ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70 - ตอนที่ 88 เรื่องนั้น... เจ็บไหม?
ทั้งสองคนเดินเข้าไปในที่ทำการหมู่บ้านด้วยกัน ซึ่งมีคนมารอกันสิบกว่าคนแล้ว
หัวหน้าหมู่บ้านหมิงต้าโหย่วถือกล้องยาสูบไว้ในมือ ใบหน้ายิ้มแย้มตามแบบฉบับ “จูจูเอ๊ย ฉันได้ยินว่าเธอจะแบ่งไท่สุ้ยให้ลุงเขยครึ่งหนึ่ง อยากให้พวกเราเป็นพยานงั้นรึ?”
หมิงจูเองก็ยิ้มจนตาหยี “หัวหน้าหมู่บ้าน คุณความจำเลอะเลือนแล้วหรือไงนะ ป้าของฉันหย่าไปตั้งนานแล้ว ฉันมีลุงเขยที่ไหนกัน? แต่เพื่อช่วยเหลือญาติผู้น้องทั้งสองที่น่าสงสาร ไท่สุ้ยนี้คงต้องแบ่งให้ไอ้สารเลวสกุลซ่งไปครึ่งหนึ่ง”
หมิงจูเดินฝ่าฝูงชนไปข้างหน้า ก่อนจะพูดออกมาอย่างยุติธรรมถึงเรื่องที่แม่ม่ายจะบังคับน้องสาวของตนแต่งงานกับลูกชายไร้ความสามารถ รวมถึงเรื่องที่คนสารเลวทั้งสองบังคับให้เธอใช้ไท่สุ้ยแลกน้องสาว
หลายคนหันไปมองแม่ม่ายและซ่งเป่ากั๋วด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม
ซ่งเป่ากั๋วถูกมองจนรู้สึกร้อนตัว แต่พอคิดว่ากำลังจะได้ไท่สุ้ย เขาก็เชิดหน้าขึ้นอีกครั้ง ราวกับหมูตายไม่กลัวน้ำร้อน
หมิงจูขอให้หัวหน้าหมู่บ้านช่วยเขียนเอกสารฉบับหนึ่ง ระบุอย่างชัดเจนว่า หมิงชุนนียกไท่สุ้ยให้ครึ่งหนึ่งแลกกับสิทธิ์ในการเลี้ยงดูซ่งเคอและซ่งเสวี่ย นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ซ่งเป่ากั๋วไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับอนาคตของพี่น้องคู่นี้
หลังจากทั้งสองฝ่ายลงนาม หมิงจูก็ลงมือตัดไท่สุ้ยต่อหน้าทุกคน
ซ่งเป่ากั๋วรีบร้อนจะเข้ามาหยิบ
แต่หมิงจูคว้าไท่สุ้ยทั้งสองชิ้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ซ่งเป่ากั๋วคว้าอากาศ หน้ามุ่ยขมวดคิ้วไม่พอใจ “หมิงจู ลงชื่อแล้ว ยังคิดจะบิดพลิ้วอีกงั้นหรือ?”
“เรื่องนั้นคุณคิดมากไปเอง ฉันเป็นคนรักษาสัญญา เพียงแต่เห็นว่าพวกคุณสองคนสารเลวนิสัยไม่ดี กลัวว่าพอให้ไท่สุ้ยไปแล้ว พวกคุณจะมากล่าวหาว่าให้ไท่สุ้ยปลอมอีก ดังนั้นจึงต้องให้ชาวบ้านช่วยกันตรวจสอบก่อน”
เธอพูดพร้อมกับถือไท่สุ้ยเดินรอบๆ ให้ทุกคนดู ถึงกับให้คนสัมผัสเนื้อไท่สุ้ยด้วย
ในบรรดาคนเหล่านั้น มีบางคนที่เคยเห็นไท่สุ้ยของจริงในเหตุการณ์ไท่สุ้ยจริงหรือปลอมก่อนหน้านี้ จึงกล่าวว่า “เป็นของจริง”
หลังจากทุกคนยืนยันแล้ว หัวหน้าหมู่บ้านหมิงต้าโหย่วก็เข้ามาสัมผัสเนื้อไท่สุ้ยอย่างละเอียด และจดจำไว้ในใจอย่างแม่นยำ
หมิงจูจึงโยนไท่สุ้ยครึ่งก้อนให้ซ่งเป่ากั๋วด้วยสีหน้าสบายใจ
เมื่อได้ไท่สุ้ยไป ซ่งเป่ากั๋วก็ตื่นเต้นจนพูดไม่ออก เขากับแม่ม่ายแก่สบตากันครู่หนึ่ง แล้วก็รีบบอกว่าที่บ้านมีธุระ และออกจากหมู่บ้านเสี่ยวจิ่งไปโดยไม่หันหลังกลับมามองอีก
