ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70 - ตอนที่ 84 เจียงตั่ว คุณเคยโกหกฉันไหม?
- Home
- ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70
- ตอนที่ 84 เจียงตั่ว คุณเคยโกหกฉันไหม?
เช้าตรู่ หมิงจูพลิกตัวตื่นขึ้นมาเพราะเสียงไก่ขัน แล้วก็พบว่าเจียงตั่วไม่อยู่ในห้องแล้ว
เธอเหยียดตัวบิดขี้เกียจก่อนออกมาที่ลานบ้าน และเห็นโจวชางหมิงกำลังฝึกไทเก๊กอยู่ ส่วนเจียงตั่วกำลังรดน้ำต้นไม้ดอกไม้เล็กๆ ที่มุมกำแพง
หมิงจูยิ้มทักทาย “อรุณสวัสดิ์ค่ะอาจารย์ ไม่นึกเลยว่าคุณจะฝึกไทเก๊กได้ด้วย!”
เธอเผลอคิดไปชั่วขณะ ราวกับเห็นผู้สูงอายุวัยเกษียณในยุคปัจจุบันที่มาออกกำลังกายตอนเช้าที่สวนสาธารณะ
โจวชางหมิงเคลื่อนไหวช้าๆ “เรียนมาตั้งแต่ตอนหนุ่มเพื่อบำรุงสุขภาพ เธอตื่นสายขนาดนี้ หิวแล้วใช่ไหม? ผู้กองเจียงเตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้วอยู่ในหม้อ ไปเปิดเอามากินได้เลย”
หมิงจูหันไปมองเจียงตั่ว “ตอนนี้พวกเราไม่เพียงแต่จะขออาศัยบ้านอาจารย์อยู่ แต่ยังจะขอข้าวกินด้วยเหรอคะ?”
เจียงตั่วรดน้ำต้นไม้เสร็จ เขาก็วางกระบวยกลับลงไปในถังเหล็ก “เหล่าโจวรบเร้าให้กินข้าวก่อนให้ได้น่ะ”
หมิงจูหัวเราะเบาๆ เขานี่จริงใจซะจริง คนอื่นชวน เขาก็เลยอยู่กินข้าวสินะ
แต่เธอจริงใจกว่า พับแขนเสื้อขึ้นแล้วพูดตรงๆ ว่า “งั้นอาจารย์คะ ฉันไม่เกรงใจแล้วนะ มื้อกลางวันกับมื้อเย็นไม่ต้องทำแล้ว ฉันจะทำที่บ้านแล้วเอามาให้เองค่ะ”
โจวชางหมิงส่ายหน้าอย่างจนใจ “กับอาจารย์ยังแบ่งแยกกันชัดเจนขนาดนี้เลยเหรอ?”
“เปล่าค่ะ” หมิงจูยิ้มตาหยีท่าทางน่าเอ็นดู “ฉันแค่คิดว่าอาหารที่อาจารย์ทำมันไม่อร่อยน่ะค่ะ”
เจียงตั่วได้ยินดังนั้น สีหน้าก็แข็งค้างไปชั่วขณะ สาวน้อยคนนี้พูดอะไรออกมา “หมิงจู อย่าซน”
หมิงจูแลบลิ้นใส่เขา หมุนตัวหันหลัง กระโดดไปที่ครัวเพื่อกินข้าว
เจียงตั่วหันกลับไปมองโจวชางหมิงอีกครั้ง แล้วพูดว่า “เธอแค่พูดเล่นครับ คุณอย่าถือสาเลย”
แต่โจวชางหมิงกลับหัวเราะชอบใจเสียงดังที่หมิงจูคุยเล่นด้วยเช่นนี้ “พูดเล่นที่ไหนกัน อย่างลูกศิษย์ของฉันนี่เรียกว่าจริงใจ อาหารที่ฉันทำ รสชาติก็ไม่ได้เรื่องจริงๆ นั่นแหละ ขนาดฉันเองยังเบื่อเลย”
เจียงตั่ว “…”
หลังจากโจวชางหมิงฝึกไทเก๊กเสร็จ เขาก็ไม่ลืมพูดแซวเจียงตั่ว “นายนี่มีบุญจริงๆ ที่ได้แต่งงานกับผู้หญิงดีๆ แบบนี้ ชีวิตหลังจากนี้คงไม่น่าเบื่อแล้วล่ะ”
หางตาเจียงตั่วเหลือบมองไปทางห้องครัวโดยไม่รู้ตัว หัวคิ้วคลายลง คงเป็นเช่นนั้นจริงๆ
ชีวิตที่น่าเบื่อมานานกว่ายี่สิบปีของเขา พลิกผันไปโดยสิ้นเชิงหลังจากได้พบหมิงจู
เขาเคยคิดว่า เพราะเขารู้จักผู้หญิงน้อย และไม่เข้าใจพวกเธอมากพอ แต่เมื่อเร็วๆ นี้เขาทำการสังเกตอย่างถี่ถ้วน ก็พบว่าหมิงจูแตกต่างออกไปอย่างแท้จริง
ตราบใดที่สามารถยืนยันได้ว่าเรื่องนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเธอ ชีวิตในวันข้างหน้า… เขาก็ตั้งตาคอยจริงๆ
หลังจากกินอาหารเช้าแล้ว หมิงจูก็ถือโอกาสที่บ้านโจวชางหมิงมีอุปกรณ์ทางการแพทย์มากมาย มาช่วยเจียงตั่วเปลี่ยนผ้าพันแผลที่ศีรษะ
โจวชางหมิงที่อยู่ข้างๆ ตั้งใจจะให้คำแนะนำ แต่เมื่อเห็นท่าทางที่เชี่ยวชาญของหมิงจู เขาก็อดสงสัยไม่ได้ “เธอไปเรียนวิธีพันแผลนี้มาจากไหนกัน?”
