ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70 - ตอนที่ 89 จะตอบหรือไม่ตอบก็จูบเขา
ซ่งเสวี่ยเบะปาก เมื่อมองหมิงจูที่มีท่าทีดุร้าย เธอก็รู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก และทำได้เพียงยอมจำนน “พี่สาว…”
หมิงจูเลิกคิ้วขึ้น แล้วปล่อยมือที่บีบปลายคางเด็กสาว “ซ่งเสวี่ย ฟังนะ ก่อนหน้านี้เธอใช้ชีวิตอยู่กับพวกสารเลวนั่น ถูกสอนให้กลายเป็นคนเลวมายังไงก็ตาม ฉันจะถือว่าเธอยังเด็ก ไม่ประสา จะไม่ถือสาเอาความกับเธอ
แต่จากนี้ไป เธอจะมาอยู่บ้านฉันก็ต้องเลิกทำนิสัยเสีย และทำตามกของฉัน ถ้าเธอเชื่อฟัง ฉันจะเก็บเธอไว้ แต่ถ้าไม่ ก็รีบไสหัวไปได้เลย กลับไปหาพ่อใจร้ายกับแม่เลี้ยงของเธอ พวกเขาจะต้มยำทำแกงจนเธอตายยังไงก็ไม่เกี่ยวกับคนสกุลหมิงอย่างฉัน เข้าใจไหม?”
ซ่งเสวี่ยพยักหน้า ตอบเสียงสะอื้น “…เข้าใจค่ะ”
“ดีมาก เมื่อกี้เธอถามฉันว่าทำไมถึงเก็บเธอไว้ แต่กลับทำตัวไม่ดีกับเธอใช่ไหม? ฉันจะตอบตอนนี้เลย เพราะเธอทั้งโง่ ทั้งเลว ทั้งเห็นแก่ตัว รู้ตัวว่าถูกเขาวางยาพิษแล้ว ยังช่วยเขาพูดอีก เมื่อเช้านี้ถ้าไม่ใช่เพราะฉันหาทางหลุดพ้นข้อสงสัยมาได้ อาศัยแค่คำพูดที่ว่า พ่อแม่ของเธอไม่ได้ให้เธอกินอะไรเข้าไป ป่านนี้ฉันคงถูกพวกเขายัดเยียดข้อหาฆาตกรรมไปแล้ว! ฆาตกรต้องถูกจับไปประหารยิงเป้านะ”
ซ่งเสวี่ยก้มหน้าลง พูดด้วยความรู้สึกผิด “ตอนนั้น… หนูกลัว ถ้าพูดไปพ่อต้องลากหนูกลับบ้านไปตีจนตายแน่”
“เธอก็เลยทำร้ายคนอื่นงั้นเหรอ? ถ้าเมื่อเช้านี้เธอร่วมมือตั้งแต่ตอนนั้น ฉันคงส่งสองคนนั้นไปสถานีตำรวจแล้ว พวกเขาถูกขังไว้แล้วจะตีเธอได้ยังไง? เธอมันไม่มีสมอง! ถ้าไม่ใช่เพราะแม่เธอ กลัวว่าเธอจะกลับไปถูกลูกชายของแม่ม่ายแก่คนนั้นเอาเปรียบ และฉันรู้สึกสงสารแม่ของเธอ ฉันคงไม่สนหรอกว่าเธอจะอยู่หรือตาย”
ซ่งเสวี่ยถูกดุด่าต่อหน้าเช่นนี้ เธอก็ร้องไห้โฮด้วยความคับแค้นใจ
หมิงจูตวาดเสียงเย็น “เสียงดังน่ารำคาญ หุบปาก!”
ซ่งเสวี่ยสะดุ้งสุดตัว และก็กลั้นน้ำตาตามนั้น
หมิงจูมองเธอด้วยหางตา แล้วเดินเข้าครัวไป
หมิงชุนนีจึงเดินเข้ามาหาซ่งเสวี่ย กอดเบาๆ แล้วกระซิบว่า “อย่ากลัวพี่สาวเลยนะ พี่สาวของลูกเป็นเด็กดี ที่เธอพูดออกมาแบบนี้ก็เพราะหวังดีกับลูก”
ซ่งเสวี่ยไม่เชื่อ ญาติผู้พี่ดีกับพี่สาวของเธอขนาดนั้น แต่กลับร้ายใส่เธอ เห็นได้ชัดว่ารังเกียจเธอมาก
หมิงจูเดินเข้ามาในครัวแล้วกอดเจียงตั่วที่กำลังนั่งยองๆ ก่อไฟจากด้านหลัง คางมนเกยไหล่เขาไว้ ท่าทางดุร้ายเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น ก่อนที่เธอจะถามอย่างออดอ้อนว่า “เมื่อกี้ฉันด่าคน ผู้กองเจียงของฉันไม่ได้ปิดหูใช่ไหมคะ”
“ไม่”
หมิงจูปล่อยเขา เดินอ้อมไปด้านข้าง เธอย่อตัวนั่งลงแล้วเงยหน้ามองเขา ทำท่าพองแก้มแล้วพูดว่า “เฮ้อ ถ้าจากนี้ฉันด่าใครเมื่อไหร่ คุณก็ปิดหูไว้นะ อย่าฟัง ฉันไม่อยากให้ผู้กองเจียงของฉันเห็นตอนที่ฉันทำหน้าตาถมึงทึงปากร้ายค่ะ”
“เธอไม่ได้ปากร้าย”
ในสายตาของเจียงตั่ว หมิงจูไม่ใช่ผู้หญิงขี้โวยวายอย่างที่คนอื่นพูดถึงอีกแล้ว
เธอมีหลักการ อ่อนโยนเมื่อควร และแข็งกร้าวเมื่อจำเป็น ซึ่งสมควรแล้ว
หมิงจูหัวเราะจนตาหยี สองมือแบเป็นรูปดอกไม้รองคางพร้อมส่งยิ้มหวาน “จริงเหรอคะ? งั้นฉันยังเป็นดอกไม้ขาวน้อยๆ ที่สวยงาม อ่อนโยน และน่าทะนุถนอมที่สุดในใจคุณอยู่ใช่ไหมคะ?”
