ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 101 กิจการของตระกูลเวิน
บทที่ 101 กิจการของตระกูลเวิน
หลังจากได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ชำเลืองมองชายหนุ่ม “ท่านหมายความว่าอย่างไร? ท่านไม่สบายใจที่ข้าสนทนากับเขาเป็นเวลานานอย่างนั้นหรือ? ท่านคิดว่าข้าจะให้เวินเทียนเหล่ยพาข้าหนีไป? ข้ารู้ดีว่าเวินเทียนเหล่ยอยู่ฝ่ายท่าน ข้าจะกล้าขอให้คนรู้จักเก่าของท่านช่วยพาข้าหนีไปได้อย่างไร? ท่านคิดว่าสมองของข้าถูกกระทบกระเทือนอย่างนั้นหรือ?”
เมิ่งฉีฮ่วนไม่คาดคิดว่าหลี่เยว่หานจะตอกกลับคำพูดของเขาเช่นนี้ จึงรู้สึกหดหู่เล็กน้อย “ข้าแค่เป็นห่วงเจ้า”
“แทนที่จะกังวลว่าข้าจะหนีไปหรือไม่ ท่านควรหายเป็นปกติโดยเร็วดีกว่ากระมัง หากเป็นเช่นนั้น แม้ว่าข้าจะหนีไปที่ใด ท่านก็ยังมีแรงที่จะไปตามข้ากลับมา” หลี่เยว่หานคว้าลูกเกดสองสามเม็ดจากถุงผ้า แล้วยัดมันเข้าไปในปากของเมิ่งฉีฮ่วน
เธอคิดว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะต้องเปรี้ยวจนคิ้วขมวด แต่ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะดูสดชื่นเช่นนี้ อีกฝ่ายกินจนแก้มตุ่ยอย่างมีความสุขภายใต้สายตาของเธอที่มองไป “ถ้าข้าพบเวินเทียนเหล่ยเมื่อไร ข้าคงต้องคุยกับเขาเสียหน่อยว่าผลไม้รสเปรี้ยวในบ้านเขาเปรี้ยวน้อยลงทุกที”
“เหตุใดท่านถึงชอบอาหารรสเปรี้ยวนัก? นี่ท่านคงไม่ได้ตั้งครรภ์ใช่ไหม?” หลี่เยว่หานมองไปที่เมิ่งฉีฮ่วนอย่างฉงน
ได้ยินเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนแทบสำลัก และรีบพูดว่า “เจ้าคิดมากไปแล้ว ที่ข้าชอบกินผลไม้รสเปรี้ยวเพราะ… เป็นเพราะยาของข้าขมเกินไปต่างหาก และการกินผลไม้แห้งรสเปรี้ยวสามารถล้างปากได้นะ”
แม้ว่าคำอธิบายของเมิ่งฉีฮ่วนจะมีความน่าเชื่อถืออยู่บ้าง แต่หลี่เยว่หานรู้สึกว่ามันไม่ง่ายดายเช่นนั้น
“ท่านเพิ่งบอกว่าผลไม้รสเปรี้ยวนี้เป็นของบ้านเวินเทียนเหล่ย?” หลี่เยว่หานตั้งใจว่าจะไม่ถามในสิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึง ดังนั้นเธอจึงเปลี่ยนหัวข้อ “ร้านของเขามีขายหรือ?”
เมิ่งฉีฮ่วนพูดในขณะที่คายเมล็ดลูกเกด “ไม่ ผลไม้รสเปรี้ยวนี้ถือเป็นเครื่องบรรณาการ จะมีเฉพาะตามฤดูกาล ยามใดที่ต่างแคว้นในทางตะวันตกส่งส่วยมา ผลไม้รสเปรี้ยวนี้ของเวินเทียนเหล่ยก็จะนำไปปลูกโดยครอบครัวของพวกเขาเอง”
“ปลูกเองหรือ!” ดวงตาของหลี่เยว่หานเป็นประกายทันที “พวกเขาปลูกมันได้อย่างไรกัน? ลูกเกดนี้… ผลไม้รสเปรี้ยวนี้จะอยู่รอดได้หรือ?”
“มันใช้ความพยายามอย่างมากในตอนเริ่มต้น” แม้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะไม่รู้ว่าทำไมดวงตาของหลี่เยว่หานจึงเป็นประกายเมื่อได้ยินเรื่องนี้ แต่เขาก็ยังอธิบายอย่างจริงจัง “หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงที่ยากลำบากแล้วถึงจะผ่อนปรนการดูแลลงได้ ส่วนใหญ่พอรอดแล้วก็ไม่จำเป็นต้องดูแลอะไรมาก แค่หมั่นรดน้ำเท่านั้น”
“แต่สิ่งนี้เป็นเครื่องบรรณาการ แม้ว่ามันจะเปรี้ยว แต่ชนชั้นสูงหลายคนก็ชอบมัน ดังนั้นเวินเทียนเหล่ยจึงปลูกมันไว้ในสวนของเขา ยามใดที่มีคนอยากกิน เขาก็จะเก็บมันแล้วส่งไปให้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็ตาเป็นประกาย
หญิงสาวไม่เคยคิดว่าลูกเกดจะเป็นของกินเล่นของเหล่าคนรวยและผู้มีอำนาจ! ด้วยวิธีนี้ หากเธอสามารถปลูกลูกเกดได้ในปริมาณมาก ๆ ได้ นอกจากเนื้อตุ๋นแล้ว ก็ยังสามารถมีของดีอีกอย่างไว้สำหรับคนรวยและผู้มีอำนาจโดยเฉพาะ!