หมิงจูชะงักไปชั่วขณะ รู้สึกร้อนรนในใจขึ้นมาทันที อะไรกัน? หรือว่าวิธีพันแผลในยุคนี้แตกต่างจากยุคปัจจุบัน?
เจียงตั่วสัมผัสได้ถึงความเกร็งของหญิงสาว จึงกวาดสายตาจ้องมองใบหน้าเธอเงียบๆ
หมิงจูกลอกลูกตาไปมา แล้วย้อนถามอย่างเป็นธรรมชาติ “เรื่องแบบนี้ต้องเรียนด้วยเหรอคะ? แค่พันๆ ไปก็ได้แล้วนี่นา?”
โจวชางหมิงเลิกคิ้ว “แค่พันไปงั้นหรือ? นี่มันไม่ใช่แค่การพันธรรมดานะ…”
“นี่มันเป็นวิธีพันแผลแบบมืออาชีพเลยนะ หมิงจู เธอเป็นคนที่มีพรสวรรค์ทางการแพทย์จริงๆ ต่อไปถ้าตั้งใจเรียน ต้องพยายามหาวิธีไปทำงานที่โรงพยาบาลให้ได้นะ ไม่อย่างนั้นเสียดายพรสวรรค์ของเธอแย่!”
หมิงจูยิ้มรับ หลังพันแผลเสร็จ เธอก็ออกไปข้างนอกพร้อมกับเจียงตั่ว เธอต้องกลับบ้าน ส่วนเจียงตั่วต้องไปที่ทำการหมู่บ้าน มีเรื่องที่ต้องจัดการ
ระหว่างทาง เห็นว่าชายหนุ่มยังเงียบอยู่ตลอด หมิงจูจึงกระทุ้งข้อศอกสะกิดเขาเบาๆ “ทำไมไม่พูดอะไรเลยคะ มีเรื่องไม่สบายใจเหรอ?”
เจียงตั่วหันมามองเธอ แล้วถามอย่างจริงจัง “ฉันถามอะไรหน่อย เธอตอบฉันอย่างซื่อสัตย์ได้ไหม?”
หมิงจูคล้องแขนเขา แล้วหัวเราะออกมา “ถามมาสิคะ เรื่องที่ฉันรู้ ฉันจะตอบอย่างซื่อสัตย์แน่นอนค่ะ”
สีหน้าของเจียงตั่วดูจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย แล้วพูดชัดถ้อยชัดคำ “วิชาแพทย์ของเธอไม่ใช่แค่เรียนรู้มานิดหน่อยใช่ไหม? เธอรู้หลายอย่าง และสามารถทำทุกอย่างได้มืออาชีพมาก”
แทนที่จะเป็นคำถาม แต่เขาเหมือนกำลังตัดสิน
รอยยิ้มบนริมฝีปากของหมิงจูยังคงอยู่ สีหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย แต่ในใจกลับรู้สึกกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก ราวกับถูกใครบางคนมองทะลุปรุโปร่ง และรู้สึกทำตัวไม่ถูก
แต่ในเมื่อเจียงตั่วถามออกมาตามตรงเช่นนี้ เธอก็ต้องตอบกลับไปตามตรง
ครั้งนี้หมิงจูพยักหน้าอย่างจริงจัง “ฉันเคยบอกคุณไปแล้วเกี่ยวกับภูมิหลังของบ้านคุณย่า แต่มีบางส่วนที่ฉันยังไม่ได้บอก ที่จริงแล้วในสมัยปู่ของย่า เคยมีคนไปเรียนวิชาแพทย์ตะวันตกจากมิชชันนารีชาวต่างชาติ ดังนั้นความรู้ที่ย่าสอนฉันจึงมากกว่าที่ระบุไว้ในบันทึกมาก ดังนั้นสิ่งที่ฉันรู้ย่อมมากกว่าที่คุณคิด โรคภัยไข้เจ็บทั่วไป ส่วนใหญ่แล้วก็รักษาได้ไม่ยากหรอกค่ะ”
เจียงตั่วขมวดคิ้ว นั่นหมายความว่า เธอรู้เรื่องเกี่ยวกับการแพทย์จริงๆ และเชี่ยวชาญในการรักษาโรคอย่างนั้นหรือ?
