ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70 - ตอนที่ 9 เสียดายภายหลังที่บอกเลิก
เพียงคำพูดเดียวของหมิงจูก็ทำให้เจียงตั่วหน้าแดงก่ำแล้ว ใบหน้าสีเข้มของเขาดูเหมือนจะมีสีเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่งอย่างชัดเจน คนในยุคนี้ค่อนข้างบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เธอพยายามกลั้นหัวเราะแล้วถามอีกครั้งว่า “คุณช่วยพูดอะไรหน่อยสิคะ ถ้าไม่ต้องการฉันแล้ว ฉันก็จะไม่รั้งคุณไว้หรอก”
เจียงตั่วไม่เคยเจอผู้หญิงที่พูดจาตรงไปตรงมาขนาดนี้มาก่อน เขารู้สึกยังไม่ค่อยชินนัก
แต่พอนึกถึงความเร่าร้อนเมื่อเช้าในห้องใต้ดินของเธอ ดูเหมือน… เรื่องนี้ก็ไม่ได้น่าแปลกใจอะไร
ทั้งสองคนทำเรื่องที่แนบชิดกันขนาดนั้นไปแล้ว เขาก็ต้องรับผิดชอบ เมื่อตั้งสติได้เจียงตั่วจึงพูดด้วยเสียงแหบพร่า “ฉันอยากแต่งงานกับเธอ”
“ได้ค่ะ ในเมื่อคุณยังต้องการฉัน งั้นเงินสินสอดฉันไม่คืนให้แล้วนะ”
เจียงตั่วพยักหน้า จากนั้นก็ปิดปากเงียบกริบราวกับคนใบ้ ช่วยหมิงจูทำความสะอาดปลาอย่างตั้งใจ
ทั้งสองคนกลับมาที่ห้องครัว หมิงจูยังไม่รีบร้อนนำปลามาทำอาหาร แต่กลับเอาถั่วเหลืองที่แช่ไว้เกือบครึ่งชั่วโมงมาตำในครกจนละเอียดแทน
เจียงตั่วไม่ถนัดเรื่องทำอาหาร เขาไม่รู้ว่าเธอตำถั่วเหลืองไปทำไม แต่เมื่อเห็นเธอนั่งอยู่หน้าเตาโค้งตัวลงอย่างลำบาก เขาก็ยื่นมือออกไปช่วยทันที “ให้ฉันช่วยเถอะ”
หมิงจูส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณก่อไฟเป็นไหมคะ ช่วยฉันก่อไฟต้มน้ำร้อนสักกาหนึ่งหน่อยสิ ฉันไม่มีเวลาแล้ว”
เธอไม่เคยใช้เตาดินแบบชนบทมาก่อนเลย ไม่รู้จะก่อไฟให้เร็วได้อย่างไร
เจียงตั่วรับปากอย่างกระตือรือร้นและเริ่มลงมือทันที…
หมิงจูตำถั่วเหลืองไปพลางก็เรียนรู้วิธีการก่อไฟอย่างละเอียดไปด้วย ดูเหมือนการก่อไฟก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น
หลังจากตำถั่วเหลืองจนเสร็จ เธอก็เติมน้ำลงไปให้เจือจางเล็กน้อย จากนั้นก็ตักแป้งข้าวโพดจากถังแป้งมาหนึ่งกระบวยใหญ่ ครึ่งหนึ่งผสมกับน้ำร้อน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งผสมกับน้ำถั่วเหลือง ก่อนจะนำมาผสมรวมกัน พักเตรียมไว้
ระหว่างนั้น เจียงตั่วก็นำน้ำที่ต้มเดือดในหม้อเทลงในกระติกน้ำร้อนแบบเก่าสีเขียว
หลังจากหมิงจูทำความสะอาดหม้อแล้ว เธอก็ทุบกระเทียมสองสามกลีบ หั่นขิงสองสามแผ่น ตักน้ำมันหมูที่เหลือไม่มากในถ้วยเคลือบออกมาหนึ่งช้อนเหล็ก ใส่ลงในหม้อเพื่ออุ่นน้ำมัน พอขิง กระเทียม และพริกแห้งเจียวหอมแล้ว เธอก็วิ่งไปที่ไหดินเผาสีดำใบเล็กที่มุมลานบ้าน ก่อนจะตักเต้าเจี้ยวที่หมักเองกลับมาใส่ลงไปในหม้อ
บ่ายวันนี้ตอนเธอทำความสะอาดบ้าน แล้วก็เห็นไหสีดำใบเล็กสองใบวางอยู่ในที่ร่ม ตอนแรกนึกว่าเป็นไหว่าง แต่พอเปิดดูแล้วก็เจอเรื่องน่ายินดีที่คาดไม่ถึง
ไหใบหนึ่งใส่เต้าเจี้ยว อีกใบหมักผักกาดเค็ม!
