ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 156 การแบ่งงานที่ชัดเจน
บทที่ 156 การแบ่งงานที่ชัดเจน
“เดี๋ยวก่อน!” เมื่อเห็นว่าเมิ่งฉีฮ่วนกำลังจะออกไปทำอาหารให้เธอ หลี่เยว่หานก็หรี่ตาลงและหยุดเขา “ใครเป็นคนทำของว่างพวกนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนก็ดูไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย “จินเสวี่ยเอ๋อร์ทำมัน”
เมื่อได้ยินคำตอบ หลี่เยว่หานก็ไม่สามารถหยุดความโกรธของตนได้
นั่นเพราะของว่างทั้งหมดทำจากแป้งข้าวเหนียว การทำของว่างให้อร่อยนั้น ครอบครัวใหญ่มักจะห่อไส้ด้วยข้าวเหนียว นวดให้รูปร่างดูดี แล้วเกลี่ยในหวดเพื่อนึ่ง
แป้งข้าวเหนียวเป็นของธรรมดาในครอบครัวที่ร่ำรวย อย่างไรมันก็ไม่ได้แพงอะไรมากมาย
แป้งข้าวเหนียวของบ้านเมิ่ง หลี่เยว่หานล้วนเตรียมไว้สำหรับทำไวน์ แต่ต่อมาข้าวฟ่างถูกนำมาใช้ทำไวน์แทน หญิงสาวรู้สึกว่าข้าวเหนียวไม่สามารถกินได้ในวันปกติ ดังนั้นส่วนใหญ่จึงบดมันเป็นผง เธอวางแผนที่จะทำขนมหวานเล็ก ๆ สำหรับเด็กสองคนยามที่ว่าง ทว่าตอนนี้จินเสวี่ยเอ๋อร์ใช้พวกมันไปแล้ว ตนจะไม่โกรธได้หรือ!
“ทำไมนางถึงทำเช่นนี้!” ในใจหลี่เยว่หานเดือดดาล เธอพูดอย่างดุร้าย “เป็นไปได้หรือไม่ว่าที่บอกว่าจะดูแลเด็ก ๆ นางวางแผนที่จะใช้ขนมเหล่านี้เพื่อเลี้ยงดูสองพี่น้อง?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้สึกว่านี่คือเหตุผลที่อีกฝ่ายโกรธ จึงรีบปลอบใจหลี่เยว่หาน และพูดว่า “อย่าโกรธไปเลย นางไม่มีประสบการณ์ในการทำอาหารมากนักยามอยู่ในจวนขององค์รัชทายาท แต่นางเก่งมากในการทำของว่าง”
“เจ้ากำลังพยายามจะบอกข้าว่านางทำของว่างอร่อยงั้นหรือ?” หลี่เยว่หานจ้องเมิ่งฉีฮ่วน ยืนกรานให้เขาพูดให้ชัดเจน
“ข้า… ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น…” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกว่าตนกำลังแย่ลงเรื่อย ๆ ดังนั้นเขาจึงหยิบจานของว่างแล้วรีบเดินออกไปโดยกล่าวว่า “อย่าโกรธไปเลยนะ ข้าจะคุยกับจินเสวี่ยเอ๋อร์เองว่าอย่าทำของพวกนี้ มันสิ้นเปลืองอาหาร!”
เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนวิ่งกลับไปกลับมาอย่างเร่งรีบ หลี่เยว่หานก็ส่งเสียง “ฮึ่ม!” แต่ไม่ได้พูดอะไรอีก
ตอนนี้บ้านเมิ่งไม่ขาดแคลนเงิน ไม่เพียงไม่ขาดแคลนเงินเท่านั้น แต่ยังร่ำรวยอีกด้วย หลี่เยว่หานได้รับเงินจำนวนมาก และชายหนุ่มเองก็ทำเงินได้มากมายจากการแลกหนังสัตว์ ดังนั้นข้าวเหนียวจึงไม่ใช่สิ่งที่หายากนัก
แต่สิ่งที่หลี่เยว่หานไม่ชอบคือ การปล่อยให้คนอื่นคว้าสิ่งที่ตนทำงานหนักไปเช่นนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องบดแป้งข้าวเหนียว เพราะที่บ้านไม่มีการทำปศุสัตว์ หลี่เยว่หานจึงดันโม่หินเพื่อบดทีละน้อย หญิงสาวรู้สึกไม่พอใจที่คนอื่นใช้ความพยายามอย่างหนักของตนเพื่อทำความดีเอาใจผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอีกคนคือเมิ่งฉีฮ่วน
