ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70 - ตอนที่ 59 ออกจากหมู่บ้านเสี่ยวจิ่ง
- Home
- ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70
- ตอนที่ 59 ออกจากหมู่บ้านเสี่ยวจิ่ง
เมื่อเห็นว่าเฉียวปินดูไม่สำนึกเลยสักนิด สีหน้าของเจียงตั่วก็ดำทะมึน “เฉียวปิน!”
เฉียวปินรู้สึกถึงแรงกดดัน เขายืดตัวตรงในทันที “ครับ!”
“วิดพื้นห้าสิบครั้งตรงนี้ ปฏิบัติ!”
“ครับ!” เฉียวปินถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วลงไปวิดพื้นต่อหน้าเจียงตั่ว
หลังจากครบห้าสิบครั้งแล้วยืนขึ้น เขาก็ได้ยินเจียงตั่วพูดว่า “ในหมู่บ้านมีคนจ้องเล่นงานหมิงจูอยู่เสมอเลย ถ้าคนที่มีเจตนาร้ายเห็นพวกนายอยู่ด้วยกันตามลำพัง เอาเรื่องนี้ไปพูดถึงเธอลับหลังจะว่ายังไง? เราอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน อย่าก่อเรื่อง”
เฉียวปินเข้าใจความกังวลของเจียงตั่ว เขารีบพยักหน้า “ครับ หัวหน้า ครั้งหน้าผมจะระมัดระวังให้มากขึ้น แต่ที่เราจะอยู่ที่นี่ได้ไม่นานหมายความว่าอะไรครับ? เป้าหมายมีความเคลื่อนไหวแล้วใช่ไหม?”
“อืม ช่วงนี้ให้เตรียมตัวรอรับคำสั่ง”
“ครับ”
หมิงจูทำซุปเต้าหู้หัวปลา และยังมีปลาเผากระเทียมแบบง่ายๆ แล้วก็หมูผัดซอสอีกหนึ่งจาน
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ในที่สุดเธอก็ได้กินอาหารที่ถูกใจอย่างเอร็ดอร่อยเสียที
เฉียวปินก็เพลิดเพลินกับมื้ออาหาร เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชมแล้วชมอีก “พี่สะใภ้ ทำอาหารเก่งไปซะทุกอย่าง ปลาเผาแบบนี้ผมไม่เคยกินที่ไหนมาก่อนเลย อร่อยมาก! ถ้าพี่ออกจากที่นี่เมื่อไหร่ พี่ไปเป็นแม่ครัวที่ร้านอาหารของรัฐเถอะครับ ผมจะไปอุดหนุนทุกวันเลย!”
หมิงจูขมวดคิ้ว แล้วถามย้ำ “ถ้าออกจากที่นี่เมื่อไหร่งั้นเหรอ?”
เธอมาจากยุคหลัง จึงรู้ว่านโยบายจะมีการเปลี่ยนแปลง และในอนาคตเธอจะต้องออกจากหมู่บ้านเล็กๆ ที่ยากจนแห่งนี้ในที่สุด
แต่…ทำไมคำพูดของเฉียวปินถึงฟังดูเหมือนกับว่าเขารู้ล่วงหน้าแล้วล่ะ?
เจียงตั่วเหลือบมองเขม็งที่เฉียวปินด้วยสายตาตำหนิ เฉียวปินที่รู้ตัวว่าพลั้งปากพูดออกไป จึงรีบเปลี่ยนคำพูด “คือผมหมายถึง…ในเมื่อหมิงต้าโหย่วจ้องเล่นงานพี่อยู่ ต่อไปพี่ก็คงทำงานไม่สะดวก ไปทำงานที่ร้านอาหารของรัฐในเมืองน่าจะดีกว่า”
หมิงจูแสร้งทำเป็นไม่เห็นความเลิ่กลั่กของเฉียวปิน เธอยิ้มบางๆ “งานที่นั่นไม่ใช่ใครก็ไปทำได้สักหน่อย อีกอย่างนิสัยอย่างฉันคงทำงานบริการคนแบบนั้นไม่ได้หรอก ทำไมต้องไปจากที่นี่? อยู่ที่นี่ดูแลป้า ดูแลผู้กองเจียงของฉัน อยากกินอะไรก็ทำ ไม่ดีกว่าเหรอ?”
“ใช่ครับ ใช่ครับ!” เฉียวปินไม่กล้าพูดเรื่องอะไรต่ออีก เขาลุกขึ้นพรวดพราด “ป้าครับ หัวหน้า พี่สะใภ้ ผมอิ่มแล้ว ขอตัวกลับก่อนนะ พวกคุณก็รีบพักผ่อนนะครับ”
หลังจากเฉียวปินไปแล้ว หมิงชุนนีกินข้าวเสร็จก็ไปเด็ดใบหม่อน จูจูเลี้ยงหนอนไหมไว้เยอะมาก เธอจึงอยากจะดูแลให้จูจูเป็นอย่างดี
หมิงจูนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร มองเจียงตั่วที่ยังกินอาหารอยู่แล้วก็ยิ้มแย้ม
เจียงตั่วหันมาเหลือบมองเธอ “เป็นอะไรไป?”
