ทะลุมิติเป็นเศรษฐีนีรวยทรัพย์ พร้อมมิติลับในยุค 70 - ตอนที 49 เจียงตั่วเป็นฝ่ายจูบเธอเอง
ประมาณบ่ายโมงกว่า เจียงตั่วกับเฉียวปินกลับมาจากเขตตลาดด้วยกัน
หมิงจูยื่นน้ำให้ทั้งสองคนพร้อมกับถามว่า “เป็นยังไงบ้างคะ จัดการเรียบร้อยดีไหม?”
เฉียวปินรู้ว่าหัวหน้าพูดน้อย เมื่อซดน้ำหมดกระบวยใหญ่ เขาก็รีบพูดขึ้นก่อนว่า “พี่สะใภ้ เมื่อกี้สนุกใหญ่เลย หมิงเทาคิดว่าหมิงต้าโหย่วจะช่วยเขาเจรจาเมื่อไปถึงสถานีตำรวจ แต่ที่ไหนได้ หมิงต้าโหย่วกลับชี้ตัวกล่าวโทษเขา!”
“เขาโมโหจัดจึงฟ้องหมิงต้าโหย่วกลับ บอกว่าหมิงต้าโหย่วก็มีส่วนร่วมด้วย สุดท้ายตำรวจก็โทรหาคนระดับสูง ทางการจึงส่งคนมารับหมิงต้าโหย่วไป ติเตียนเขาอย่างหนักเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง ตอนขากลับ หมิงต้าโหย่วโมโหจัด ด่าหมิงฉางเหอมาตลอดทาง”
พอได้ยินแบบนั้น หมิงจูก็หัวเราะคิกคัก
เจียงตั่วเห็นเธอยิ้ม มุมปากเขาก็มีรอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นมา หมากัดกันเอง นี่เป็นผลลัพธ์ที่เธอต้องการเลยไม่ใช่หรือ?
ผู้หญิงร่างเล็กคนนี้มีฝีมือในการวางแผนจริงๆ
หมิงจูยกอาหารที่อุ่นไว้ในหม้อออกมาให้ทั้งสองคน แล้วบอกให้พวกเขายกโต๊ะไปกินข้าวตรงที่ร่มๆ ในลานบ้าน
ขณะที่กำลังกินข้าวอยู่นั้น ท้องฟ้าที่มืดครึ้มอยู่แล้วก็ยิ่งมีเมฆหนาทึบ ลมพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ
เฉียวปินรีบกินขนมปังแป้งข้าวโพดในมือจนหมด “ดูท่าฝนจะตกแล้วครับหัวหน้า พี่สะใภ้ เสื้อผ้าผมยังตากอยู่ข้างนอก ต้องกลับไปก่อนแล้ว”
พูดจบเขาก็รีบวิ่งหายไป
หมิงจูนั่งอยู่ตรงข้ามเจียงตั่ว พึมพำว่า “ฝนน่าจะตกหนักอยู่นะคะ”
“อืม”
“งั้นก็ดีเลย วันนี้ช่วงบ่ายคุณกับป้าก็ไม่ต้องออกไปทำงานแล้ว พักอยู่ที่บ้านก็ได้”
“ต้องรอดูก่อน” เจียงตั่วพูดจบก็กินข้าวต่อ
หมิงจูวางศอกบนเข่า เท้าคาง เงยหน้ามองเมฆดำทะมึนที่ปกคลุมอยู่เหนือหน้าประตู
ลมที่หวีดหวิวรุนแรงขึ้นพัดกระหน่ำ กิ่งต้นหลิวที่ห้อยลงมาทั้งต้นไหวเอนไปทางทิศตะวันตกพร้อมกัน ใบข้าวโพดแห้งที่ตากอยู่ริมถนนบางส่วนก็ปลิวขึ้นไปกลางอากาศ หมุนวนไปมา…
ภาพนี้ทำให้หมิงจูคลายคิ้วโดยไม่รู้ตัว เธอไม่เคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน
เจียงตั่วเห็นเธอจ้องมองท้องฟ้าที่จู่ๆ ก็สงบนิ่งไปอย่างไม่ละสายตา ริมฝีปากของเธอยังหยักโค้งเป็นรอยยิ้ม เขาจึงรู้สึกสงสัย และถามออกมาด้วยความแปลกใจว่า “เป็นอะไรไป?”
หมิงจูไม่ได้ขยับตัว เพียงพึมพำว่า “แค่รู้สึก… สงบและผ่อนคลายขึ้นมาเฉยๆ น่ะค่ะ”
ยุคสมัยที่เธอใช้ชีวิตอยู่มีการแข่งขันสูง เธอใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบทุกวัน เมื่อกลับถึงบ้านก็นอนหลับ เมื่อเข้าไปในโรงพยาบาลก็ต้องตั้งสมาธิในการช่วยชีวิตคน
แต่ก่อนเธอคิดว่าชีวิตแบบนั้นเรียกว่าสมบูรณ์แบบ
แต่ตอนนี้ที่ลองคิดดูอีกที… เธอพลาดทิวทัศน์ที่ธรรมชาติมอบให้ไปมากแค่ไหนกัน?
