ทะลุมิติไปเป็นภรรยาชาวสวนของท่านบัณฑิต - เล่มที่ 18 บทที่ 522 มีคนจำนวนไม่น้อยไข้ขึ้นแล้ว
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นภรรยาชาวสวนของท่านบัณฑิต
- เล่มที่ 18 บทที่ 522 มีคนจำนวนไม่น้อยไข้ขึ้นแล้ว
เวลานี้ฉางโส่วหนงและหนีเหลียงอยู่ที่ภูเขาด้านหลัง เพื่อเยี่ยมผู้อพยพที่ได้รับการจัดการดูแลเป็นอย่างดี
คนที่ตามอยู่ข้างๆคือเวินสือเยี่ยนและเวินจิ้งอัน พวกเขาคอยรายงานสิ่งที่ทำไปในช่วงหลายวันนี้
ฉางโส่วหนงได้ฟังแล้วจึงพยักหน้าไม่หยุด
ระหว่างทางที่เดินไป มีผู้อพยพจำนวนไม่น้อยเรียกขานเวินจิ้งอันว่า “พระโพธิสัตว์หญิง” ฉางโส่วหนงได้ฟังจึงรู้สึกประหลาดใจ “เหตุใดเจ้าถึงเรียกคุณหนูเวินว่าพระโพธิสัตว์หญิง?”
ผู้อพยพกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ “คุณหนูเวินดีต่อพวกเรา ให้อาหารพวกเรากิน ให้ของพวกเราใช้ ไม่ใช่พระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิดจะเป็นอะไรได้อีก?”
เด็กผู้หญิงตัวน้อยที่อยู่ข้างๆก็กล่าว “พี่สาวเทพธิดา ท่านช่างดีเหลือเกินเจ้าค่ะ!”
เวินจิ้งอันยิ้มพลางลูบผมเด็กผู้หญิงตัวน้อย ยิ้มพร้อมกล่าว “หลายวันที่ผ่านมาอยู่สบายหรือไม่? กินอิ่มหรือไม่?”
“กินอิ่มเจ้าค่ะ พี่สาวเทพธิดา ข้ากินอิ่มและนอนหลับสบายทุกวัน ขอบคุณพี่สาวเทพธิดามากเจ้าค่ะ!”
เมื่อเห็นผู้อพยพรู้สึกขอบคุณเวินจิ้งอัน ฉางโส่วหนงก็พยักหน้าไม่หยุด แววตาเต็มไปด้วยประกายยินดี
เวินสือเยี่ยนเห็นดังนั้น ก็รู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากเรื่องครั้งนี้ ชื่อเสียงบุตรสาวของเขาในจังหวัดจิ้นชางถือว่ามั่นคงแล้ว หากฉางโส่วหนงไปขอบำเหน็จจากเมืองหลวง เช่นนั้นชื่อเสียงอันดีงามของนาง ก็จะโด่งดังไกลถึงเมืองหลวง ถึงเวลาได้รับบำเหน็จไม่ขาด ไม่แน่ว่าตระกูลเวินอาจได้รับเกียรติยศที่ไม่คาดคิดก็เป็นได้
เวลานี้เอง มีชาวบ้านผู้หนึ่งที่ถูกว่าจ้างให้มาดูแลผู้อพยพเหล่านี้วิ่งมาด้วยท่าทางรีบร้อน ก่อนกล่าว “ใต้เท้า ทางนั้นมีเด็กสองคนตัวร้อนขอรับ”
หนีเหลียงยังไม่ทันกล่าวอะไร ก็ได้ยินเวินจิ้งอันกล่าว “รุ่ยเอ๋อร์ รีบเชิญท่านหมอไปช่วยดูเร็ว”
รุ่ยเอ๋อร์พาคนผู้หนึ่งที่สะพายหีบยาเดินตามลูกจ้างผู้นั้นไป
ฉางโส่วหนงรู้สึกสงสัยเล็กน้อย มีกระทั่งท่านหมอด้วยหรือ?
เวินสือเยี่ยนอธิบายทันที “จิ้งอันเกรงว่าผู้อพยพเหล่านี้จะตัวร้อนไม่สบาย จึงจ้างท่านหมอมาสองคนเพื่อคอยรักษาอาการป่วยให้เหล่าผู้อพยพโดยเฉพาะ วันละหนึ่งคน ทั้งกินทั้งอาศัยอยู่ที่นี่ ทั้งสองคนสลับกันมา ขอเพียงมีคนไข้ขึ้นตัวร้อน แค่มาหาท่านหมอเพื่อดูอาการและจ่ายยา ก็พอแล้ว สะดวกมากทีเดียว!”
