ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 107 ห้องโลงศพของจวนตระกูลเวิน
บทที่ 107 ห้องโลงศพของจวนตระกูลเวิน
หลี่เยว่หานไม่ได้ติดใจ และติดตามอีกฝ่ายออกไป จากนั้นหญิงสาวก็ตระหนักว่าจวนตระกูลเวินที่คล้ายไม่ใหญ่โตนี้ มีสวรรค์อยู่ข้างในจริง ๆ หลังจากเดินมาได้เกือบสิบนาที เธอและหว่านหรงก็มายืนอยู่หน้าประตูที่ถูกล็อกไว้และเต็มไปด้วยฝุ่น
“นี่คือโกดังของจวนตระกูลเวินเรา เนื่องจากเปิดเพียงเดือนละครั้งเท่านั้น จึงดูเก่าและไร้ระเบียบเช่นนี้ เมิ่งฟูเหรินโปรดอย่าถือสาเลยนะเจ้าคะ”
“ไม่หรอก”
ใช้ประโยชน์จากช่วงที่หว่านหรงปลดล็อก หลี่เยว่หานก็แอบพินิจประตูอย่างระมัดระวัง
ประตูหนามาก ดูแล้วเหมือนประตูของจวนตระกูลเวินทุกประการ ทั้งยังมีแม่กุญแจลวดลายซับซ้อนขนาดเท่าหัวมนุษย์ห้อยอยู่ โกดังไม่มีหน้าต่าง น่าจะป้องกันขโมยได้ แม้แต่หลังคาก็ไม่มีหน้าต่าง รอบ ๆ เองก็ปิดมิดชิด เพียงแต่ไม่รู้ว่าข้างในจะใหญ่โตขนาดไหน
หว่านหรงใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นตัวล็อกที่มีขนาดใหญ่ก็เปิดออก เมื่อผลักประตู ขี้เถ้าทั้งหลายก็ร่วงหล่นลงมา
หลี่เยว่หานดึงหว่านหรงออกมาอย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถช่วยหญิงสาวจากการถูกฝุ่นตลบใส่จนอับอายได้
“โกดังในบ้านของเจ้าเต็มไปด้วยฝุ่นจริง ๆ เช่นนี้ของในนั้นยังสามารถเก็บรักษาเอาไว้ได้อีกหรือ?” หลี่เยว่หานสวมผ้าคลุมหน้าไว้จึงไม่สำลักฝุ่น แต่หว่านหรงยังคงไอและไม่สามารถตอบคำถามของเธอได้ เพียงทำท่าทางผายมือ ‘เชิญ’ ต่อไป
ประตูหนักอย่างยิ่ง สตรีร่างเล็กบอบบางเช่นหว่านหรงจึงทำได้เพียงผลักประตูเปิดพอให้คนคนเดียวเข้าไปเท่านั้น หลี่เยว่หานเดินผ่านประตูเข้าไปโดยไม่ได้สงสัยอะไร
“หว่านหรง ตะเกียงอยู่ที่ไหนหรือ?” ทันทีที่ผ่านประตูเข้ามา ดวงตาของหลี่เยว่หานก็เปลี่ยนเป็นมืดบอดในฉับพลัน จากนั้นเมื่อหญิงสาวหันกลับไปมองด้านหลังก็เห็นหว่านหรงมีใบหน้าลุกลี้ลุกลน ดึงประตูปิดอย่างแรงทันที
“เจ้ากำลังทำอะไรน่ะ?” หญิงสาวตอบสนองทันที แต่ภายในประตูไม่มีอันใดให้จับ อีกทั้งหว่านหรงเองก็ยังปิดประตูในลมหายใจเดียว ทันใดนั้น เสียงล็อกก็ดังขึ้น หลี่เยว่หานตะลึงงันในชั่วพริบตานั้น
หว่านหรงขังเธอไว้ทำไม? เธอไม่ได้มาแย่งผู้ชายของนางสักหน่อย!
ใช่แล้ว แย่งผู้ชาย!
หว่านหรงคิดว่าเมิ่งฉีฮ่วนพาหลี่เยว่หานมาที่จวนตระกูลเวิน เพราะชายหนุ่มต้องการมอบเธอให้เวินเทียนเหล่ยหรือ?
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ หลี่เยว่หานจึงเคาะประตูอย่างรวดเร็ว “หว่านหรงฟูเหริน เจ้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือไม่! ข้าแต่งงานแล้ว และไม่มีความคิดที่จะเกี่ยวข้องใด ๆ กับนายน้อยเวิน!”
