ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70 - ตอนที่ 54 เจียงตั่ว คุณไม่รักฉันเหรอ
- Home
- ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70
- ตอนที่ 54 เจียงตั่ว คุณไม่รักฉันเหรอ
หมิงจูรู้ว่าเขาจะไม่จูบเธอจริงๆ หรอก แค่รู้สึกว่าได้แกล้งเขาแล้วสนุกดี
พอเห็นเขาถอยหน้าไปข้างหลัง เธอก็หัวเราะและกำลังหดหน้าที่ยื่นออกไป แต่เจียงตั่วกลับก้มหน้าลงมาจูบปากเธอ
ถ้าให้พูดก็คือ เป็นการจูบแบบแตะเบาๆ ราวกับผีเสื้อแตะบนดอกไม้
แต่หมิงจูก็ยังตะลึงไปครู่หนึ่ง นี่เขา…จูบเธอจริงๆ
เธอหัวเราะและกระโดดไปยืนขวาง บังทางเดินตรงหน้าเขา เบียดตัวเข้าไปใกล้เจียงตั่ว “ว้าว! ผู้กองเจียงของฉันกล้าจูบภรรยาตัวเองกลางถนนเชียวหรือเนี่ย เหลือเชื่อเลย!”
ลำคอของเจียงตั่วขยับแค่นเสียงเล็กน้อย สาวน้อยคนนี้ชักจะมีท่าทีไม่สงบเสงี่ยมอีกแล้ว ทั้งๆ ที่เธอนั่นแหละบอกให้เขาจูบเอง
เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ได้เวลากลับบ้านแล้ว”
หมิงจูที่กำลังทิ้งน้ำหนักครึ่งตัวลงบนตัวเขา จู่ๆ เขาก็ถอยไปข้างหลัง ทำให้หมิงจูเสียหลัก ทิ้งตัวพุ่งไปข้างหน้า และไถลลงมาตามตัวเขา
แม้ว่าเจียงตั่วจะคว้าไหล่เธอไว้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ให้เธอล้มลงไป แต่เธอก็ยังอยู่ในท่านั่งคุกเข่าลงกับพื้นตามแรงเฉื่อย หน้าของเธอกระแทกกับ… ส่วนล่างของช่วงเอวเขาพอดี
ลมหายใจอุ่นร้อนที่พ่นออกมาในชั่วพริบตานั้น ทำให้เจียงตั่วถึงกับแข็งทื่อไปทั้งตัว
เขารีบประคองให้ลุกขึ้น แล้วย่อตัวลงมานั่ง หลีกเลี่ยงการมองหน้าเธอ
หมิงจูที่ปกติแล้วชอบจีบเจียงตั่วผู้บริสุทธิ์เล่นอย่างไร้ยางอาย แท้จริงแล้วเธอก็เป็นแค่พวกเก่งแต่ปาก พูดไปอย่างนั้นแต่ไม่กล้าทำจริงหรอก
เมื่อครู่เธอไปสัมผัสโดนส่วนที่ไม่ควรแตะต้อง ตอนนี้ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
เห็นเจียงตั่วนั่งยองอยู่ตรงหน้า เธอจึงยกมือขึ้นปิดหัวแล้วร้อง “โอ๊ย โอ๊ย” อย่างน่ารักน่าเอ็นดู พร้อมกันนั้นก็แสร้งทำเป็นบาดเจ็บ “เจียงตั่ว คุณไม่สนใจฉันเลย หลบฉันแล้วปล่อยให้ล้ม หัวฉันเจ็บไปหมดเลย”
เจียงตั่วหัวเราะเบาๆ “เมื่อกี้ไม่ได้โดนหัวนะ”
หมิงจูเหลือบตามอง ก่อนจะนั่งลงกับพื้นอีกครั้ง แล้วกุมเข่าเอาไว้ “ขาฉันเจ็บกว่าเดิมอีก…”
เจียงตั่วพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะกลั้นเสียงหัวเราะที่ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
ภายใต้แสงจันทร์ หมิงจูที่นั่งอยู่ตรงหน้าร่างสูงใหญ่ของเจียงตั่ว ดูบอบบางน่ารักอย่างน่าประหลาด ทำให้เขารู้สึกอยาก… เอื้อมมือไปสัมผัสเธอ