ริมฝีปากของเจียงตั่วโค้งขึ้นเล็กน้อยอย่างหาได้ยาก ไม่ได้พูดอะไร
หมิงจูปล่อยมือ ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด “คุณรีบตอบมาสิ ถ้าไม่ตอบฉันจะจูบคุณนะ เดี๋ยวถ้าป้าเข้ามาเห็นฉันไม่รู้ด้วยแล้ว”
เจียงตั่วจำใจพยักหน้า “อืม เธอคือดอกไม้ขาวน้อยๆ ของฉัน”
คำพูดของเขาเพิ่งจบลง หมิงจูก็โน้มเข้าไปใกล้แล้วจูบที่ริมฝีปากเขาอย่างรวดเร็ว เธอแลบลิ้นมองเขาอย่างเจ้าเล่ห์ “ฉันแค่บอกว่าถ้าคุณไม่ตอบฉันจะจูบ แต่ไม่ได้บอกว่าถ้าคุณตอบแล้วฉันจะไม่จูบ โธ่ ผู้กองเจียงของฉัน ทำไมถึงได้หลอกง่ายขนาดนี้นะ?”
เจียงตั่ว “…”
ไม่มีใครเล่นกับเธอแล้วชนะเลยจริงๆ
“เอาล่ะ อย่าเล่นเลย ใครมาเห็นเข้ามันจะไม่ดี”
“รู้แล้วค่ะ” หมิงจูหยิบกิ่งไม้จากพื้นโยนใส่ไฟ “สองครั้งนี้ที่มีเรื่อง มีคนในหมู่บ้านมาช่วยเข้าข้างฉันด้วยค่ะ ฉันดีใจมากเลย ฉันอยากจะแช่ถั่วสักหน่อย ตอนบ่ายจะทำเต้าหู้แล้วก่อนอาหารเย็นจะเอาไปแจกให้แต่ละบ้านที่ช่วยฉันค่ะ ถือโอกาสให้คนอื่นรู้ว่าต่อไปพี่น้องซ่งเคอจะมาอยู่หมู่บ้านเรา หวังว่าทุกคนจะช่วยดูแลพวกเธอด้วย”
“ได้สิ” เจียงตั่วรู้สึกว่าจุดนี้ของหมิงจูดีจริงๆ มีบุญคุณต้องตอบแทน มีความแค้นต้องชำระ
เมื่อทั้งสองตกลงกันแล้ว หมิงจูก็ลุกขึ้นไปแช่ถั่ว
ช่วงบ่ายเจียงตั่วไปที่กองผลิต ตอนนี้เขาอยู่ในช่วงพักฟื้น ไม่ได้ทำงานหนัก แต่ก็สามารถช่วยเสมียนบัญชีคำนวณคะแนนแรงงานได้
ส่วนหมิงชุนนีไม่ได้ไปทำงานมาวันครึ่งแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นขี้ปากชาวบ้าน หลังจากกินข้าวเสร็จเธอก็รีบไปทำงานแต่เช้า
ซ่งเคอเห็นหมิงจูเริ่มทำเต้าหู้ เธอก็รีบดึงซ่งเสวี่ยมาช่วยทันที
ช่วงบ่ายก่อนเลิกงาน หมิงจูหั่นเต้าหู้ที่ทำเสร็จแล้วเป็นชิ้น แล้วนำไปส่งให้กับบ้านของคนที่ช่วยเธอในช่วงสองวันที่ผ่านมานี้ด้วยตัวเอง
ทุกคนรู้ว่าเต้าหู้ที่บ้านหมิงจูขายแพง พอได้รับเต้าหู้ก็ดีใจกันมาก
ภาพลักษณ์ของหมิงจูในใจที่ไม่ค่อยดีก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย
กลับมาถึงบ้าน หมิงจูก็เอาอาหารเย็นที่เตรียมไว้ให้โจวชางหมิงล่วงหน้าส่งให้เจียงตั่ว “คุณช่วยเอาไปให้อาจารย์หน่อยนะคะ แล้วก็คืนนี้ฉันจะไม่ไปอยู่กับคุณแล้วนะ ซ่งเคอกับซ่งเสวี่ยเพิ่งมาถึง มีบางเรื่องที่ฉันต้องปรึกษากับป้าน่ะค่ะ”