น่าเสียดายที่ประตูหนาเกินไป แม้ว่าจะได้ยินเสียงของหญิงสาว แต่ก็เบายิ่ง
เธอแนบประตูฟังอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่มีเสียงจากข้างนอก จึงสันนิษฐานว่าว่านหรงคงหนีไปแล้ว
ภายในโกดังที่มืดมิด หลี่เยว่หานเองก็ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่รอบตัวตนบ้าง
โกดังของตระกูลเวินจะต้องมีมาตรการป้องกันอัคคีภัยที่ดีเป็นพิเศษแน่ ในที่มืดสนิทเช่นนี้ หญิงสาวมองไม่เห็นแสงแม้แต่นิดเดียว
แบบนี้ต้องทำอย่างไรเล่า…
หลี่เยว่หานยืนอยู่ที่นั่นอย่างหดหู่ รู้สึกว่าเธอโชคร้ายครั้งใหญ่แล้ว
“ไม่รู้ว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะสังเกตเห็นว่าข้าหายไปหรือไม่” หลี่เยว่หานนั่งย่อตัวลงพร้อมหันหลังพิงประตู รู้สึกว่าเธอจะขยับไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว
และในขณะนั้นเอง หลี่เยว่หานก็ค้นพบว่าผ้าคลุมของตนเรืองแสงได้?
หญิงสาวรีบถอดผ้าคลุมหน้าออกและมองใกล้ ๆ ก่อนพบว่าผ้าคลุมผืนนี้มีการเรืองแสงเป็นจุด ๆ ในกระบวนการผลิตจะใช้วัสดุดูดซับแสงในสีย้อม ดังนั้นหลังจากได้รับแสงแดดเพียงพอแล้ว มันจึงเรืองแสงในที่มืดราวกับเป็นไข่มุกราตรี!
เพียงแต่แสงนั้นอ่อนเกินไป หลี่เยว่หานรู้สึกว่าหากมีคนอีกคนอยู่ที่นี่ เขาจะพอมองเห็นได้ หลังจากจ้องเป็นเวลานาน
คิดแล้วก็รู้สึกว่าหนทางช่างมืดมนนัก
ความรู้สึกยามที่ถูกขังนั้นยาวนานเป็นพิเศษ หลังจากที่สายตาของหลี่เยว่หานค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับความมืด เธอก็ตระหนักว่าโกดังแห่งนี้ไม่ได้ปิดกั้นแสงอย่างสมบูรณ์ เพียงแต่แสงนั้นอ่อนมาก ทั้งไม่ดีเท่าแสงจันทร์ในตอนกลางคืน
แต่หลังจากนั่งอยู่เป็นเวลานานและคุ้นเคยกับสภาพที่นี่แล้ว หญิงสาวก็ค่อย ๆ สามารถเห็นสถานการณ์รอบ ๆ ได้อย่างชัดเจน
ที่นี่ไม่ใช่โกดัง…เพราะมันเต็มไปด้วยโลงศพ!
หลี่เยว่หานไม่รู้ถึงเจตนาของหว่านหรงที่ขังตัวเองไว้ แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ขังคนเป็นไว้ในห้องเก็บโลงศพไม่ได้!
ยิ่งดวงตาของเธอคุ้นเคยกับความมืดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น ในใจของหลี่เยว่หานรู้สึกว่ายิ่งเห็นก็ยิ่งขนลุกจนแทบทนไม่ไหว
หญิงสาวเคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ดังนั้นจึงเชื่อเรื่องผีสางเทวดา โลงศพที่อยู่ข้างหน้าเธอวางซ้อนกันอย่างน้อยหนึ่งโหล หนังศีรษะของหลี่เยว่หานมึนงงขึ้นมาทันที เธอค่อย ๆ นั่งยอง ๆ ลงโดยไม่กล้าแม้แต่จะขยับ
หลังจากเวลาผ่านไปไม่รู้นานเท่าใด หลี่เยว่หานก็ได้ยินเสียงคนเรียกอย่างคลุมเครือ ดังนั้นเธอจึงรวบรวมสติฟังเสียงนั้น
น่าเสียดายที่ฉนวนกันเสียงของประตูนี้ดีมากจนหลี่เยว่หานไม่ได้ยินว่าเสียงข้างนอกกำลังเรียกตนอยู่หรือไม่
เมื่อคิดถึงโลงศพนับสิบที่อยู่ข้างหลัง หลี่เยว่หานก็ถอดรองเท้าออกและใช้พื้นแข็ง ๆ รองเท้าทุบใส่ประตูอย่างแรง พลางตะโกน “เมิ่งฉีฮ่วน! เมิ่งฉีฮ่วน เป็นท่าน! เมิ่งฉีฮ่วน!”