ทันใดนั้น ความคิดในหัวของเขาก็สับสนปนเปกันไปหมด อดไม่ได้ที่จะนึกถึงข่าวสารที่เคยสืบมาได้ก่อนหน้านี้…
‘บุคคลเป้าหมาย’ เคยได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก่อน แต่ไม่มีบันทึกการรักษาในโรงพยาบาล เห็นได้ชัดว่าข้างกายคนนั้นมีพรรคพวกที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ หรือไม่ก็เป้าหมายเองที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์…
ดวงตาของเจียงตั่วหรี่ลง หมิงจูสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของเขา แต่ก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
เธอกลั้นหายใจ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจโอบเอวเขาไว้ ร่างกายที่อ่อนนุ่มแนบชิดกับเขา แล้วช้อนตามอง “เจียงตั่ว ทำไมคุณถึงดูไม่ประหลาดใจเลยล่ะคะ? คุณคิดว่าฉันเชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้แล้วมันไม่ดีเหรอคะ?”
เจียงตั่วจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเธอเนิ่นนาน เขาพูดว่า “ไม่ใช่แบบนั้นหรอก แค่… หมิงจู ฉันหวังว่าเธอจะไม่มีวันโกหกฉัน”
ไม่มีวันโกหกเขา…
ในใจของหมิงจูเกิดความรู้สึกผิด เพราะวิชาแพทย์ไม่ได้เรียนมาจากย่า และเธอแต่งเรื่องขึ้นมาเอง…
แต่เธอกลับให้คำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นว่า “ไม่โกหกคุณหรอกค่ะ ทำไมผู้กองเจียงถึงได้ระแวงนักนะ ไม่รู้เรื่องอะไรก็จะคิดว่าคุณโดนคนอื่นหลอกเอาซะแล้ว!”
พูดพลางเธอก็เลื่อนมือขึ้นโอบรอบคอเขา แล้วยกตัวขึ้นไปแขวนอยู่บนตัวเขา ขาเรียวเล็กเกี่ยวรัดเอวเขาไว้แน่น
เจียงตั่วกลัวเธอจะล้ม จึงกอดรับเธอไว้ตามแรง
“ดูสิคะ ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็ก มีเรื่องราววนเวียนอยู่แค่นี้ คุณก็รู้ทั้งหมดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอคะ? แต่คุณไม่เหมือนกัน คุณถูกส่งมาประจำการ บ้านอยู่ที่ไหน บ้านมีญาติเป็นใครบ้าง เรื่องพวกนี้ฉันไม่รู้อะไรเลย ถ้าจะให้เป็นห่วงว่าโดนหลอก ควรจะเป็นฉันที่ต้องห่วงไม่ใช่เหรอคะ? เจียงตั่ว คุณล่ะเคยโกหกฉันบ้างไหม?”
คราวนี้ เจียงตั่วเป็นฝ่ายตกอยู่ในความเงียบ
นอกจากเรื่องที่เขาสืบมาได้แล้ว มองอีกมุม เขาก็… ปกปิดเรื่องราวมากมายจากเธอจริงๆ
โดยเฉพาะตัวตนของเขา และการแต่งงานครั้งนี้ที่เธอจะไม่มีวันหย่าได้…
หมิงจูสังเกตเห็นสายตาหลบเลี่ยงของเจียงตั่ว ในใจก็เกิดความรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
ยิ่งความรู้สึกที่มอบให้คนคนหนึ่งลึกซึ้งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งอยากจะทำความรู้จักอีกฝ่ายมากขึ้นเท่านั้น
ทว่า หมิงจูเชื่อใจเจียงตั่ว เขาคงมีเหตุผลที่ไม่พูดออกมา ให้ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็แล้วกัน
เธอปล่อยขาจากร่างเจียงตั่ว แล้วเปลี่ยนมาจับมือแทน “เอาล่ะ ไม่แกล้งคุณแล้วค่ะ ฉันจะกลับบ้าน คุณก็รีบไปที่ทำการหมู่บ้านเถอะ”
“อืม”
ทั้งสองคนแยกกันตรงทางแยก
หมิงจูเดินเล่นไปตามทาง ยังไม่ทันถึงบ้านก็ได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญของผู้ชายแว่วมา…
“หมิงจู นังตัวร้าย แกออกมาเดี๋ยวนี้! แกต้องฆ่าคนปิดปากให้ได้เลยสินะ ลูกสาวที่น่าสงสารของฉัน…”