แต่สุดท้ายเขาก็อดกลั้นความรู้สึกนั้นไว้
“หยุดเล่นได้แล้ว ลุกขึ้นมาแล้วกลับบ้านกันเถอะ”
หมิงจูยังกองอยู่บนพื้นแล้วส่ายหน้า “ไม่ได้หรอกค่ะ ขาฉันเจ็บ เดินไม่ไหวแล้ว ผู้กองเจียงเป็นผู้ก่อเหตุ ต้องแบกฉันกลับไปสิคะ”
เจียงตั่วไม่พูดอะไรสักคำ ใช้มือข้างหนึ่งโอบหลังไหล่ อีกมือหนึ่งสอดใต้เข่า อุ้มเธอขึ้นมาอย่างง่ายดาย แล้วเดินตรงกลับบ้าน
หมิงจูไม่คิดว่าคราวนี้เขาจะยอมอุ้มเธอโดยไม่พูดถึงเรื่องความเหมาะสมใดๆ จึงโอบรอบคอเขาโดยไม่รู้ตัว “ตกใจหมดเลย ทำไมวันนี้ผู้กองเจียงถึงได้ว่าง่ายจังคะ ขอให้ทำอะไรก็ทำหมดเลย แอบไปทำอะไรที่มันไม่ดีมาหรือเปล่าเนี่ย”
เจียงตั่วหันข้างมองสาวน้อยในอ้อมแขน เสียงของเขากดต่ำลง “จะเป็นไปได้ยังไงกัน”
“ฉันเดาว่าคุณคงไม่ทำหรอก” หมิงจูหัวเราะคิกคัก คิดว่าอีกร้อยกว่าเมตรกว่าจะถึงบ้าน การที่เขาอุ้มเธอแบบนี้ต้องหนักมากแน่ๆ เธอจึงตบไหล่เขาเบาๆ “คุณแบกฉันดีกว่านะคะ อุ้มแบบนี้จะเมื่อยเอา”
เจียงตั่วยังไม่หยุดเดิน เขาก้าวฉับๆ ต่อไป “เธอไม่ชอบให้คนอื่นอุ้มหรอกเหรอ”
เขานึกถึงวันที่ฝนตก ตอนที่เธอเคยพูดว่าแบกคนเหมือนพระถังซำจั๋งแบกภรรยาขึ้นหลัง…
หมิงจูโอบรอบคอเจียงตั่วแน่นขึ้นอีกนิด ใบหน้าแทบจะแนบชิดกับใบหน้าคมสันของเขา “คำพูดที่ฉันเคยพูด คุณจำได้หมดเลยเหรอคะ? งั้นจะตามใจฉันแบบนี้ไปตลอดได้ไหม?”
เจียงตั่วก้มลงจ้องมองสายตาคาดหวังของเธอ เธออายุน้อยกว่าเขามาก ในขณะที่คนอื่นๆ ในที่แห่งนี้ต่างคิดว่าเขาเป็นเพียงคนนอกจากที่อื่นที่ถูกส่งมาทำงาน และไม่สนใจเขาเลย แต่เธอกลับยอมแต่งงานกับเขาโดยไม่ลังเล
แม้ว่าตอนนั้นจะเกิดเรื่องผิดพลาดบางอย่างขึ้น…
เจียงตั่วรู้เพียงว่าเขามีหน้าที่ต้องดูแลเธอให้ดี
เขาพยักหน้าตอบอย่างจริงจัง “ได้สิ”
หมิงจูจ้องมองเขาอยู่เช่นกัน สายลมในฤดูร้อนพัดผ่านทั้งสองคนไป กลิ่นอายที่คุ้นเคยจากตัวเขาทำให้หัวใจของเธอเต้นระรัว
เธอชอบท่าทีที่เขาตอบรับทุกเรื่องแบบนี้ ชวนให้รู้สึกมั่นคงอย่างบอกไม่ถูก
หากเธอต้องอยู่ที่โลกใบนี้จริงๆ และไม่สามารถกลับไปสู่โลกของตัวเองได้ การได้ใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายเช่นนี้ไปตลอดชีวิตก็คงจะดี
เพียงแต่… เธอคิดถึงพ่อแม่และพี่ชายของเธอมากจริงๆ
เมื่อนึกถึงครอบครัว เธอก็เอนศีรษะซบไหล่เจียงตั่วแล้วเงยหน้ามองเสี้ยวพระจันทร์ที่แขวนอยู่บนยอดต้นหลิวตรงหน้า
เจียงตั่วรู้สึกว่าลมหายใจของเธอหนักหน่วงขึ้น เขาจึงชะลอฝีเท้าลงแล้วถามว่า “เป็นอะไรไป?”