“เปล่าค่ะ แค่คืนนี้กินหนำใจมากเลย มีความสุขน่ะ ฉันว่าชีวิตคนเรามันต้องมีเนื้อบ้างถึงจะอยู่ได้ ก่อนหน้านี้กินแต่ธัญพืชหยาบๆ กับผักจืดๆ ฉันเกือบจะกลายเป็นกระต่ายอยู่แล้วค่ะ”
เธอพูดจบก็ยกมือขึ้นมาประคองใบหน้า กะพริบตาให้เจียงตั่ว “ดูสิ เหมือนไหมคะ?”
มุมปากของเจียงตั่วหยักโค้งขึ้นมาเล็กน้อย “ไม่เห็นเหมือน”
หมิงจูพยักหน้าเห็นด้วย แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “นั่นสิคะ กระต่ายที่ไหนจะสวยเหมือนฉัน ขอเป็นสุนัขจิ้งจอกดีกว่าค่ะ เป็นสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยที่คอยสะกดใจผู้กองเจียง”
ครั้งนี้เจียงตั่วไม่ปฏิเสธ เขาฟังหมิงจูพูดจ้ออยู่คนเดียวเงียบๆ แต่ในใจกลับกำลังคิดว่าเธอไม่เหมือนกระต่ายและไม่เหมือนสุนัขจิ้งจอกเลย แต่เหมือนแมวมากกว่า
เมื่อคนแปลกหน้ายื่นมือเข้าหา เธอจะตอบโต้ แต่ต่อหน้าเขา เธอกลับเรียบร้อย แล้วบางครั้งก็ซุกซน จนเขาห้ามใจอยากจะลูบไล้เธอไม่ได้…
เมื่อรู้ตัวว่ากำลังคิดนอกเรื่องอีกแล้ว เจียงตั่วก็รีบดึงสติกลับมา รอให้หมิงจูพูดจบ เขาลุกไปล้างจานที่ลานบ้าน หมิงจูก็นั่งอยู่ข้างแปลงผักเป็นเพื่อนเขา
ทันใดนั้นจู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตู แล้วใครบางคนก็ถามเสียงเบาว่า “หมิงจูอยู่บ้านไหม?”
ฟ้ายังไม่มืดสนิท หมิงจูลุกขึ้น เธออาศัยแสงสลัวเพื่อเพ่งมอง แล้วก็เห็นว่าคนมาคือสามีภรรยาเพื่อนบ้านของผู้นำหมู่บ้าน
หมิงจูลุกขึ้น ยิ้มให้คนที่มา “ลุงรอง ป้าสะใภ้รอง ทำไมถึงมาบ้านหนูคะ?”
ชาวบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเสี่ยวจิ่งใช้นามสกุลหมิง แม้ว่าครอบครัวหมิงฉางเซิ่งจะสายเลือดห่างกับตระกูลของเธอไปหลายรุ่นแล้ว แต่ตามลำดับอาวุโสในหมู่บ้าน ยังถือว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน
ป้าสะใภ้รองถือผักโขมมาด้วยกำหนึ่ง แล้วยื่นให้อย่างกระตือรือร้น “ผักโขมบ้านฉันออกเยอะ มาส่งผักให้พวกเธอสามคนกิน บังเอิญมีเรื่องอยากขอให้เธอช่วยด้วยน่ะ”
หมิงจูยิ้มแล้วก็ชี้ไปที่แปลงผักของเธอ “หนูซาบซึ้งน้ำใจของป้าสะใภ้รองนะคะ แต่ดูสิ ผักของหนูก็มีตั้งเยอะ พอกินแล้วค่ะ ครอบครัวป้าคนเยอะ เอาผักกลับไปกินเองเถอะค่ะ มีเรื่องอะไรเชิญว่ามาได้เลย”
“คือว่านะ วันนี้ฉันเห็นเธอไปขายเต้าหู้กับป้าสะใภ้ใหญ่ หล่อนบอกมาว่าน้ำที่ใช้มาจากเธอ ดูสิ ฉันก็อยู่บ้านก็ว่างๆ ไม่ได้ทำอะไร จะมาขอทำธุรกิจนี้กับเธอด้วยได้หรือเปล่า?”