แววตาฉางโส่วหนงฉายประกายชื่นชม “คุณหนูเวินช่างมีจิตใจดี คิดการอย่างรอบคอบรัดกุม! บวกกับคุณชายเวินที่มีความสามารถเปี่ยมล้น นายท่านเวิน ท่านช่างมีบุตรที่ดีถึงสองคน!”
ได้รับคำชื่นชมเช่นนี้จากใต้เท้าฉาง เวินสือเยี่ยนรู้สึกยินดียิ่ง แต่ใบหน้ากลับแสดงสีหน้าขอบคุณอย่างเรียบสงบเท่านั้น ความจริงภายในใจมีความสุขจนเบิกบานใจนานแล้ว
เมื่อมีคำชื่นชมเช่นนี้จากใต้เท้าฉาง ขอเพียงจวิ้นจงสอบผ่านได้เป็นซิ่วไฉ หากสามารถกราบใต้เท้าฉางเป็นอาจารย์ ได้รับการชี้แนะจากท่านผู้นี้ที่เคยเป็นจ้วงหยวน เช่นนั้นก็เท่ากับได้ก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าไปในระดับจวี่เหรินแล้ว
น่ายินดี น่ายินดียิ่งนัก!
ระหว่างทางกลับไป ขอเพียงคิดถึงสิ่งที่ตัวเองได้เห็น หนีเหลียงก็ชื่นชมไม่ขาดปาก “ใต้เท้า คุณหนูเวินช่างมีจิตใจเมตตานัก ไม่ใช่แค่อ่อนโยนจิตใจดี ทั้งยังคิดการรอบคอบ คิดถึงเรื่องต่างๆที่แม้แต่ข้ายังคิดไม่ถึง นอกจากนั้น ดูท่าทางนางมีสีหน้าเรียบสงบ ไม่ได้สนใจผลงานเหล่านี้แม้แต่น้อย ช่างเป็นคนที่ไม่ลุ่มหลงในลาภยศชื่อเสียงอย่างแท้จริง”
ฉางโส่วหนงลูบเครา ที่หนีเหลียงกล่าวมา เป็นเช่นนั้นจริง
ระหว่างทาง พวกเขาได้ยินผู้อพยพและชาวบ้านทั่วไปกล่าวชื่นชมเวินจิ้งอัน ล้วนเป็นวาจาที่ชมว่านางเป็นพระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิด เป็นพระโพธิสัตว์หญิง ฉางโส่วหนงได้ฟังหนึ่งหรือสองครั้ง ก็รู้สึกว่าดี แต่หลังจากได้ฟังหลายครั้ง ก็รู้สึกว่าผิดปกติ แต่ผิดปกติตรงไหน เขาก็อธิบายไม่ถูก
ขณะที่คิดอยู่ ทั้งสองคนก็กลับถึงจวนตระกูลฉางแล้ว
หนีเหลียงเดินเข้าไปพลางเอ่ยถามมือปราบที่เฝ้าประตูว่าวันนี้มีเรื่องอะไรหรือไม่ มือปราบผู้นั้นจำได้ว่าวันนี้มีเพียงหญิงชนบทคนหนึ่งที่ไม่รู้กาลเทศะมาหา จึงกล่าว “ไม่มีเรื่องอะไรขอรับ เพียงแค่มีหญิงบ้าคนหนึ่งมาหา หน้าตาก็งดงามอยู่หรอก แต่สมองไม่ค่อยดีขอรับ!”
“หญิงบ้าที่หน้าตางดงาม?” หนีเหลียงเอ่ยถามตามเรื่องราว “หน้าตาเป็นเช่นไรหรือ?”
“งดงามเป็นพิเศษ งดงามราวกับเทพธิดาจากสรวงสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น เพียงแต่สมองของนางไม่ค่อยดีขอรับ! โวยวายจะขอพบท่านกับใต้เท้าฉาง ทั้งยังบอกว่ามีธุระสำคัญต้องการพบท่าน นางที่เป็นหญิงชาวบ้านทั่วไปมาขอพบท่านจะมีเรื่องอะไร นอกจากเรื่องวัวหายหรือทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น เรื่องเล็กแบบนี้จะให้ใต้เท้าฉางแก้ให้นางได้อย่างไร ข้าจึงให้นางกลับไปหาหลี่เจิ้งขอรับ!”
หนีเหลียงฟังอย่างเงียบสงบ จู่ๆก็เอ่ยถาม “นางบอกหรือไม่ว่าขอพบข้ากับใต้เท้าฉางด้วยธุระอันใด?”
