ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70 - ตอนที่ 33 หัวใจของเจียงตั่วเต้นแรงเหลือเกิน
- Home
- ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70
- ตอนที่ 33 หัวใจของเจียงตั่วเต้นแรงเหลือเกิน
แต่สุดท้าย สติก็เอาชนะกิเลสได้
เขากับหมิงจู… เอาเข้าจริงก็ไม่ได้สนิทกันนัก บางครั้งเธอก็ทำตัวแปลก เขาจึงต้องระวังให้มาก
เจียงตั่วเตือนตัวเองว่าจะต้องไม่เสียการควบคุมกับเธออีก และต่อไปเขาควรจะพยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับเธอ…
โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องใต้ดินเก็บเสบียงวันนั้น จะต้องไม่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง!
หลังจากหมิงจูกลับถึงบ้าน เธอรดน้ำแปลงผักด้วยน้ำจากน้ำพุวิเศษจนชุ่มฉ่ำ ก่อนจะค่อยๆ หว่านเมล็ดและกลบด้วยดิน
เธอปลูกผักโขม ถั่วฝักยาว ผักกวางตุ้ง และกะหล่ำปลีอย่างละแปลง ทั้งยังปลูกต้นหอมและผักชีรวมกันอีกแปลงหนึ่ง กว่าจะจัดการเสร็จก็ใช้เวลาไปเกือบทั้งวันแล้ว
หมิงจูร้อนมากจนต้องเข้าไปอาบน้ำในมิติ หลังจากออกมาก็เริ่มกลุ้มใจเรื่องอาหารการกินสำหรับมื้อถัดไป
เพราะแต่ก่อนเจ้าของร่างเดิมค่อนข้างขี้เกียจ และป้าของเธอก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ทั้งสองคนจึงไม่ได้ปลูกผักตามฤดูกาลที่เหมาะสม เป็นผลให้นอกจากมันฝรั่งที่หมู่บ้านแบ่งให้และ… บวบที่เลื้อยอยู่บนกำแพงแล้ว ก็ไม่มีผักตามฤดูกาลอย่างอื่นเลย
แต่ธรรมชาติมักจะมีสิ่งที่ดีที่สุดตอบแทนให้เสมอ
หมิงจูจึงคว้าตะกร้าหวายสานและจอบเล็กๆ ออกจากบ้านมุ่งหน้าขึ้นเขาไป
บ้านของเธออยู่ท้ายหมู่บ้าน ถัดออกไปไม่กี่สิบเมตรเป็นพื้นที่เนินเขาเล็กๆ
เธอเดินมาถึงเชิงเขา ตั้งใจจะขุดผักป่าสักหน่อย แต่ในยุคนั้นทุกครัวเรือนขาดแคลนทั้งเสื้อผ้าและอาหาร ผักป่าที่เชิงเขาจึงถูกขุดจนหมดเกลี้ยงไปนานแล้ว
หมิงจูจำต้องเดินลึกเข้าไปในป่า วนเวียนอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็พบจี้ไช่ [1] หลายต้นใต้ต้นหวายเก่าแก่ที่ร่มครึ้ม
ยิ่งเดินลึกเข้าไป ผักป่าก็ยิ่งมีมากขึ้น นอกจากจี้ไช่แล้ว เธอยังเก็บดอกแดนดิไลออนมาได้เกือบครึ่งตะกร้าอีกด้วย
เธอยิ่งขุดยิ่งเพลิน เมื่อเดินเรื่อยมาจนถึงใต้ต้นสนเก่าแก่ที่มีลำต้นบิดเบี้ยว ดวงตาพลันเหลือบไปเห็นบางอย่างสีขาวนูน โผล่ออกมาข้างรากไม้ใหญ่กลางรอยแยกที่ปกคลุมด้วยกิ่งไม้แห้ง
หมิงจูรู้สึกแปลกใจ เดินเข้าไปเขี่ยเศษกิ่งไม้แห้งออก ปรากฏว่าด้านล่างมีก้อนทรงกลม รูปร่างไม่สม่ำเสมอ ผิวภายนอกของมันคล้ายหนังยาง ยืดหยุ่นได้เล็กน้อย และด้านล่างนุ่มนิ่ม
เมื่อเธอลองสัมผัสดู มือก็เปื้อนเมือกเหนียวๆ
หมิงจูดีใจสุดขีด นี่มัน… เห็ดหลินจือเนื้อ?!
หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าไท่สุ้ย [2] เป็นสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรโพรทิสตานอกเหนือจากสัตว์ พืช และเชื้อราตามหลักชีววิทยาที่หายาก!