ในห้องครัว
จินเสวี่ยเอ๋อร์กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารด้วยความงุนงง และในที่สุดนางก็รู้ว่าในบ้านหลังนี้หลี่เยว่หานมีน้ำหนักมากเพียงใด
ตราบใดที่หลี่เยว่หานไม่พูด เด็กทั้งสองก็จะไม่มาทานอาหารเย็นอย่างแน่นอน
แม้แต่เมิ่งฉีฮ่วนก็เอาอาหารชิ้นสองชิ้นและนำมันไปที่ลานด้านใน นางไม่ต้องคิดก็รู้ว่ามันเป็นของหลี่เยว่หาน หรือไม่ก็เด็กสองคน
การรับรู้เรื่องนี้ทำให้จินเสวี่ยเอ๋อร์แทบหยุดหายใจ
ตอนนี้ประตูห้องครัวพลันเปิดออก และเมิ่งฉีฮ่วนก็เดินเข้ามาพร้อมจานของว่าง
จินเสวี่ยเอ๋อร์ระงับความไม่พอใจบนใบหน้าของนางอย่างรวดเร็วและทำสีหน้าระมัดระวัง “เมิ่งหลางมากินเถอะ ถ้าเจ้าไม่กิน อาหารจะเย็นเอา”
เมื่อพูดจบ จินเสวี่ยเอ๋อร์ก็กำลังจะยกอาหารให้เมิ่งฉีฮ่วน
มื้อนี้เป็นอาหารที่เหลือจากกับข้าวสองจานที่หลี่เยว่หานทำตอนเที่ยง จินเสวี่ยเอ๋อร์นำมันออกมาหลังจากเอาไปอุ่นในกระทะ
“อย่าวุ่นวายเลย” เมิ่งฉีฮ่วนวางขนมลงบนโต๊ะและหยุดการเคลื่อนไหวของจินเสวี่ยเอ๋อร์
“ข้ารู้ว่าเจ้าคิดว่าข้าเป็นคนของพี่เสียน และไม่ต้องการให้ข้าเหนื่อย แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว…” จินเสวี่ยเอ๋อร์พูดกับตัวเองและยังคงหยิบชามขนาดใหญ่ใส่ข้าวและวางไว้ข้างหน้าเมิ่งฉีฮ่วน “ข้าวก็ยังต้องกิน ข้าเหนื่อยไม่เป็นไร ทว่าข้าปล่อยให้เด็ก ๆ ทรมานไม่ได้”
“ข้าหมายความว่าต่อไปเจ้าไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับห้องครัวอีก” เมิ่งฉีฮ่วนถอนหายใจ
อย่างไรจินเสวี่ยเอ๋อร์คนนี้ก็เป็นอนุข้างห้องของจงเจิ้งเสียน เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนคิดถึงความเมตตาของอีกฝ่ายแล้ว จึงพูดอะไรที่รุนแรงกับนางไม่ได้ “เกิดอะไรขึ้นกับของว่างนี้? เจ้าทำมันด้วยข้าวเหนียวหรือ?”
หลังจากได้ยินสิ่งนี้ จินเสวี่ยเอ๋อร์ก็นั่งลงตรงข้ามเมิ่งฉีฮ่วนอย่างระมัดระวัง …ใช่แล้ว มันเป็นที่ที่หลี่เยว่หานมักจะนั่ง
“ข้าไม่รู้วิธีทำอย่างอื่น ข้าถนัดทำของว่างนี้เท่านั้น เมื่อเห็นว่าแป้งข้าวเหนียวบดละเอียดแล้ว ข้าจึงคิดจะทำขนมที่มู่ชวนและหลิงซีชื่นชอบ”
ก่อนที่เมิ่งฉีฮ่วนจะพูดอะไร ประตูห้องครัวก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง และหลี่เยว่หานก็เดินเข้ามาอย่างก้าวร้าว “เจ้าพูดเมื่อตอนเที่ยงว่า ข้าไม่ควรให้อาหารมันกับเด็กอายุเท่าหลิงซีมากเกินไป แล้วเจ้าคิดว่าข้าวเหนียวมันกินง่ายกว่างั้นรึ? ในเมื่อเจ้ามาอาศัยอยู่ที่นี่โดยอ้างว่าเพื่อดูแลเด็ก ๆ ก็ช่วยทำให้สมที่พูดหน่อยได้หรือไม่?”