หมิงจูกอดเขาแน่นขึ้น ส่ายหน้าและยิ้มเล็กน้อย “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ…คุณต้องจำคำพูดที่เพิ่งพูดเมื่อกี้ไว้นะ ไม่ว่าฉันจะทำอะไร คุณก็จะตามใจฉัน เข้าข้างฉัน และอยู่ข้างฉันเสมอ”
เจียงตั่วรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าอารมณ์ของเธอหดหู่ แต่ในเมื่อไม่ยอมพูด เขาก็จะไม่ซักไซ้ แม้ว่าเขาจะอยากรู้เรื่องของเธอมาก แต่ก็ไม่คิดจะสอดรู้สอดเห็นเรื่องส่วนตัวของใคร
“อืม แต่เธอต้องบอกฉันล่วงหน้าก่อนนะ จะได้เตรียมตัวถูก”
หมิงจูตอบรับอย่างร่าเริง “ได้เลยค่ะ”
ทั้งสองคนเดินมาถึงหน้าบ้าน เจียงตั่วเห็นเธอไม่ได้พูดอะไรอีกก็หยุดเดิน ยืนอยู่ใต้ต้นหลิวใหญ่แล้วก้มลงมองเธอ สายตาของเขาดูจริงจัง “แล้วเธอไม่มีอะไรจะบอกฉันบ้างเหรอ?”
หมิงจูขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร “เรื่องไหนคะ? อยากรู้อะไรก็ถามมาตรงๆ สิ”
เจียงตั่วพูดตามตรง “เรื่องหมิงเสี่ยวเจี๋ย…”
หมิงจูชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็หัวเราะขึ้นมา “เจียงตั่ว คุณสุดยอดจริงๆ เลยนะ รู้จักกันได้ไม่นานก็เข้าใจฉันขนาดนี้แล้ว สงสัยว่าคุณคงจะสนใจฉันไม่น้อยเลยนะ”
“หยุดล้อเล่นได้แล้ว เข้าเรื่องเถอะ”
หมิงจูกระโดดออกจากอ้อมแขนเจียงตั่ว แล้วหันไปมองเขา เธอพูดอย่างจริงจังแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนว่า “ฉันตั้งใจจะจัดการหล่อนด้วยวิธีเดียวกับที่ใช้กับฉันค่ะ แต่ไม่อยากบอกรายละเอียดกระบวนการให้รู้ เพราะคุณเป็นคนซื่อตรง อาจจะไม่พอใจกับวิธีการของฉัน
ฉันบอกได้แค่ว่า ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่มีเจตนาร้าย พวกเขาก็จะไม่ติดกับ และฉันก็ทำอะไรไม่ได้ด้วย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายมีศีลธรรมแค่ไหน…อืม คุณอย่าห้ามเลยนะ คุณเพิ่งสัญญาว่าจะตามใจฉันทุกเรื่อง ห้ามคืนคำเด็ดขาด”
อยู่ด้วยกันมาหลายวัน เจียงตั่วย่อมรู้ว่าเธอเป็นคนที่ทำอะไรมีขอบเขต คนอื่นไม่หาเรื่องเธอก็จะไม่หาเรื่องใครก่อน
ยิ่งกว่านั้น เมื่อวานหมิงเสี่ยวเจี๋ยก็กล่าวหาเธอต่อหน้าสาธารณชน ถ้าหมิงจูไม่มีไหวพริบ คงถูกสาดโคลนใส่ทั้งตัวไปแล้วเป็นแน่
เขาจะไม่ขัดขวางหมิงจูที่ต้องการระบายความแค้นนี้ แต่…
“เธอจะได้รับผลกระทบอะไรหรือเปล่า?”
หมิงจูยิ้ม ใบหน้าจริงจังเมื่อครู่หายไปหมดสิ้น เธอรักผู้ชายคนนี้มากจริงๆ ที่เป็นห่วงเป็นใยเธอทุกเรื่อง
“ไม่เลยค่ะ”
“แล้วอยากให้ฉันช่วยอะไรบ้าง?”
หมิงจูชะงักไปครู่หนึ่ง เธอไม่ได้ฟังผิดไปใช่หรือไม่?
ผู้กองเจียงแสนซื่อตรงและใจดีคนนี้ ไม่เพียงแต่จะยอมเพื่อเธอ แต่ยังจะช่วยเธอด้วย?