณป้า ดื่มน้ำหน่อย”
หมิงชุนนีมักจะเชื่อฟังหมิงจูเสมอ เธอรับชามที่หมิงจูยื่นให้ ทนความเจ็บปวดกลืนน้ำลงไปจนหมด
เมื่อดื่มเสร็จ เธอก็เม้มปากอย่างสงสัย แล้วถามขึ้นว่า “จูจูใส่น้ำตาลให้ป้าเหรอ? ป้าไม่ดื่มน้ำหวานหรอกนะ น้ำตาลต้องเก็บไว้ให้จูจูสิ”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หมิงจูก็รู้สึกทั้งขบขันและซาบซึ้ง เธอเห็นหัวคิ้วที่ขมวดแน่นของหมิงชุนนีเริ่มคลายลงก็ถามออกไปว่า “ป้าคะ ยังปวดท้องอยู่ไหม?”
หมิงชุนนีตะลึงไปชั่วครู่ ผ่านไปประมาณสองวินาที เธอก็ลูบท้องตัวเอง มุมปากเผยรอยยิ้มเหมือนเด็กเล็ก “ไม่ปวดแล้ว!”
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เวลาเธอปวดท้องก็ต้องปวดไปครึ่งคืน ครั้งนี้แปลกจัง ทำไมถึงหายเร็วขนาดนี้?
หมิงจูเห็นหมิงชุนนีกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งก็แอบดีใจ ดูเหมือนว่าน้ำนี้ไม่ใช่แค่ดีกับตัวเธอ แต่ถ้าคนอื่นดื่มลงไปก็ได้รับผลดีด้วย แล้วผลลัพธ์ยังแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล คล้ายกับน้ำวิเศษเลย
เป็นน้ำที่ล้ำค่าจริงๆ หมิงจูพอใจกับมันมาก!
แต่ในขณะที่บางคนกำลังมีความสุขอยู่นั้น บางคนก็โศกเศร้า ตอนนี้หมิงฉางเหอที่อยู่ใจกลางหมู่บ้านกำลังไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง…
เดิมทีเขาตั้งใจจะแย่งเงินสินสอดห้าร้อยหยวนจากหมิงจูมาให้ได้ แต่ไปสองครั้งแล้วก็ยังทำไม่สำเร็จ
โดยเฉพาะในคืนนี้ เขาต้องอับอายต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน!
กลางดึก เขานั่งไขว่ห้างบนเตียง สูบกล้องยาสูบ ขณะมองลูกชายคนโตกำลังตีเจียงหรงด้วยไม้!
เจียงหรงร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด พยายามหลบเลี่ยงการถูกซ้อม แต่ก็ไม่กล้าวิ่งออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว
หมิงฉางเหอรู้สึกไม่พอใจ จึงด่าว่า “ตีให้หนักเลย! ผู้หญิงแบบนี้จะไปโอ๋ได้ยังไง ทำให้ฉันเสียหน้าจริงๆ!”
ด้านข้างคือลูกชายสองคนกับลูกสาวหนึ่งคนของเจียงหรง
ลูกชายคนโตหมิงเทา อายุยี่สิบห้าปี เขาแต่งงานแล้ว และเป็นคนที่ตีเมียอย่างไม่ปรานีเช่นกัน
ลูกสาวหมิงเยี่ยน อายุยี่สิบสองปี ตั้งมั่นแน่วแน่ว่าจะแต่งงานกับคนในเมืองเท่านั้น จิตใจหยิ่งทะนงเหนือฟ้า
ลูกชายคนเล็กหมิงฮ่าว อายุยี่สิบปี วันทั้งวันเอาแต่จ้องมองบัณฑิตหญิงในหมู่บ้านด้วยสายตาหื่นกระหาย เหมือนกบในกะลาที่อยากกินเนื้อหงส์
เมื่อเห็นแม่ถูกพ่อทุบตีอย่างโหดร้าย ทั้งสามคนก็ไม่มีใครเข้าไปขัดขวาง กลับมองว่านี่เป็นเรื่องปกติ
ในที่สุดหมิงฮ่าวที่รำคาญเสียงร้อง ก็พูดขึ้นด้วยความไม่พอใจว่า “พ่อครับ พอได้แล้ว เรื่องที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องรีบหาวิธีเอาเงินสินสอดมาให้ได้นะครับ!”
ลูกคนโตของหมิงฉางเหอหยุดมือ เขานั่งลงบนขอบเตียงอุ่น หายใจหอบแล้วดื่มน้ำสองอึกใหญ่ “คิดอะไรนักหนา ถ้าไม่ได้ก็ไปแย่งมาเลยสิ หมิงจูเป็นแค่หลานสาวตัวเล็กๆ ไม่มีสิทธิ์เก็บเงินก้อนนี้เอาไว้ ควรจะยกให้พวกเราต่างหาก!”
หมิงเทากลับหัวเราะเยาะ “พ่อครับ พ่อคิดว่าหมิงจูเป็นคนที่เอาเปรียบได้ง่ายขนาดนั้นหรือ? แถมผู้ชายที่อยู่กับเธอ… ผมยังสู้เขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ พ่อจะไปแย่งเงินนั่นมายังไง?”
เมื่อช่วงเย็นเขาพึ่งโดนเจียงตั่วชกไปหนึ่งหมัด ตอนนี้ไหล่ของเขายังเจ็บอยู่เลย พอลองกระชากปกเสื้อลงก็เห็นว่ามีรอยฟกช้ำแล้ว!
ภายในห้องเงียบลงทันที ทุกคนกำลังคิดหาวิธีอยู่ หมิงเยี่ยนที่นั่งอยู่ปลายเตียงกลับเป็นคนแรกที่เปิดปากพูดขึ้นก่อน “คุณปู่ คุณพ่อ หนูมีวิธีค่ะ…”