หลังจากพบว่าหลี่เยว่หานหายตัวไป เมิ่งฉีฮ่วนก็เกือบจะหมดความอดทนกับเวินเทียนเหล่ย หลังจากที่ชายหนุ่มเกลี้ยกล่อมให้เมิ่งฉีฮ่วนสงบลง เขาก็เรียกตัวทุกคนในตระกูลและเริ่มค้นหาหญิงสาวทั่วทั้งจวน
หลังจากตระกูลเวินทั้งหมดพากันค้นหามาเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่มีใครเห็นหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกกระวนกระวายใจและวิ่งไปรอบ ๆ จวนตระกูลเวินด้วยตัวเองพลางเรียกชื่อหญิงสาวดัง ๆ
หลังจากตามหาแล้ว เขาก็มาถึงบริเวณโกดังร้างแห่งนี้
เวินเทียนเหล่ยติดตามเมิ่งฉีฮ่วนมาตลอดเวลา เมื่อมาถึงที่นี่ สีหน้าของชายหนุ่มก็พลันเปลี่ยนไป เขาคว้าเมิ่งฉีฮ่วนไว้ และพูดว่า “พี่เมิ่ง ปกติแล้วไม่มีใครมาที่นี่ เมิ่งฟูเหรินเองก็คงจะไม่มาที่นี่แน่”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็หันศีรษะมองไปที่เวินเทียนเหล่ย “ภรรยาของข้าหายตัวไปในบ้านของเจ้า ซ้ำยังเป็นเพราะถูกอนุของเจ้าพาตัวไป ข้าจะคิดบัญชีเรื่องนี้กับเจ้าในภายหลังแน่”
หลังจากพูดจบ โดยไม่คำนึงถึงการขัดขวางของเวินเทียนเหล่ย เมิ่งฉีฮ่วนยังคงเรียกชื่อของหญิงสาวเสียงดังต่อไป
ในโกดัง หลี่เยว่หานทุบประตูด้วยรองเท้าเป็นเวลานาน แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวมากนัก แต่เธอทุบจนมันเกิดเป็นรอยแตกร้าวบาง ๆ และมีลมพัดเข้ามาเบา ๆ พลันหญิงสาวมีความคิดแวบหนึ่งเกิดขึ้นมาในหัว
เธอทุบประตูอย่างแรงอีกหลายครั้งและยัดผ้าคลุมหน้าที่เวินเทียนเหล่ยมอบให้สอดผ่านรอยแยกของประตูไปทีละน้อย
เนื่องจากลมภายนอกสามารถผ่านเข้ามาทางรอยร้าวบาง ๆ ของประตูได้ มันจะต้องสามารถพัดผ้าคลุมซึ่งเบาราวกับปีกจักจั่นออกไปได้เช่นกัน
ตราบเท่าที่สามารถพบผ้าคลุมได้ ตนก็เชื่อว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะพบตัวเธออย่างแน่นอน
“เยว่หาน! หลี่เยว่หาน!” เสียงของเมิ่งฉีฮ่วนค่อย ๆ จางหายไป หลังจากที่หญิงสาวยัดผ้าคลุมออกไป เธอก็รู้สึกว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างกายได้หมดลง ดังนั้นจึงนั่งพิงประตูอยู่เป็นเวลานาน
หลังจากเวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดก็สุดรู้ หลี่เยว่หานก็ผล็อยหลับไป ก่อนจะมีเสียงฝีเท้าที่วุ่นวายดังมาจากนอกประตู
ไม่นานนัก แสงก็ส่องสว่างเข้ามาภายใน หญิงสาวก็ยกมือขึ้นปิดตาโดยไม่รู้ตัว
“เยว่หาน เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่!?” เสียงของเมิ่งฉีฮ่วนดังขึ้น หลี่เยว่หานก็ถูกชายหนุ่มกอดไว้ในทันที
“ข้าไม่เป็นไร” ด้วยเหตุผลบางอย่าง แม้ว่าจะกอดเธอไว้ แต่ร่างกายของเมิ่งฉีฮ่วนก็ยังคงสั่น หลี่เยว่หานกอดเขากลับโดยไม่รู้ตัว และตบหลังเบา ๆ ส่งสัญญาณให้ชายหนุ่มสบายใจ
“เมิ่งฟูเหริน ทำไมถึง…ที่นี่…” สีหน้าของเวินเทียนเหล่ยตอนนี้น่าเกลียดยิ่ง…