มือปราบตกใจสะดุ้ง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดใต้เท้าหนีถึงสนใจเรื่องของหญิงบ้าคนหนึ่ง จึงรีบกล่าว “ไม่ได้บอกขอรับ นางกลับไปอย่างรีบร้อน”
ไม่ใช่กลับไป แต่โดนเขาข่มขู่ให้ตกใจจนกลับไป
มือปราบจะกล้าบอกได้อย่างไร เพียงก้มหน้าเงียบๆ ไม่กล้ามองหนีเหลียงอีก
หนีเหลียงตบบ่ามือปราบผู้นั้น พร้อมกล่าว “หากต่อไปพบฮูหยินท่านนั้นอีก อย่าลืมปฏิบัติต่อนางดีหน่อย แม้แต่ใต้เท้ายังต้องให้เกียรตินาง เจ้าขับไล่นางไป หากมีธุระสำคัญอะไรจริง ประหารเจ้ายังไม่อาจชดเชยได้”
ธุระสำคัญอะไรกัน? ถึงขั้นจะตัดศีรษะเขาเชียวหรือ?
มือปราบได้ฟังดังนั้น แทบจะล้มก้นกระแทกพื้น “ใต้ ใต้เท้าหนี…”
หนีเหลียงหันขวับเดินไปทันที
มือปราบตกใจจนขวัญกระเจิง ตกใจจนแผ่นหลังเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นซึมชื้น
หญิงบ้าผู้นั้น… อ่อ ไม่ไม่ไม่ หญิงชาวบ้านผู้นั้นมีความสัมพันธ์อะไรกับใต้เท้ากันแน่? แม้แต่ใต้เท้ายังต้องให้เกียรตินาง
หนีเหลียงตามเข้าไปในห้องหนังสือ บอกเล่าเรื่องของมือปราบเมื่อครู่ “ใต้เท้า วันนี้เซี่ยยวี่หลัวฮูหยินของท่านเซียวเคยมา บอกว่ามีธุระสำคัญจะพบท่านขอรับ”
“พบข้า?” ระยะนี้ฉางโส่วหนงงานยุ่งจนแทบไม่ได้หยุดพัก ลืมเรื่องของเซี่ยยวี่หลัวไปเสียสนิท “อายวี่ยังสอบอยู่กระมัง?”
“ขอรับ อีกไม่กี่วันก็จะออกจากสนามสอบแล้ว” หนีเหลียงลองนับวันดู
“ยวี่หลัวมาพบข้ามีธุระสำคัญอันใด…” ฉางโส่วหนงกำลังจะให้หนีเหลียงไปถามเซี่ยยวี่หลัว ก็ได้ยินเสียงเร่งรีบดังขึ้นจากด้านนอก “ใต้เท้า ทางผู้อพยพ มีเด็กสิบกว่าคนไข้ขึ้นสูงขอรับ”
“ตอนมาเพิ่งมีเด็กไข้ขึ้นเพียงสองคนไม่ใช่หรือ?” หนีเหลียงได้ฟังดังนั้น ก็เอ่ยถามทันที
พวกเขาเพิ่งมาจากค่ายผู้อพยพ ได้ยินมาว่ามีเด็กไข้ขึ้นเพียงสองคน!
มือปราบร้อนใจราวกับมีเพลิงแผดเผา “ข้าน้อยก็ไม่ทราบขอรับ แต่เด็กกลุ่มนั้นล้มป่วย”
ฉางโส่วหนงกล่าวอย่างสงบเยือกเย็น “เด็กๆร่างกายอ่อนแอ ทั้งยังเล่นด้วยกันทั้งวัน ล้มป่วยหนึ่งหรือสองคน คนอื่นๆก็มีไข้ขึ้นด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ รีบไปเชิญท่านหมอเพิ่มอีกสองคน ให้ไปที่ค่ายผู้อพยพ”
หนีเหลียงรับคำสั่งไป ลืมเรื่องของเซี่ยยวี่หลัวไปเสียสนิท
ท่านหมอที่ดีที่สุดและตัวยาที่ดีที่สุดถูกส่งไปยังค่ายผู้อพยพไม่ขาดสาย เดิมทีคิดว่าจะสกัดเรื่องนี้ได้ วันต่อมา เรื่องราวกลับอยู่นอกเหนือการควบคุมของทุกคน
ตอนนี้ไม่เพียงแค่เด็กเหล่านั้นที่มีไข้ขึ้น แต่ผู้สูงวัยและหญิงชาวบ้านส่วนหนึ่งที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงต่างก็ล้มป่วย
อาการเหมือนกัน ไข้ขึ้นสูง
ไม่ว่าจะกินยาใด ก็ไม่อาจลดไข้ได้เลย
ทุกคนพยายามทุ่มเทสุดกำลัง เพียงคิดว่าครั้งนี้ไข้หวัดรุนแรง แต่เมื่อถึงวันที่สาม กลุ่มผู้อพยพมีคนไข้ขึ้นสูงกว่ากึ่งหนึ่ง และภายในตัวเมือง ก็มีบุตรของชาวบ้านทั่วไปเริ่มมีไข้ตัวร้อนเช่นกัน
อาการเดียวกัน ไข้ขึ้นสูง