เมื่อตอนที่เธออายุสิบกว่าปี เคยตามพ่อไปเยี่ยมบ้านเพื่อน และเห็นในห้องนั่งเล่นของบ้านนั้นมีอ่างกระเบื้อง แช่สิ่งที่คล้ายก้อนเนื้อถูกตัดแบ่งเอาไว้โดยเฉพาะ
ตอนนั้นเจ้าของบ้านบอกว่า นั่นคือไท่สุ้ยหนึ่งกิโลกรัมที่เขาซื้อมาด้วยเงินหนึ่งล้านหยวน และยังบอกอีกว่าการดื่มน้ำไท่สุ้ยสามารถรักษาได้สารพัดโรค ทั้งยังช่วยให้อายุยืนขึ้นด้วย!
ต่อมาหมิงจูได้เรียนแพทย์ จึงได้เห็นจริงๆ ว่าในตำรา ‘ยาพรรณไม้’ [3] ของหลี่สือเจิน มีบันทึกว่า เห็ดหลินจือเนื้อมีหัวและหาง เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถกินและนำมาทำยาได้!
ในตำราชื่อว่า ‘คัมภีร์สมุนไพรของเทพเฉินหนง’ [4] ก็มีบันทึกว่า เห็ดหลินจือเนื้อไม่มีพิษ บำรุงร่างกาย เพิ่มพลังชีวิต หากทานต่อเนื่องเป็นเวลานานจะช่วยบำรุงให้ร่างกายปราดเปรียว และชะลอความชรา
แม้จะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ความมหัศจรรย์ของสิ่งนี้ได้ แต่มันก็อุดมไปด้วยโพลีแซคคาไรด์ วิตามิน และสารอาหารอื่นๆ อีกมากมาย แม้จะรักษาโรคไม่ได้ ก็ยังสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายได้!
และสำหรับหมิงจูแล้ว สิ่งนี้ทำประโยชน์อื่นๆ ได้อีกมากมาย…
เธอเขี่ยเห็ดหลินจือเนื้อออกมา แล้วนำไปล้างในมิติ โอ้โห ใหญ่มาก อย่างน้อยก็ยี่สิบห้ากิโลกรัม!
หากอยู่ในยุคปัจจุบัน เธอคงรวยเละเทะไปแล้ว!
เธอหั่นเห็ดหลินจือเนื้อออกมาประมาณหนึ่งกิโลกรัมครึ่ง แล้วออกจากมิติ กลับถึงบ้านก็นำไปเลี้ยงไว้ในโอ่งน้ำ จากนั้นมาที่สวนเพื่อเด็ดผักป่ามาทำอาหาร อารมณ์ดีสุดๆ!
เมื่อเจียงตั่วกับหมิงชุนนีเลิกงานกลับมาในเวลาไล่เลี่ยกัน เกี๊ยวไส้จี้ไช่ของหมิงจูก็เกือบจะห่อเสร็จพอดี
เธอให้ป้าช่วยก่อไฟ และกำลังจะลงเกี๊ยวในน้ำเดือด เฉียวปินก็เข้ามา… แถมยังนำแป้งขาวที่ตั้งใจไปแลกจากในเขตตลาดมาอีกหลายกิโลกรัมด้วย
เหตุผลคือเมื่อวานเขาห้ามปากไม่อยู่ กินเยอะไปหน่อย จึงรู้สึกละอายใจ เลยซื้อมาเพื่อเป็นการชดเชย
ตอนแรกหมิงจูไม่ยอมรับ แต่เจียงตั่วบอกให้เธอรับไว้ ไม่อย่างนั้นเฉียวปินจะเกรงใจที่มากินข้าวบ้านเธออีก เพราะผู้ชายกินจุ… หมิงจูนึกตามแล้วก็คิดว่าจริง จึงรับไว้
แต่เธอก็ไม่ปล่อยให้เฉียวปินมาเสียเที่ยว เลยชวนเขาอยู่กินเกี๊ยวด้วยกันก่อน
เฉียวปินไม่เคยกินเกี๊ยวเลยนับตั้งแต่มาอยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวจิ่ง ตอนนี้เขาอยากกินมาก จึงไม่สามารถปฏิเสธ ‘คำเชิญอย่างจริงใจ’ ของหมิงจูได้
เมื่อรู้ว่าทุกคนทำงานมาทั้งเช้าแล้ว คงจะหิว หมิงจูจึงให้ป้าช่วยลงเกี๊ยวหม้อแรกก่อน แล้วเธอก็ห่อเพิ่มอีกหนึ่งถาด
ระหว่างกินข้าว ทั้งสามคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เฉียวปินถึงกับอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม “พี่สะใภ้ ทำไมฝีมือทำอาหารของคุณถึงได้ดีขนาดนี้? ทั้งที่หน้าตาแบบเดียวกัน แต่ทำไมคุณถึงทำออกมาอร่อยกว่าล่ะ? แม้แต่น้ำชาไผ่หินที่คุณชงเมื่อวานยังอร่อยกว่าที่คนอื่นชงเลย!”