หมิงจูแสร้งทำหน้าลำบากใจ “ป้าสะใภ้รอง วันนี้ป้าเห็นตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว ทำไมถึงไม่รีบมาหาหนูล่ะคะ? มีหลายบ้านในหมู่บ้านรู้เรื่องนี้เลยมาหาหนูกันให้ควั่ก น้ำที่เหลือของหนูทำเต้าหู้ได้แค่วันละสามสี่ถังเท่านั้นเอง ให้มากกว่านี้ก็คงไม่ได้ อีกอย่าง สหกรณ์ร้านค้าก็ไม่ได้ต้องการเต้าหู้มากขนาดนั้นด้วย”
สองสามีภรรยาได้ยินว่ามีคนมาหามากมาย พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกกังวล “หมิงจู ดูสิ ครอบครัวของเราก็ไม่ได้ห่างกันเท่าไหร่ เธอช่วย…แบ่งให้ฉันบ้างได้ไหม?”
หมิงจูถอนหายใจ ครุ่นคิดอยู่นาน แล้วพูดว่า “ถ้าหนูขอให้ป้าสะใภ้รองร่วมมือกับคนคนหนึ่ง ป้าจะทำได้ไหมคะ?”
“ได้ ได้ ได้!” ป้าสะใภ้รองพยักหน้ารัวๆ แค่ทำงานร่วมกับคนอื่น แล้วแบ่งกันคนละครึ่ง ได้เงินสองหยวนห้าเฟิน มากกว่าที่เธอได้จากการทำงานในหมู่บ้านเสียอีก
“ดีค่ะ งั้นหนูจะลองจัดการดู ถ้าป้าสะใภ้รองให้ความร่วมมือกับหนูอย่างเต็มที่ พรุ่งนี้บ่ายหนูจะให้คำตอบนะคะ”
สองสามีภรรยารับปากว่าจะเชื่อฟังหมิงจู แล้วก็พูดจาดีๆ อีกหลายคำก่อนจะกลับไป
เจียงตั่วเช็ดมือให้สะอาด แล้วเดินไปหาหมิงจู ถามว่า “เมื่อบ่ายมีคนมาหาเธอเยอะไหม?”
หมิงจูยิ้มบางๆ ตอบว่า “หลายบ้านเห็นป้าสะใภ้ใหญ่ขายเต้าหู้จากไกลๆ เลยเข้าไปถาม แล้วจากนั้นก็มีประมาณสี่บ้านมาหาฉันค่ะ คาดว่าพรุ่งนี้คงมีคนเข้ามาหาอีก พรุ่งนี้คุณเข้าไปในเมืองอีกไหมคะ?”
“ทำไมเหรอ?”
“ฉันจะฝากไปที่สหกรณ์ร้านค้าหน่อยน่ะค่ะ ไปหาหลิวเฉิงไฉ บอกว่าฉันสามารถส่งสินค้าให้เขาทุกวันได้แล้ว”
เจียงตั่วพยักหน้า “ดีเหมือนกัน แบบนี้ก็ไม่ต้องให้คนพวกนั้นร่วมมือด้วยแล้ว”
“ไม่ค่ะ ต้องให้พวกเขามาช่วยกันก่อน”
เจียงตั่วมองเธออย่างงุนงง
หมิงจูยิ้มเจ้าเล่ห์ “ฉันเป็นคนขี้ระแวงค่ะ ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าหลังจากที่พวกเขาเอาน้ำไท่สุ้ยของฉันกลับไปแล้ว จะไม่แอบเก็บไว้ทำประโยชน์อย่างอื่น? หรือทำอะไรกับเต้าหู้บ้าง? ถ้าคุณภาพเต้าหู้เสียหาย ก็เท่ากับทำลายชื่อเสียงของตัวเอง!”
“มีแต่ต้องให้พวกเขาร่วมมือกันก่อนเท่านั้น ถึงจะสามารถควบคุมดูแล ป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และคนที่ร่วมมือกันเองก็ไม่ควรมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเกินไป ไม่อย่างนั้นจะเกิดการสมรู้ร่วมคิดหลอกลวงได้ง่าย คนเราไม่ควรมีใจคิดร้าย แต่ก็ควรระวังภัยจากคนอื่นด้วย”
เจียงตั่วมองหมิงจูด้วยความชื่นชม ในเรื่องนี้เขายอมรับว่าคิดไม่รอบคอบเท่าหมิงจู
ต้องบอกว่าหมิงจูทำให้เขาประหลาดใจอีกครั้ง
หมิงจูยิ้มตาหยี แล้วเลิกคิ้วให้เขา “เป็นไงคะ ภรรยาของคุณฉลาดพอไหม?”
เขามองจ้องดวงตาที่สว่างไสวบริสุทธิ์ยิ่งกว่าแสงจันทร์ยามค่ำคืนของเธอ แล้วนึกถึงคำถามที่เฉียวปินถามเขาเมื่อตอนเย็น หัวใจของเขาก็เต้นระรัวขึ้นมา
ตลอดเวลากว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา เขาเพิ่งเคยอยากรู้เป็นครั้งแรกว่าการได้รักใครสักคนจริงๆ มันเป็นอย่างไรกันแน่