ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70 - ตอนที่ 83 เขากินเธอเข้าไปแล้ว
ซ่งเสวี่ยเงยหน้ามองหมิงจู แววตาเต็มไปด้วยความดื้อรั้น “ฉันจะไปรู้ได้ยังไง!”
หมิงจูไม่ได้โกรธ กลับพูดด้วยอย่างใจเย็น “ไม่รู้ก็ค่อยๆ คิดไปแล้วกัน เมื่อไหร่คิดออก ตอนนั้นค่อยให้เข้าบ้าน”
ซ่งเสวี่ยฮึดฮัด “นี่มันบ้านแม่ของฉันนะ”
หมิงจูหัวเราะเยาะ “บ้านหลังนี้ปู่กับย่าทิ้งไว้ให้พ่อฉัน และพ่อฉันยกให้ฉันก่อนตาย ตราบใดที่ฉันไม่เห็นด้วย ต่อให้เธอจะอดตายอยู่หน้าประตู เธอก็ไม่มีสิทธิ์เข้าบ้าน!”
พอได้ยินแค่นั้น ท้องของซ่งเสวี่ยก็ส่งเสียงโครกคราก เธอหิวมากจริงๆ ไม่มีแรงจะเถียงกับหมิงจูอีกต่อไปแล้ว จึงจำต้องนึกย้อนดูแล้วบอกว่า “หล่อนพูดว่า ญาติเป็นคนบอกมา”
“ญาติเป็นคนบอกแล้วก็เชื่อเลยงั้นเหรอ? มั่นใจขนาดนั้นได้ยังไงกัน?”
“ต้องมั่นใจอยู่แล้วสิ ญาติของหล่อนรู้จักกับหัวหน้าหมู่บ้านของหมู่บ้านนี้ ความสัมพันธ์ดีมาก หัวหน้าหมู่บ้านของพวกพี่จะพูดโกหกได้ยังไง?”
เมื่อได้ยินดังนั้น คิ้วของหมิงจูก็คลายออก แล้วเลิกคิ้วเล็กน้อย
ที่แท้เรื่องยุ่งยากนี้ก็มาจากหัวหน้าหมู่บ้านนี่เอง!
ซ่งเสวี่ยหิวจนเริ่มหงุดหงิด “ฉันบอกทุกเรื่องที่เธออยากรู้แล้ว รีบเอาอาหารมาให้เร็วเข้า ฉันจะหิวตายอยู่แล้ว!”
หมิงจูหัวเราะเบาๆ แล้วมองไปที่ซ่งเคอ “เสี่ยวเคอ ไปอุ่นกับข้าวที่เหลือจากเมื่อคืนให้น้องกินหน่อย”
ซ่งเสวี่ยได้ยินคำว่า ‘กับข้าวที่เหลือ’ ก็บ่นอย่างไม่พอใจ “ทำไมพี่สาวได้กินเกี๊ยวกับยำ ส่วนฉันต้องกินแค่กับข้าวที่เหลือ? ไม่ยุติธรรมเลย!”
หมิงจูยิ้มเหนือ “เสี่ยวเคอเรียกฉันว่าพี่สาว แต่เธอเรียกฉันว่าตัวถ่วง เธอคิดสิว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้? ถ้ารู้สึกว่าไม่ยุติธรรมก็กลับไปกินข้าวที่บ้านตัวเองสิ ถ้าฉันไม่เห็นแก่หน้าคุณป้า ฉันคงไม่แม้แต่จะให้เธอกินกับข้าวที่เหลือสักคำด้วยซ้ำ”
“นี่…”
ซ่งเคอกลัวว่าซ่งเสวี่ยจะพูดจาไม่เข้าหูอีก จึงกระซิบว่า “เสี่ยวเสวี่ย พี่สาวทำอาหารอร่อยมากนะ เธอจะรู้เองถ้าได้ลองชิม”
พูดจบเธอก็พาซ่งเสวี่ยเข้าไปในครัว
หมิงจูมองตามหลังสองพี่น้องไปแล้วก็คิดอะไรบางอย่างได้…
เห็นหมิงชุนนีลังเลที่จะเดินตามเข้าไป แต่ก็อดหันมามองเธออย่างกังวลไม่ได้ หมิงจูจึงยิ้ม “ป้าคะ ถ้าอยากไปก็ไปสิคะ ที่นี่บ้านป้านะ ไม่ต้องเกรงใจหนูหรอก ไปเถอะ”
พูดจบเธอก็กลับเข้าห้องไปเอนตัวนอนพิงหมอนบนเตียง
เมื่อไม่มีกลิ่นอายของเจียงตั่วอยู่ข้างกาย เธอก็รู้สึก… โหวงเหวงพิกล
ก่อนจะมายุคนี้ เธอเคยคิดว่าถ้าแต่งงานก็คงไม่นอนเตียงเดียวกับสามีหรอก
เพราะใครเล่าจะไม่ชอบนอนเหยียดยาวบนเตียงกว้างๆ กลิ้งไปมาได้อย่างสบายใจไร้กังวล
แต่เพิ่งจะนอนกับเจียงตั่วได้ไม่นาน ทำไมถึงติดนิสัยไม่สามารถจากกันได้ไปแล้วล่ะ?