หมิงจูเอาปลาลงในหม้อ จี่ทั้งสองด้านจนสุกแล้วเติมน้ำส้มสายชูเล็กน้อยเพื่อดับกลิ่นคาว สุดท้ายก็เติมน้ำลงไปเต็มกระบวยใหญ่ จากนั้นก็ปั้นแป้งข้าวโพดที่ผสมไว้เป็นก้อนครึ่งวงกลมทีละก้อน แล้วแปะไว้รอบผนังหม้อ
ปิดฝาหม้อไว้ แค่นี้ก็ได้ฟีลปลาตุ๋นในหม้อเหล็กแล้ว!
เธอดึงเก้าอี้ตัวเล็กข้างโต๊ะอาหารมานั่งข้างเจียงตั่ว เพื่อรอให้หม้อเดือดด้วยกัน
ทั้งสองคนนั่งเงียบๆ อยู่แบบนั้น มันก็ค่อนข้างอึดอัด ดังนั้นหมิงจูจึงเอ่ยถามขึ้นก่อนว่า “เรื่องที่คุณจะแต่งงาน ได้ปรึกษาคนในครอบครัวบ้างหรือยังคะ ถ้าเกิดคนในบ้านของคุณไม่เห็นด้วยที่จะให้คุณอยู่กับฉันล่ะ?”
เธอไม่รู้ว่าเจียงตั่วเป็นคนจากที่ไหน หรือครอบครัวเป็นอย่างไร เพียงแต่เคยอ่านหนังสือและดูละครโทรทัศน์มาก่อน เธอรู้แค่ว่าบัณฑิตในยุคนี้หลายคนแต่งงานตั้งรกรากในชนบท หลังจากนั้นก็จะมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แล้วบัณฑิตก็จะถูกส่งกลับบ้านเกิด หลังจากนั้นก็จะมีการเปิดการค้าเสรี… บัณฑิตที่แต่งงานแล้วหลายคนได้กลับเมืองหลวง สุดท้ายก็จะเลือกขอหย่าร้าง
เจียงตั่วจัดอยู่ในกลุ่มทหารอาสาที่ถูกส่งมาจากที่อื่น ซึ่งไม่เหมือนกับบัณฑิต แต่ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องกลับไปอยู่ดี
เธอไม่ได้กังวลว่าในอนาคตเจียงตั่วจะขอหย่ากับเธอเพื่ออนาคตของเขาเอง เพราะทั้งสองคนไม่ได้มีความรู้สึกอะไรต่อกัน การใช้ชีวิตคู่แบบนี้ก็ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย หากหย่าร้างและแยกย้ายกันไปตามทางของแต่ละคน กลับจะเป็นเรื่องดีสำหรับหมิงจูมากกว่า
ถ้าตอนนั้นเธอยังกลับไปโลกเดิมไม่ได้ เธอก็ยังสามารถใช้ความได้เปรียบของการ ‘รู้ล่วงหน้า’ เพื่อเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตในอนาคต จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อทำงานสายเดิมต่อไป หรือจะทำธุรกิจก็ตาม สรุปแล้ว อย่างไรเธอก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสวยงามด้วยตัวคนเดียว!