“ข้า… ข้าขอโทษ…” เมื่อเห็นว่าจินเสวี่ยเอ๋อร์กำลังจะร้องไห้ หลี่เยว่หานก็กลอกตาทันที
ในที่สุดหญิงสาวก็เข้าใจแล้วว่าจินเสวี่ยเอ๋อร์เป็นนักรบชาเขียว*[1] นางเป็นนักเรียนชั้นนำในแผนกชาเขียวของสถาบันการแสดง ถ้าเธอไม่ตามเมิ่งฉีฮ่วนมาเมื่อครู่ ตนคงคิดว่าจินเสวี่ยเอ๋อร์เป็นเด็กสาวที่ภายนอกอ่อนโยนแต่ภายในแข็งแกร่ง
เมิ่งฉีฮ่วนถือขนมมาตลอดทางจึงไม่ได้ทันมองให้ดี ดังนั้นเขาย่อมไม่เห็นสีหน้าของจินเสวี่ยเอ๋อร์ที่เปลี่ยนไป แต่หลี่เยว่หาน สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้หญิงคนนี้สามารถเปลี่ยนสีหน้าของนางได้เร็วกว่าการพลิกตำรา การที่นางจะมาอยู่บ้านเมิ่งนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย
อย่างน้อยตอนนี้ก็ดูไม่มีเจตนาดี!
“อย่ามาร้องไห้กับข้าที่นี่! ถ้าเจ้าอยากดูแลเด็ก ๆ จริง ๆ อีกทั้งสามีของข้าเองก็บอกว่าเจ้าเป็นพี่สะใภ้ของเขา เช่นนั้นข้าจะรับเจ้าไว้สักระยะหนึ่ง หลังจากวันชุนเฟิง ข้าจะหาบ้านให้เจ้าย้ายออกไป ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ข้าจะขับไล่เจ้าออกไปตอนนี้” หลี่เยว่หานพูดและนั่งลงข้าง ๆ จินเสวี่ยเอ๋อร์อย่างใจกว้าง “เช่นนั้นเรามาแบ่งงานที่บ้านทำกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จินเสวี่ยเอ๋อร์เท่านั้น ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนก็ตกตะลึง
เป็นไปได้หรือไม่ว่าหลี่เยว่หานเต็มใจที่จะยอมรับจินเสวี่ยเอ๋อร์?
“แต่ข้าพูดไว้ก่อน ชีวิตในชนบทไม่ได้ดีเหมือนตอนที่เจ้าอยู่ในจวน เจ้าไม่ต้องสนเกี่ยวกับห้องครัว เจ้าสามารถทำความสะอาดบ้านทุกวันและซักผ้าให้เด็ก ๆ ได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องเสื้อผ้าของข้ากับสามี พวกข้าจะซักเอง เจ้าไม่ต้องทำ”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนก็พยักหน้าเช่นกัน ก่อนที่จินเสวี่ยเอ๋อร์จะทันพูดอะไร เขาก็เป็นฝ่ายสนับสนุน “คำพูดของเยว่หานมีเหตุผล ต่อไปเจ้าแค่ดูแลชีวิตประจำวันของเด็ก ๆ ส่วนเยว่หานทำอาหารเก่ง ในเรื่องการของกิน นางจะไม่ปฏิบัติต่อพี่น้องไม่ดี”
“ข้า…” จินเสวี่ยเอ๋อร์ตกตะลึง
นางเคยซักผ้าและกวาดบ้านที่ไหน! ปกติแล้วเป็นคนอื่นที่คอยปรนนิบัตินาง!
“ทำไม? เจ้าคิดว่าการแบ่งงานของข้าไม่ยุติธรรมรึ?” หลี่เยว่หานมองจินเสวี่ยเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้ม ตอนนี้เธอต้องการใช้เส้นทางชาเขียว เพื่อให้ชาเขียวอีกคนไม่มีที่เดิน
เพราะไม่มีเคล็ดลับในการจัดการกับชาเขียวไหนเลยจะดีไปกว่าการเป็นชาเขียวที่เข้มข้นกว่า!
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น” จินเสวี่ยเอ๋อร์ระงับความทุกข์ในใจของนาง พยายามอย่างเต็มที่ที่จะยิ้มออกมา และพูดว่า “การแบ่งงานของแม่นางหลี่นั้นย่อมสมเหตุสมผลแน่นอน ข้าแค่คิดว่าสิ่งที่แม่นางหลี่ทำนั้นยากกว่าที่ข้าทำเสียอีก ข้าจึงนึกสงสารเล็กน้อย เพราะยังไงซะ การทำอาหารก็เป็นงานที่เหนื่อย…”
“ไม่เป็นไร เจ้าช่วยข้าถอนวัชพืชอย่างพริกป่าและเครื่องเทศที่ข้าปลูกในสวนหลังบ้านได้” ใบหน้าของหลี่เยว่หานเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง “ด้วยวิธีนี้ ข้าแค่ต้องมีสมาธิในการทำอาหารก็เพียงพอแล้ว ในวันธรรมดาทางมู่ชวนต้องไปกลับจากสำนักศึกษา เจ้าแค่ลำบากไปรับเขาก็พอ”
[1] ชาเขียว คือ คำแสลงที่เอาไว้พูดถึงผู้หญิงตีสองหน้า ชอบทำตัวอ่อนแอน่าสงสาร แต่ลับหลังแล้วกลับไม่ใช่