เธอลุกขึ้นนั่ง ถือพัดใบลานพัดสองสามครั้ง หงุดหงิดจริงๆ
ไม่ได้การ ต้องหาทางจัดการกับความหงุดหงิดนี้ซะหน่อย!
กลางดึก เจียงตั่วล้างหน้าล้างตาที่บ้านโจวชางหมิงเสร็จแล้วก็นอนอยู่บนเตียง รู้สึกเงียบเหงา ทันใดนั้นจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหมิงจูพูดคุยอยู่ข้างนอกหน้าต่าง…
เขาดีดตัวลุกขึ้นนั่งทันที มองผ่านหน้าต่างออกไปในลานบ้าน กลางแสงจันทร์สลัว เขาเห็นหมิงจู!
เธอกำลังโบกพัดอยู่ข้างๆ โจวชางหมิงที่กำลังนั่งรับลมเย็นอยู่
เจียงตั่วไม่รู้ตัวเลยว่าคิ้วของเขาเลิกขึ้นเป็นเส้นโค้ง เขาลงจากเตียงแล้วเดินออกจากห้องอย่างรวดเร็ว…
ในลานบ้าน หมิงจูยิ้มกะพริบตาให้โจวชางหมิง “อาจารย์คะ ยังไงซะอาจารย์ก็รับมาคนหนึ่งคนแล้ว รับสองคนก็เหมือนกัน ให้หนูพักอยู่ที่นี่ด้วยคนนะคะ”
โจวชางหมิงพูดอย่างอ่อนโยน “ถ้าเธอกับผู้กองเจียงไม่รังเกียจว่าที่นี่เรียบง่ายเกินไป อยากพักนานแค่ไหนก็ได้ ฉันยินดีต้อนรับ”
หมิงจูดีสุขใจ ยังไม่ทันจะพูดอะไร เธอก็เห็นเจียงตั่วในชุดเสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกงขาสั้นเดินมา
เธอเดินเข้าไปหาเจียงตั่ว กระโดดขึ้นลงตรงหน้า แล้วยิ้มอย่างสดใส “ผู้กองเจียงคะ ดึกดื่นป่านนี้มาเจอฉันอยู่ที่นี่ ดีใจไหมคะ? ฉันคุยกับอาจารย์เรียบร้อยแล้วว่าจะมาขอพักอยู่ที่นี่กับคุณสักสองสามวัน”
เจียงตั่วเม้มริมฝีปากที่กำลังยิ้มเล็กน้อย แล้วมองไปทางโจวชางหมิง “เหมาะสมหรือเปล่าครับ?”
โจวชางหมิงมองคู่สามีภรรยาพูดจาโต้ตอบกัน “ฉันก็เคยเป็นหนุ่มมาก่อน บ่าวสาวคู่ใหม่ก็รักกันหวานชื่นแบบนี้แหละ พวกเธอพักที่นี่ได้เลย สบายใจได้”
เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้พับเล็กๆ เดินเข้าไปในห้องพร้อมกับพัดใบลานแล้วพูดว่า “ฉันขอตัวไปนอนก่อนนะ พวกเธอก็รีบพักผ่อนล่ะ”
เจียงตั่วลงกลอนประตู แล้วพาหมิงจูเข้าไปในห้องของเขา
พอทั้งสองนอนลงบนเตียง หมิงจูก็พุ่งเข้ากอดเจียงตั่ว เอาหน้าซบที่หน้าอกของเขา “ผู้กองเจียงคะ คุณวางยาเสน่ห์อะไรฉันไว้ ทำเอาฉันต้องกอดคุณถึงจะหลับได้”
พูดจบเธอก็เงยหน้าสบตาเขา “แล้วคุณล่ะคะ คิดถึงฉันไหม? เมื่อกี้ที่ฉันไม่อยู่ คุณหลับสบายเลยใช่ไหมล่ะ? ถ้าใช่ฉันจะโกรธจริงนะ”
เจียงตั่วไม่ได้หลับจริงๆ เขารู้สึกเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง แล้วเธอก็มาหา
แต่เขาไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนหมิงจู ให้พูดเรื่องน่าอายแบบนั้นก็คงไม่ได้ เขาจึงแค่พูดว่า “ฉันเพิ่งเลิกคุยกับเหล่าโจว เข้ามายังไม่ทันได้นอนเลย”
“เจียงตั่ว คุณเบี่ยงประเด็นอีกแล้วนะ ตกลงคุณคิดถึงฉันไหมคะ อย่าบอกนะว่ายังไม่ทันได้คิด แค่คิดถึงชื่อฉันก็ถือว่าคิดถึงแล้ว รีบพูดมาเลยว่าคิดถึงฉันไหม?”