หมิงจูพูดขอบคุณทุกคน ผู้คนต่างก็ชื่นชมหมิงจูที่มีความรักและภักดีต่อญาติมิตรของตน ก่อนจะแยกย้ายกันออกจากที่ทำการหมู่บ้าน
จากนั้นหมิงจูและอีกสองคนก็กลับบ้านด้วยกัน
ในลานบ้าน ซ่งเคอและน้องสาวกำลังรออยู่ด้วยความกระวนกระวาย เมื่อเห็นทั้งสามคนกลับมา พวกเธอก็รีบวิ่งออกมาต้อนรับ
หมิงชุนนีรีบส่งหนังสือสัญญาที่ซ่งเป่ากั๋วลงชื่อไว้ให้ซ่งเคอด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ซ่งเคอรับมาด้วยมือที่สั่นเทา ก้มหน้าอ่านจนจบแล้วกอดสัญญาไว้ที่หน้าอก ทรุดตัวลงกับพื้นและสะอื้นไห้ออกมา
“พี่สาว ขอบคุณนะคะ ขอบคุณจริงๆ”
ก่อนหน้านี้เธอคิดว่าชีวิตอันน่าเศร้าของเธอจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของพ่อที่เอาแต่ใช้กำลังไปจนวันตาย
เมื่อหลายวันก่อน เธอได้ยินแม่ม่ายพูดว่า อีกหนึ่งปีจะให้เธอแต่งงานกับซุนเต๋อไฉที่เอาแต่กินกับนอนจนไร้ประโยชน์ เธอถึงกับสิ้นหวังถึงขั้นคิดจะกระโดดบ่อน้ำฆ่าตัวตายแล้ว
เธอไม่เคยคาดหวังว่าจะหลบหนีมาได้
แต่ความหวังนั้น พี่สาวเป็นคนมอบให้เธอ
หมิงชุนนีสงสารจนไม่รู้จะปลอบอย่างไร ทำได้เพียงกอดลูกสาวไว้และร้องไห้ไปด้วยกัน
หมิงจูทำงานในโรงพยาบาลมาหลายปี ทุกวันต้องเผชิญหน้ากับความเป็นความตาย จนกระทั่งชินชากับเสียงร้องไห้ไปแล้ว
แต่ ณ เวลานี้ เสียงร้องไห้ของซ่งเคอกลับทำให้เธอรู้สึกเห็นใจขึ้นมา สัมผัสได้ถึงความปวดใจและความทุกข์ทรมาน
เธอนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันไปพูดกับเจียงตั่ว “เจียงตั่ว คุณช่วยต้มน้ำสักกาได้ไหมคะ”
เจียงตั่วรู้ว่าหมิงจูกำลังไล่ตนออกไป จึงเดินไปที่ห้องครัวแต่โดยดี
หมิงจูเดินเข้าไปคุกเข่าตรงหน้าซ่งเคอ ตบไหล่เบาๆ แล้วกระซิบถาม “เสี่ยวเคอ บางเรื่องเธอน่าจะเข้าใจแล้ว บอกพี่ตามตรงนะ ลูกชายของแม่ม่ายแก่คนนั้นเอาเปรียบเธอ… สำเร็จไหม?”
ซ่งเคอสะอื้นพยายามระงับเสียงร้องไห้ สายตาพร่ามัวหันมามองหมิงจู “เหมือนจะ…สำเร็จแล้วค่ะ”
หมิงชุนนีได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งคิดตำหนิตัวเอง ตบหน้าตัวเองไปสองฉาด “เป็นความผิดของแม่เอง! แม่ดูแลลูกไม่ดีพอ”
หมิงจูจับมือของหมิงชุนนีไว้ ขมวดคิ้วพูดว่า “ป้าคะ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินสิคะ”
เมื่อครู่เธอจับคำพูดว่า ‘เหมือนจะ’ ได้
เธอรีบถามต่อ “อะไรคือ ‘เหมือนจะ’ ที่เธอว่า เขาทำอะไรไปบ้าง?”
ซ่งเคอก้มหน้างุด ใบหน้าแดงก่ำเพราะอับอาย ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “เขาอยากจะจูบหนู แต่หนูไม่ยอม เลยจับหนูกดลงบนผ้าห่ม ลูบคลำตามตัว แล้วก็ถูไถไปมา…”
“ถูไถยังไง?”