เจียงตั่วตอบรับ ก่อนจะรับกล่องข้าวไป เดินไปสองก้าว แล้วนึกบางอย่างขึ้นได้จึงพูดว่า “ซ่งเป่ากั๋วเอาไท่สุ้ยไปจากเธอหนึ่งส่วน เรื่องนี้… เธอคงไม่ไปทำอะไรแล้วใช่ไหม”
หมิงจูรู้สึกร้อนตัว เขามองปราดเดียวก็รู้เลยสินะ
แต่เธอก็ยิ้มแย้มอย่างเป็นธรรมชาติ และตอบไปว่า “ฉันก็อยากจะทำอะไรอยู่บ้างนะคะ แต่เขาอยู่ไกลขนาดนั้น ฉันจะทำอะไรได้ล่ะ? คุณวางใจเถอะ ฉันจะไม่ทำเรื่องโง่ๆ ที่ตัวเองควบคุมไม่ได้เด็ดขาด การแลกไท่สุ้ยครึ่งก้อนกับความสุขของป้ามันคุ้มค่าแล้วค่ะ”
“ถ้าเธออยากทำอะไร ต้องบอกฉัน อย่าทำเรื่องเสี่ยง”
หมิงจูดันเจียงตั่วออกไปนอกบ้าน ออดอ้อนว่า “โธ่ ผู้กองเจียงคะ คุณวางใจเถอะค่ะ ช่วงนี้ฉันจะไม่ก้าวออกจากหมู่บ้านเลยถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากคุณ”
แต่ด้วยนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นของเธอ เจียงตั่วก็ยังไม่วางใจ
เขากลัวว่าเธอจะทำเรื่องเสี่ยงและเจออันตราย
แต่… หมิงจูเป็นคนฉลาด ตอนกลางคืนเธอคงไม่ใจร้อนถึงขนาดไปทำอะไรที่หมู่บ้านสกุลซ่งจริงๆ หรอก ช่วงนี้เขาคอยจับตาดูเธอให้มากขึ้นหน่อยดีกว่า
เขาพยักหน้าตอบรับ แล้วก็เดินจากไป
หมิงจูมองตามแผ่นหลังของเจียงตั่วแล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
เธอเคยบอกว่าจะไม่ออกจากหมู่บ้าน แต่ไม่เคยบอกว่าจะไม่ออกจากบ้านนะ
พอกลับเข้าบ้าน หมิงจูก็ปรึกษาหมิงชุนนีเรื่องของซ่งเคอและซ่งเสวี่ย
ทั้งสองคนไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้ แม้ซ่งเคอจะเรียนจบแล้ว แต่ก็ไม่สามารถทำงานหาคะแนนแรงงานที่นี่ได้ ดังนั้นเธอจึงตั้งใจจะสอนทำเต้าหู้หาเงิน ซ่งเคอได้ยินดังนั้นก็ดีใจมาก
หมิงจูยังจัดการให้ซ่งเสวี่ยที่เรียนจบชั้นประถมแล้วไม่ยอมเรียนต่อ ไปเรียนที่โรงเรียนรวมด้วย
แต่ซ่งเสวี่ยไม่ยอม ไม่ว่าหมิงชุนนีจะพูดถึงความสำคัญของการเรียนหนังสือสำหรับผู้หญิงอย่างไร ซ่งเสวี่ยก็ไม่เอา และพูดว่าเธอยอมทำงานบ้านมากกว่าต้องกลับไปเรียน
หมิงจูมองท่าทางดื้อดึงไม่รู้ดีรู้ชั่วของญาติผู้น้องคนนี้แล้วพยักหน้า เอาเถอะ เธอแค่อยากทำงานไม่ใช่หรือ งั้นก็ช่วยให้เธอสมหวังแล้วกัน
ถ้าไม่จัดการยัยลูกหมาตัวน้อยนี่ให้เชื่องเสียก่อน เธอจะไม่ขอใช้นามสกุลเดิม!
คุยเรื่องนี้เสร็จ ทุกคนก็กลับห้องไปพักผ่อน
หมิงจูนอนบนเตียงอุ่น หลับตาไปพักหนึ่ง พอข้างนอกเงียบสงัด เธอก็เข้าไปในมิติแล้วเคลื่อนย้ายออกไปท่ามกลางความมืด…