หมิงจูจิ้มนิ้ววนเป็นวงกลมบนหน้าอกของเขา ปลายนิ้วที่ลูบไล้ไปมาทำให้รู้สึกใจสั่น
เจียงตั่วคว้ามือซุกซนของหญิงสาวแล้วกำแน่น พยายามกลืนน้ำลาย พูดด้วยเสียงแหบพร่าว่า “อย่าซน เหล่าโจวอยู่ห้องข้างๆ นี้เอง”
หมิงจูเหลือบตาไปมอง แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ “อ้อ ผู้กองเจียงกลัวจะดูไม่ดีใช่ไหมคะ? แต่ถ้าคุณไม่ยอมบอกว่าคิดถึง ฉันก็จะแกล้งคุณอยู่อย่างนี้แหละ”
พูดจบเธอก็พลิกตัว เข้ามาแนบชิดกับร่างของเจียงตั่ว จากนั้นก็ประคองหน้าแล้วประทับจูบ
เธอขบเม้มริมฝีปากและคางของเขาแผ่วเบา ลมหายใจเต็มไปด้วยความเย้ายวนอันแสนร้อนแรงยากจะถอนตัว
เจียงตั่วถูกยั่วยวนจนรู้สึกร้อนรุ่มยากจะทนไหว เขาปล่อยตัวไปตามสัญชาตญาณ แขนข้างหนึ่งโอบรัดเอวเพรียวบางของเธอ อีกข้างกดท้ายทอยลงมาเพื่อจูบให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตอนที่หมิงจูถอนริมฝีปากถอยห่างเพื่อหายใจ เขาก็พลิกตัวกดเธอลงไปใต้ร่าง พรมจูบซอกคอและใบหูของเธออย่างแผ่วเบา…
หมิงจูรู้สึกชาไปทั้งตัว เสียงครางเบาๆ เผลอหลุดออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ เจียงตั่วหยุดจูบกะทันหัน แล้วเอามือปิดปากเธอไว้โดยสัญชาตญาณ
เขาควบคุมตัวเองไม่ได้อีกแล้ว!
นี่มันบ้านเหล่าโจว ถ้าเกิดเสียงดัง ทั้งสามคนจะอายกันหมด
เขาพยายามปรับจังหวะการเต้นของหัวใจให้สงบลง คลายมือที่สัมผัสได้ถึงลมหายใจของเธอ พลิกตัวนอนลงข้างหมิงจู เสียงแหบพร่า “เชื่อฟังหน่อย อย่าซนอีก”
หัวใจของหมิงจูเต้นแรงมากในตอนนี้ เธอแกล้งทำเป็นพัดตรงลำคอที่ยังรู้สึกร้อนรุ่มอยู่เบาๆ
ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนเคยแค่จูบกัน แต่เมื่อครู่… เจียงตั่วแสดงออกอย่างชัดเจนว่าหลงใหลและต้องการจะกระทำบางอย่างที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ไม่แน่ว่า ก่อนที่เธอจะได้รุกเขา เขาอาจจะกินเธอเข้าไปก่อนแล้วก็ได้!
หมิงจูพลิกตัวไปมองหน้าเจียงตั่วแล้วยิ้ม “เมื่อกี้คุณพูดว่าคิดถึงฉันไปเลยก็หมดเรื่องแล้วนี่คะ?”
เจียงตั่วเปลี่ยนเรื่องสนทนาที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้ “เธอออกมาคนเดียว ฝั่งป้าของเธอจัดการเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”
“ค่ะ ซ่งเสวี่ยกลับมาแล้ว”
หมิงจูเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้เจียงตั่วฟัง
เจียงตั่วไม่คาดคิดเลยว่าปัญหาเหล่านี้จะเกิดจากหมิงต้าโหย่ว
เขามองหมิงจูผ่านความมืด ไม่ต้องถามก็รู้ว่าตอนนี้เธอนอนหลับอย่างมีความสุข คงเป็นเพราะคิดหาวิธีสั่งสอนคนพวกนั้นได้แล้วแน่ๆ…