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ หลี่เยว่หานก็ยืนขึ้นทันทีเพื่อไปดูเมล็ดที่แช่เอาไว้
ตอนนี้เธอรู้แล้วว่ามีผลลูกเกดสุกอยู่ในบ้านของเวินเทียนเหล่ย จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นปลูกด้วยเมล็ดแล้ว
การปลูกลูกเกดจากเมล็ดเป็นเรื่องยาก แต่ถ้ามีกิ่งก้านที่แข็งแรงพอสำหรับปลูก อัตราการรอดตายจะสูงกว่าการเพาะเมล็ดมาก!
“เจ้าคงไม่ได้อยากปลูกผลไม้รสเปรี้ยวหรอกใช่ไหม?” เมิ่งฉีฮ่วนเดาใจของหลี่เยว่หานได้ทันที “ของแบบนี้ยากที่จะอยู่รอด เจ้าแน่ใจหรือว่าจะปลูกมัน?”
“แน่นอน!” หลี่เยว่หานพยักหน้าอย่างมั่นใจ “เพียงแต่นี่เป็นของบรรณาการ ถ้าข้าปลูกมัน ข้าจะละเมิดกฎหมายหรือไม่?”
หลังได้ยินคำถาม เมิ่งฉีฮ่วนก็ส่ายหัว “ไม่ แม้ว่ามันจะเป็นเครื่องบรรณาการ แต่แคว้นตงฮั่นก็ชอบให้คนของตนพยายามปลูกพืชของต่างแคว้น เมื่อพวกเขาได้รู้วิธีการปลูก สิ่งนี้จะทำให้เกิดการแพร่หลายกันเป็นวงกว้าง ด้วยวิธีนี้ รายได้ของประชาชนจะเพิ่มขึ้นและราชสำนักก็ไม่จำเป็นต้องรอให้ต่างแคว้นส่งส่วยมา”
“เยี่ยม!” หลี่เยว่หานตบต้นขาของเธอดังฉาด “ข้ารับประกันได้เลยว่าลูกเกดที่ข้าปลูกจะต้องมีรสชาติดีกว่าเครื่องบรรณาการจากต่างแคว้น!”
เมื่อเห็นใบหน้าที่มั่นใจของนาง เมิ่งฉีฮ่วนก็ถามขึ้นอย่างสงสัย “เจ้าไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใดกัน?”
“ท่านคงเห็นพริกป่าที่ข้าปลูกไว้ที่สวนหลังบ้าน” หลี่เยว่หานพูดพลางยัดลูกเกดอีกกำมือหนึ่งเข้าไปในปากของเมิ่งฉีฮ่วน “เมื่อย้ายของป่ากลับมาแล้ว แม้จะมีปัญหามากมายเนื่องจากสภาพแวดล้อมและการเจริญเติบโตที่แตกต่างกัน แต่ดูพริกป่าในบ้านของเราสิ พวกมันเติบโตอย่างแข็งแรงจนถึงตอนนี้ คงพิสูจน์ได้แล้วว่าข้ามีความสามารถ!”