หมิงจูได้ยินคำพูดนั้นก็ปลาบปลื้ม ดูสิ อานุภาพของเห็ดหลินจือเนื้อมาแล้ว!
เธอทำหน้าเจ้าเล่ห์แล้วพูดว่า “เจ้านี่มันไม่เหมือนกันหรอกนะ ฉันใส่ส่วนผสมพิเศษอย่างหนึ่งลงไปเพิ่มน่ะ”
เมื่อได้ยินหมิงจูพูดเช่นนั้น เจียงตั่วและเฉียวปินก็หันมามองที่เธอด้วยความอยากรู้พร้อมกัน
แต่หมิงจูเพียงแค่ยิ้มหวานแล้วถามว่า “เจียงตั่ว คุณไม่รู้สึกเหรอว่าน้ำที่ฉันให้ดื่มมันรสชาติดีเป็นพิเศษ?”
เจียงตั่วพยักหน้า เขารู้สึกแบบนั้นมาตลอด หวานชื่นมาก ทุกคนดื่มน้ำบ่อเดียวกันแท้ๆ แต่กลับไม่มีรสชาติแบบนี้เลย
หมิงจูชวนทั้งสองคนมาที่ห้องครัว เปิดฝาไม้บนโอ่งน้ำ แล้วชี้เข้าไปข้างใน…
“นี่ไง น้ำที่ฉันใช้ คือน้ำที่แช่ด้วยเจ้านี่”
เฉียวปินมองก้อนที่อยู่ในโอ่งด้วยความสับสน…
“พี่สะใภ้ นี่มันอะไรครับ?”
“เห็ดหลินจือเนื้อ หรือที่คนเก่าแก่เรียกว่าไท่สุ้ย”
ไท่สุ้ย?!
ในพริบตานั้น เจียงตั่วมองเธอด้วยสายตาประหลาดใจ เฉียวปินถึงกับอุทานเสียงหลงออกมา “นี่คือไท่สุ้ยเหรอครับ? ผมเคยได้ยินคนพูดกันว่า ได้กินไท่สุ้ยแล้วสามารถชุบชีวิตคนตาย สร้างเนื้อเยื่อกระดูกใหม่ และคนธรรมดากินแล้วจะมีชีวิตยืนยาว! แต่เจ้าสิ่งนี้หายากมากเลยนะครับ พี่สะใภ้ คุณไปหามาจากไหนกัน?”
ชีวิตยืนยาว? คิดว่าเป็นเนื้อของพระถังซำจั๋งหรือไง คนสมัยก่อนช่างกล้าพูด!
แน่นอนว่าหมิงจูจะไม่บอกให้ใครรู้ว่าเธอหามันมาจากบนภูเขา จึงอ้างไปว่า “เมื่อไม่นานมานี้เอง… ฉันไปเจอเข้าตอนออกไปเก็บฟืนข้างต้นหวายที่ตายแล้วหลังบ้าน”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น เฉียวปินก็ยิ่งไม่เชื่อ!
“เจอได้ง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอครับ? คุณโชคดีจังเลย!”
โชคดี? หมิงจูได้ยินเช่นนี้… คิดตามดูแล้วมันก็จริงแฮะ
ตั้งแต่มาที่โลกนี้ เธอก็โชคดีจริงๆ ออกไปซักผ้า ยังมีปลาใจกล้าว่ายมารอที่เท้ารอให้เธอจับ ขุดผักป่าก็เจอเห็ดหลินจือเนื้อก้อนใหญ่ด้วยนะ…
เรียกได้ว่าเป็น ‘เทพีแห่งโชคลาภ’ ตัวจริงเสียงจริงเลย!
เจียงตั่วจ้องมองสิ่งที่อยู่ในโอ่งอยู่ตลอดเวลา คิ้วขมวดเข้าหากัน เขาก็เคยได้ยินเรื่องไท่สุ้ยมาบ้าง แต่ไม่เคยเห็นมาก่อน หมิงจูแน่ใจได้อย่างไร?