ลมพายุที่โหมกระหน่ำ ดอกไม้ที่บานและร่วงโรย ฤดูกาลที่หมุนเวียนเปลี่ยนไป ในยุคหลัง เธอคงใช้ชีวิตในทางที่ผิดไปแล้ว
เจียงตั่วไม่เข้าใจความหมายของหมิงจู เขาจ้องมองดวงตาที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นความผิดหวังของเธออย่างไม่ละสายตา
แม้ว่าจะเป็นหญิงสาวอายุเพียงสิบแปดปี แต่ในดวงตาของเธอกลับดูเหมือนมีเรื่องราวมากมายนับไม่ถ้วน บางครั้งก็สดใสบริสุทธิ์ บางครั้งก็ซับซ้อนและดูผ่านโลกมามาก
เหมือนกับ… เป็นปริศนาที่ทำให้เขาไม่อาจเข้าใจ และยิ่งทำให้เขาอยากจะเข้าใจให้ถ่องแท้
เม็ดฝนขนาดใหญ่โปรยปรายลงมา หมิงจูกับเจียงตั่วก็ลุกขึ้นพร้อมกัน
หมิงจูโผเข้าห้องครัวที่อยู่ใกล้ที่สุดพร้อมกับเอามือกุมศีรษะ ส่วนเจียงตั่วก็ยกโต๊ะอาหารตามเข้ามา
เห็นกองไม้มากมายบนพื้น บางส่วนเลื่อยแล้ว บางส่วนขีดเส้นไว้ กองซ้อนรวมกันอยู่ เจียงตั่วจึงวางโต๊ะอาหารชิดกำแพงแล้วถามว่า “นี่กำลังทำอะไรอยู่?”
“อ้อ ฉันอยากจะหาเวลาว่างทำประตูหน้าต่างในห้องครัวหน่อยน่ะ”
เจียงตั่วตกตะลึง “ทำเป็นด้วยหรือ?”
“มันก็แค่สี่เหลี่ยมผืนผ้า ตอกๆ ติดๆ เข้าด้วยกัน จะยากอะไรกันล่ะคะ?” หมิงจูเงยหน้ามองเขา ยิ้มหวานพร้อมกับพูดว่า “คุณคิดจริงๆ เหรอว่าได้แต่งงานกับคนไร้ค่าที่ทำอะไรไม่เป็นเลย?”
“ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น”
เขานั่งยองๆ ลงไป มองดูขนาดที่เธอทำเครื่องหมายไว้บนไม้ที่ยังไม่ได้เลื่อย
ดูเหมือนว่างานที่ไม่ต้องใช้แรงมาก เธอจะทำได้ดีทั้งหมด
ข้างนอกฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ หมิงจูไม่อยากตากฝนกลับเข้าบ้าน จึงดึงเจียงตั่วนั่งลงบนเก้าอี้ไม้เล็กๆ ด้วยกัน ยื่นไม้และเลื่อยให้เจียงตั่ว แล้วหัวเราะคิกคัก ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ผู้กองเจียง คุณแรงเยอะ คุณพี่ขา ช่วยภรรยาหน่อยนะ ช่วยเลื่อยไม้พวกนี้ตามเส้นที่ขีดไว้หน่อยนะคะ”
เสียงนุ่มนวลอ่อนหวานของเธอทำให้เจียงตั่วใจเต้นระรัว เธอนี่ก็นะ…ไม่ว่าจะพยายามสอนอย่างไรก็ห้ามปากนี้ไม่ได้เลย
เพื่อไม่ให้เธอยังเอาแต่พูดจาไร้สาระต่อไป เขาจึงรีบรับเครื่องมือแล้วเริ่มก้มหน้าทำงาน
หมิงจูยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เธอไม่ได้อยู่เฉย เอาไม้ที่เลื่อยไว้เมื่อตอนเที่ยงหลายชิ้นมาประกอบเข้าด้วยกันทีละชิ้นตามลำดับที่ขีดเครื่องหมายไว้
ทั้งสองคนทำงานเข้าขากันไปเงียบๆ ไม่มีใครรบกวนใคร
หมิงจูกำลังตอกไม้ไปเรื่อยๆ ตะปูชิ้นหนึ่งตอกพลาด ค้อนไปทุบโดนไม้ เธอก็เผลอร้อง ‘โอ๊ย’ ออกมา
เจียงตั่วนึกว่าเธอทุบมือตัวเอง จึงรีบวางเครื่องมือลง คว้ามือเธอขึ้นมาดูทันที
เห็นเขามีสีหน้าจริงจังและกังวล หมิงจูรู้สึกใจเต้น เขาใส่ใจเธอจริงๆ
เมื่อมาอยู่ในโลกที่ไม่คุ้นเคย ผู้ชายคนนี้แม้จะขี้ระแวงแต่ก็มอบความรู้สึกปลอดภัยให้เธออย่างมากเสมอ ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นและซาบซึ้งใจนัก
นอกจากเธอจะคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อแม่และพี่ชายแล้ว ก็ยังมีความรู้สึกผูกพันกับยุคนี้ขึ้นมาเล็กน้อย
เธอไม่รู้ว่านี่เป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย แต่ตอนนี้ดูเหมือนเธอจะรู้สึกขอบคุณเขามาก
“เจียงตั่ว ฉันไม่ได้ทุบโดน แค่ตกใจนิดหน่อย”
เสียงของเธอน่ารักและอ่อนหวาน
เจียงตั่วเงยหน้ามอง ทั้งสองสบตากัน ระยะใกล้มาก ใกล้จนสามารถรับรู้ลมหายใจของกันและกันได้อย่างง่ายดาย ใกล้จนสามารถมองเห็นเงาของตัวเองที่พร่ามัวในดวงตาสีหมึกของอีกฝ่าย ใกล้กันจน…
หมิงจูอยากจะจูบเขา
เธอคิดอย่างนั้นแล้วก็ทำอย่างนั้น เธอโน้มตัวไปข้างหน้า ริมฝีปากอุ่นๆ แตะลงบนริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา เชื่องช้า ค่อยๆ ถูไถ
เจียงตั่วกำมือเธอไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว ตั้งใจจะปกปิดความประหม่า แต่กลับถูกหมิงจูจับได้ว่าในใจเขากำลังคิดอะไรอยู่
หมิงจูยังคงประทับริมฝีปากกับเขา พลางหัวเราะคิกคัก ชายหนุ่มผู้ไร้เดียงสาคนนี้ประหม่าเสียแล้ว
เธอผละศีรษะออกมา กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกเจียงตั่วกุมท้ายทอยไว้ ครั้งนี้ เจียงตั่วเป็นฝ่ายจูบเข้ามาเอง
ต่างจากวิธีจูบแบบแตะริมฝีปากที่เธอทำ เขาจูบจริง และเป็นการจูบที่ดูดดื่ม
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่หมิงจูถูกผู้ชายจูบอย่างร้อนแรงเช่นนี้ จากที่เคยได้เปรียบ เธอกลับเป็นฝ่ายงุนงงไปหมด
ผ่านไปครึ่งนาที เจียงตั่วถอนจูบจากเธอด้วยลมหายใจหนักๆ หลับตา และพยายามควบคุมลมหายใจ
หมิงจูยกมือขึ้นลูบปากเบาๆ รสชาติก็… ดีทีเดียว
แย่แล้ว นี่เธอถลำลึกจนยากจะถอนใจเสียแล้ว
หลังจากเจียงตั่วปรับลมหายใจได้แล้ว เขาก็เงยหน้ามองเธอ
ทั้งสองสบตากัน เขาก็หันหน้าไปอีกทางหลบตาอย่างเก้ๆ กังๆ แล้วพูดว่า “ฉัน…ฉันแค่…”
เป็นความรู้สึกที่ไม่อาจหักห้ามใจโดยไม่รู้ตัว
ทั้งที่รู้ว่าหมิงจูไม่ชอบเขา ทั้งที่รู้ว่าเธอชอบแกล้งยั่วเย้าเขา แต่ก็ยังควบคุมตัวเองไม่ได้
หมิงจูสังเกตเห็นว่าเขามีสีหน้ากระอักกระอ่วน จึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบด้วยรอยยิ้มขี้เล่น “ผู้กองเจียง ไม่คิดเลยว่าคุณจะอาฆาตแค้นขนาดนี้ ฉันแค่จูบทีเดียว คุณก็แทบจะทำให้ฉันหายใจไม่ออก… ทำไมล่ะ คุณอยากจะเปลี่ยนภรรยาใหม่เหรอคะ?”
“ขอโทษ”
“ขอโทษทำไมกัน นี่ไม่ใช่ปฏิกิริยาปกติของคนเราหรอกเหรอ ดูสิเมื่อกี้รุนแรงขนาดนั้น คราวที่แล้วฉันทายถูกใช่ไหมคะ? คุณต้องอัดอั้นจนทรมาน…”
หมิงจูพูดพร้อมกับใช้นิ้วมือที่ซุกซนลากเป็นวงกลมบนไหล่ของเจียงตั่ว ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ไม่จำเป็นต้องให้ฉันช่วยจริงๆ เหรอคะ?”