เมิ่งฉีฮ่วนทำได้เพียงยิ้มอย่างจนใจหลังจากได้ยินคำพูดของนาง
เขาจะบอกหลี่เยว่หานได้อย่างไรว่าเหตุผลที่พริกป่าเหล่านั้นสามารถเติบโตงอกเงยในสวนหลังบ้านได้ เพราะเขาเอาน้ำพุจิตวิญญาณมาเจือจางลงในน้ำที่นางใช้รดดิน ยามที่นางไม่ได้สนใจ
มิฉะนั้น พริกป่ากว่าครึ่งที่ปลูกโดยหลี่เยว่หานคงจะตายไปนานแล้วกระมัง…
เมล็ดพันธุ์ที่หลี่เยว่หานซื้อมา หลังนางกลับมาจากเมืองหลิวชิงเมื่อครั้งที่แล้ว หากเมิ่งฉีฮ่วนไม่แอบเติมน้ำพุจิตวิญญาณลงในจานเพาะเชื้อของหลี่เยว่หานในระหว่างกระบวนการผลิดอก เมล็ดพืชเหล่านั้นก็อาจจะไม่มีวันงอกเลยก็เป็นได้…
วันนี้ฟ้ามืดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะออกไปหลี่เยว่หานสังเกตร่างกายของเมิ่งฉีฮ่วนอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าเขาสบายดีจริง ๆ นางจึงยอมเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปกับเขา
ความงามของหลี่เยว่หานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นเมื่อนางออกไป จึงดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมาย
โชคดีที่เวินเทียนเหล่ยได้จัดเตรียมรถม้าไว้แล้ว ทันทีที่ออกจากโรงเตี๊ยม หลี่เยว่หานจึงเข้าไปในรถม้า และตรงไปที่หอเซียนเมามาย
“เหตุใดเวินเทียนเหล่ยถึงได้มาเจรจาในหอเซียนเมามายตลอดกันนะ?” หลี่เยว่หานถามขึ้น
“เพราะหอเซียนเมามายเป็นทรัพย์สินของตระกูลเวิน” เมิ่งฉีฮ่วนตอบอย่างสบาย ๆ
“…” หลี่เยว่หานพูดไม่ออกเล็กน้อย
แม้เวินเทียนเหล่ยจะดูเหมือนพวกลูกหลานคนรวย แต่เธอไม่คาดคิดว่าเขาจะเป็นบุตรชายคนโตของพ่อค้าหลวงอันดับหนึ่ง และอยู่ดูแลกิจการในเมืองหลิวชิง ช่างเป็นเรื่องน่างุนงงเสียจริงที่ประมุขของตระกูลเวินไว้วางใจมอบธุรกิจที่นี่ให้กับเวินเทียนเหล่ย
“เมื่อก่อนเวินเทียนเหล่ยไม่ใช่คนเช่นนี้ แต่เป็นเพียงบุรุษเสเพลเท่านั้น” เมิ่งฉีฮ่วนเห็นความสงสัยของนางจึงเอ่ยตอบ “ต่อมาแม่ของเขาเสียชีวิตกะทันหัน และเมืองหลิวชิงก็เป็นบ้านเกิดของนาง เขาจึงไม่ต้องการอยู่ในเมืองหลวงต่อและมาอยู่ที่เมืองหลิวชิงนี้คนเดียว ด้วยเงินสองสามพันตำลึงแรก เขาได้เริ่มธุรกิจขึ้นมา ต่อมานายท่านเวินจึงได้มอบธุรกิจในเมืองหลิวชิงทั้งหมดให้กับเวินเทียนเหล่ย”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ก็เพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น
การเติบโตของชายหนุ่มเป็นเพราะแม่ของเขาที่เสียชีวิตไป
ครั้นคิดถึงเรื่องนี้ หลี่เยว่หานก็รู้สึกเห็นใจเวินเทียนเหล่ยขึ้นมา
ไม่นานรถม้าก็มาถึงหอเซียนเมามาย หลี่เยว่หานถูกเมิ่งฉีฮ่วนลากออกจากรถม้าเหมือนกับเมื่อวาน ก่อนจะตามด้วยคนรับใช้ที่เวินเทียนเหล่ยจัดรอไว้ที่ประตู นำทางเข้าไปในห้องหมายเลขหนึ่งก่อนเวลา
ซึ่งพ่อค้าต่างแคว้นหม่าเอ้อร์ซือเองก็ได้มาถึงแล้ว
ตอนที่เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานเข้ามา เขากำลังนั่งดื่มกับเวินเทียนเหล่ยพร้อมเสียงพูดคุยดังโหวกเหวกด้วยภาษาจีนเพี้ยน ๆ ของเขา
พอเห็นหลี่เยว่หานที่ผลักประตูเดินเข้ามา ดวงตาของหม่าเอ้อร์ซือก็เป็นประกายทันที “นี่ใช่สตรีที่จะมาให้ความสำราญกับพวกเราใช่หรือไม่”
“ท่านหม่าเอ้อร์ซือ ท่านเข้าใจผิดแล้วขอรับ” เวินเทียนเหล่ยฟังหม่าเอ้อร์ซือพูดแล้วก็รีบเปิดปากอธิบายอย่างรวดเร็ว “นี่คือท่านเมิ่ง เนื้อหาบางส่วนของการสนทนาของเราในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของเขา และอีกคนคือภรรยาท่านเมิ่ง เมิ่งฟูเหริน นางเชี่ยวชาญภาษาสันสกฤตและอยู่ที่นี่เพื่อแปลความหมายให้เราขอรับ”
“อย่างนี้นี่เอง…” แม้ว่าเวินเทียนเหล่ยจะอธิบายว่าหลี่เยว่หานเป็นใครแล้ว แต่ดวงตาของหม่าเอ้อร์ซือยังคงติดตรึงอยู่ที่ร่างของหลี่เยว่หาน “เหตุใดเมิ่งฟูเหรินถึงสวมผ้าคลุมเล่า? เอาเถิด ถอดมันออกให้เราได้ชมความงามเถิด!”