ซ่งเคอไม่รู้ว่าพี่สาวจะถามเรื่องนี้ไปทำไม แต่เมื่อเห็นใบหน้าจริงจังของหมิงจู เธอก็เลี่ยงที่จะไม่ตอบไม่ได้ ใบหน้าแดงก่ำราวกับสีเลือด ก่อนจะพูดออกมาเสียงแผ่วว่า “ก็… เบียดถูไถข้างหลังหนูหลายครั้งค่ะ”
หมิงจูนวดขมับ เรื่องนั้นมันก็ต้องมีเบียดถูจริงๆ นั่นแหละ คำตอบนี้ก็ยังคลุมเครืออยู่ดี
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามต่อ “เธอเจ็บไหม?”
ซ่งเคอขมวดคิ้ว สุดท้ายก็ส่ายหน้า “ไม่ค่ะ”
หมิงจูโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง “แล้วตอนนั้นเสื้อผ้าของเธอถูกถอดไหม?”
ซ่งเคอส่ายหน้า “ก็ไม่ค่ะ”
เป็นไปตามคาด!
คนในยุคนี้ค่อนข้างใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่มีโอกาสได้สัมผัสและเรียนรู้เรื่องทางเพศมากเท่ากับในยุคหลัง ดังนั้นอาจจะไม่เข้าใจแนวคิดของการ ‘ทำสำเร็จ’ ที่แท้จริง
หมิงจูยกมือขึ้นมากุมหน้าผาก แทบหัวเราะไม่ออก “งั้นก็แปลว่าเขาลวนลามเธอ แต่ไม่ได้ทำสำเร็จ เพราะถ้าทำเรื่องนั้นสำเร็จจริงๆ จะไม่ได้ใส่เสื้อผ้า ดังนั้นเธอยังเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่ ไม่ต้องร้องไห้แล้วนะ”
ซ่งเคอตกใจครู่หนึ่ง หันกลับไปมองหมิงชุนนีอย่างไม่เชื่อ
หมิงชุนนีเองก็อายที่จะพูดถึงเรื่องนี้ ได้แต่บอกว่า “ที่พี่สาวของลูกพูดถูกต้องแล้ว”
ซ่งเคอร้องไห้หนักกว่าเดิม เพียงแต่ครั้งนี้ในเสียงร้องไห้นั้นแฝงไปด้วยความยินดีที่รอดพ้นจากเรื่องร้ายมาได้และกำลังจะได้มีความสุข
เธอกับซุนเต๋อไฉยังไม่ได้เสียกัน นั่นเป็นเรื่องดีเหลือเกิน
หมิงจูมองซ่งเคอ ส่ายหน้าแล้วยิ้มเอ็นดู จากนั้นเธอลุกขึ้นยืนก่อนจะหันไปเห็นซ่งเสวี่ยที่เตี้ยกว่าเล็กน้อยยืนบื้ออยู่ตรงนั้น และกำลังมองมาทางเธอด้วยความรู้สึกผิด
เธอกัดฟันหันไปมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง แล้วหันหลังเดินตรงไปที่ห้องครัว
ซ่งเสวี่ยเห็นสายตาเช่นนั้น เด็กสาวก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า “หมิงจู ในเมื่อให้ฉันอยู่ต่อแล้ว ทำไมถึงยังหน้าดุใส่ฉันอยู่อีก”
หมิงจูหยุดฝีเท้า หันกลับไปมอง “เธอเรียกฉันว่าอะไรนะ?”
ซ่งเสวี่ยหดคอ แต่เธอดื้อรั้นมาแต่ไหนแต่ไร ประกอบกับไม่เคยชอบหมิงจู จึงตอบกลับไปอย่างไม่เกรงใจ “เธอก็ชื่อหมิงจูอยู่แล้วนี่”
หมิงจูเดินเข้าไปตบหัวหนึ่งที “ฉันชื่อหมิงจู แต่สองคำนี้เป็นชื่อที่เธอเรียกได้หรือไง?”
ซ่งเสวี่ยเบะปาก มองหมิงชุนนีอย่างน้อยใจ หวังจะได้รับความช่วยเหลือ
หมิงจูจับคางของเธอ บังคับให้หันหน้ามามองตัวเอง “ฉันกำลังคุยกับเธออยู่นะ มองหาแม่ของเธอไปก็ไม่ช่วยอะไรหรอก ฉันจะให้โอกาสอีกครั้ง เธอควรจะเรียกฉันว่ายังไง?”
เด็กคนนี้ถูกเลี้ยงมาไม่ดี ต้องอบรมสั่งสอนใหม่แล้ว!