เจียงตั่วพูดอย่างใจเย็นว่า “เรื่องแต่งงานของฉัน ฉันเป็นคนตัดสินใจเอง”
แม้เขาจะพูดแบบนั้น แต่หมิงจูรู้สึกว่าบางเรื่องควรพูดให้ชัดเจนตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า
“ฉันรู้ว่าการแต่งงานครั้งนี้… เกิดจากความผิดพลาดของฉัน ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันไม่ใช่คนที่จะรั้งใครไว้ ถ้าคุณเสียใจก็บอกเลิกกับฉันได้ ฉันจะปล่อยให้คุณเป็นอิสระแน่นอนค่ะ”
เจียงตั่วมองหญิงสาววัยเพียงสิบแปดปีตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ…
เขาไม่คิดว่าเธอจะพูดแบบนี้ออกมา การเลิกกันไม่ใช่เรื่องดี โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง มันหมายความว่าชีวิตหลังจากนั้น เธอจะต้องถูกคนอื่นนินทาได้ตลอดเวลา
แต่ตอนนี้เธอกลับพูดคำว่าเลิกกันออกมาได้อย่างสบายๆ หรือว่า…
เจียงตั่วคิดอะไรบางอย่างได้ แล้วถามด้วยเสียงทุ้ม “เช้าวันนี้เธอทำเรื่องแบบนั้นกับฉันทำไม?”
หมิงจูยังไม่ทันคิด ก็ถามกลับไปทันที “เรื่องแบบไหนคะ?”
สามวินาทีต่อมา ทั้งสองคนก็เงียบไป
หมิงจูกลืนน้ำลายลงคอ นึกถึงเหตุการณ์ในห้องใต้ดินแล้วก็รู้สึกคอแห้งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
แต่…
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม คนที่เธอตามหาไม่ใช่เจียงตั่วเสียหน่อย!
“นี่… เป็นอุบัติเหตุล้วนๆ ฉันเองก็ไม่คิดว่าน้ำหวานแก้วนั้น สุดท้ายคุณจะเป็นคนดื่มเข้าไป” เธอไม่อยากพูดมากนัก จึงสรุปทุกอย่างว่าเป็นอุบัติเหตุ
ทันทีที่เธอพูดจบ เจียงตั่วก็นึกถึงภาพที่หมิงจูเอาข้าวไปให้สวีข่ายเมื่อเช้านี้ ถ้าอย่างงั้น…
น้ำหวานแก้วนั้นเธอก็เตรียมไว้ให้สวีข่ายนี่เอง!
คนที่เธอต้องการคือสวีข่าย แต่เขากลับไปดื่มน้ำหวานแก้วนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้แผนการของเธอล่มไป!
สีหน้าของเจียงตั่วค่อยๆ มืดลงอย่างเห็นได้ชัด บรรยากาศรอบข้างตกอยู่ในความเงียบที่กดดัน
สรุปแล้วทุกอย่างเป็นความเข้าใจผิด แต่ทั้งสองคนก็ได้ทำเรื่องแบบนั้นกันไปแล้ว ไม่ว่าความตั้งใจแรกของเธอจะเป็นอย่างไร เขาก็ต้องรับผิดชอบ!
ส่วนข่าวลือที่ไม่ดีเกี่ยวกับหมิงจูเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เจียงตั่วก็คงทำได้เพียงค่อยๆ สังเกตไปในภายหลัง
หมิงจูไม่ได้คิดจะพูดในประเด็นที่ไม่ควรเจาะลึกต่อไปมากกว่านี้แล้ว เธอจึงพูดขึ้นว่า “หลังจากแต่งงานแล้ว คุณก็ย้ายมาอยู่กับฉันที่นี่ดีกว่าค่ะ”
เจียงตั่วไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้ สร้างบ้านที่นี่ไม่ได้ และก็คงจะไม่ได้อยู่นาน
ก่อนที่เขาจะมา ยังคิดเรื่องที่พักหลังแต่งงานอยู่เลย ในเมื่อเธอพูดแบบนี้ เขาก็ไม่ควรปฏิเสธ แต่เขาจะไม่มาอยู่เปล่าๆ แน่นอน
“ได้สิ หลังจากนี้ทั้งเงินเดือน คะแนนแรงงาน และคูปองต่างๆ ของฉันจะยกให้เธอทั้งหมด อีกอย่าง ฉันยังมีบ้านที่บ้านเกิด พอจัดการเรื่องที่นี่เสร็จแล้ว ฉันจะพาเธอกลับไปที่นั่น”
หมิงจูได้ยินคำพูดเหล่านี้ เธอก็อดจินตนาการไม่ได้ว่า บ้านเกิดของเขาอยู่ที่ไหน? ต้องจัดการเรื่องอะไร? กลับไปแล้วจะทำอะไร?