“เธอรู้ได้ยังไงว่านี่คือไท่สุ้ย?”
หมิงจูกลั้นหายใจ มาแล้ว มาแล้ว ความระแวงของเจียงตั่วมาอีกแล้ว!
โชคดีที่เธอเตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว จึงตอบกลับอย่างเป็นธรรมชาติว่า “ในตำรา ‘ยาพรรณไม้’ แล้วก็ ‘คัมภีร์สมุนไพรของเทพเฉินหนง’ บันทึกไว้นะคะ เจ้าสิ่งนี้มีหลายรูปร่างและหลายสี แต่แก่นแท้ของมันก็ยังเหมือนเดิม คุณวางใจได้เลย ฉันไม่มีทางจำผิดหรอกค่ะ!”
เฉียวปินก็พยักหน้าตาม “หัวหน้าครับ ไท่สุ้ยมันก็เหมือนก้อนเนื้ออ้วนๆ นั่นแหละครับ อีกอย่าง… พูดตามตรงนะครับ เมื่อวานผมดื่มน้ำที่พี่สะใภ้ชงให้แล้ว แม้จะทำงานมาทั้งวัน แต่ก็ยังรู้สึกมีแรงเต็มเปี่ยม มันคงจะเป็นของจริงนะครับ! พี่สะใภ้ ของสิ่งนี้มันล้ำค่ามากเลยนะ คุณต้องเก็บซ่อนไว้ให้ดี อย่าให้คนไม่ดีขโมยไปได้นะครับ”
“แต่ก่อนฉันก็ซ่อนไว้ตลอด แต่เพราะแต่งงานกับเจียงตั่วแล้ว… ตอนนี้ฉันก็มีคนให้พึ่งพาถึงได้กล้าเอาออกมาแช่ในโอ่งน้ำไง”
คำพูดโดยไม่ตั้งใจของหมิงจู กลับไปกระทบจิตใจส่วนลึกของเจียงตั่วเข้าอย่างจัง…
จังหวะการเต้นของหัวใจเขาเร็วขึ้นอย่างอธิบายไม่ได้ชั่วขณะ เขาเหลือบมองไปยังหญิงสาวร่างเล็กที่ยิ้มแย้มสดใสราวกับดอกไม้
คนที่เธอรักจริงๆ ไม่ใช่เขาด้วยซ้ำ แต่เธอกลับพูดว่า… เขาคือที่พึ่งของเธอ?
คำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจมักจะกระทบใจคนได้ง่าย แต่ยิ่งไม่ได้ตั้งใจมากเท่าไหร่ สำหรับเจียงตั่วแล้ว ยิ่งมีโอกาสที่จะเป็นกับดักได้มากเท่านั้น เขายังต้องระแวงเธอเอาไว้ก่อนอยู่ดี…
เชิงอรรถ
[1] จี้ไช่ เป็นหญ้าสมุนไพรที่พบตามไหล่เขา ทุ่งนาและริมถนน รับประทานได้หลายวิธี ปรุงเข้ากับเนื้อสัตว์หรือทำน้ำซุป หรือทำยำ นอกจากนี้ก็มีคุณค่าทางยา เช่น มีวิตามินเอที่ซึ่งมีผลในการรักษาโรคต้อกระจกและตาบอดกลางคืน
[2] ไท่สุ้ย เป็นอีกชื่อหนึ่งของเห็ดหลินจือเนื้อ ถือเป็นยาอายุวัฒนะ ตามตำนานกล่าวว่าจักรพรรดิฉินสื่อหวาง (จิ๋นซีฮ่องเต้) ได้ส่งคนออกไปตามหาสิ่งนี้เพื่อใช้เป็นยาที่ทำให้เป็นอมตะ
[3] ตำรายาพรรณไม้ หรือตำรายาเปิ๋นเฉ่ากังมู่ เขียนโดย หลี่สือเจิน เป็นหนังสือรวม 52 เล่ม กล่าวถึงสมุนไพร 1,892 ชนิด
[4] คัมภีร์สมุนไพรของเทพเฉินหนง หรือคัมภีร์เสินหนงเปิ๋นเฉ่าจิง เนื้อหาเกี่ยวกับเทคนิคการเผายาสมุนไพรจีนในยุคแรกเริ่ม อย่างยุคชุนชิว ยุคจั๋นกั๋ว ถึงยุคราชวงศ์ซ่ง