ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 174 น้ำมูลวัว
บทที่ 174 น้ำมูลวัว
เมื่อจินเสวี่ยเอ๋อร์ที่สร้างปัญหามาหลายวันโดนไล่ออกไป หลี่เยว่หานเองก็อารมณ์ดีมาก เธอบีบจมูกน้อยของหลิงซี “ไปกันเถอะ อาหญิงจะทำของอร่อยให้พวกเจ้ากิน!”
เมื่อเอ่ยจบ เธอก็อุ้มเด็กแล้วเดินหายไป ไม่หันมามองเมิ่งฉีฮ่วนแม้แต่น้อย
หลังจากทั้งสองออกจากโถงด้านในแล้ว มู่ชวนก็เดินมาอยู่ข้าง ๆ เมิ่งฉีฮ่วน ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ท่านอา ดูเหมือนอาหญิงจะโกรธท่านนะขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ยกมือแตะจมูก จะไม่โกรธได้อย่างไรเล่า ตั้งแต่พาจินเสวี่ยเอ๋อร์เข้ามาในบ้าน หลี่เยว่หานก็ไม่เคยมองเขาดี ๆ อีกเลย…
“ท่านอาต้องไปขอโทษอาหญิงนะขอรับ”
“ท่านอา อาหญิงอาจจะหนีไปก็ได้นะขอรับ ถ้าท่านอาไม่ไปขอโทษ”
“ท่านอาบอกเองมิใช่หรือขอรับว่าเป็นผู้ชายต้องยืนหยัดซื่อตรง ท่านอาทำผิดก็ควรไปขอโทษอาหญิงสิขอรับ”
“ท่านอา…”
“ท่านอา…”
……
มู่ชวนตามติดเมิ่งฉีฮ่วนพร้อมเอ่ยซ้ำไปมาราวกับกำลังท่องบทสวดและขอให้ชายหนุ่มไปขอโทษหลี่เยว่หาน ในที่สุดเมิ่งฉีฮ่วนก็เริ่มรำคาญ จึงทำได้เพียงตามเด็กชายไปหาหญิงสาว
ตอนนี้หลี่เยว่หานกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่ในครัว เมิ่งฉีฮ่วนก็ถูกมู่ชวนลากเข้าไปเช่นกัน หลังจากที่ผ่านประตูเข้ามา เด็กชายก็เริ่มเอ่ยเสียงดังฟังชัด “อาหญิง ท่านอาอยากจะขอโทษท่านขอรับ!”
หลังได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานจึงหันไปมองชายหนุ่ม แต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
เมื่อเห็นดังนั้น มู่ชวนก็เริ่มบ่นอีกครั้ง “ท่านอา บุรษควรเป็นฝ่ายเริ่มก่อนนะขอรับ!”
เมิ่งฉีฮ่วน “…”
“ถ้าเช่นนั้น…” เมิ่งฉีฮ่วนเดินไปหยุดอยู่ข้าง ๆ หลี่เยว่หาน “หลายวันมานี้… เป็นข้าไม่ดีเอง ขอโทษนะ”
“หลิงซีดูสิว่าไฟเบาลงหรือไม่” หลี่เยว่าหานเมินเมิ่งฉีฮ่วนอย่างชัดเจน
ขณะชายหนุ่มคิดจะยอมแพ้ มู่ชวนก็เอ่ยปากอีกครั้ง “ท่านอาขอรับ ท่านอาไม่เคยเป็นแบบนี้กับอาหญิงมาก่อนนะขอรับ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงต้องจำใจกัดฟันสู้อีกครั้ง เขาดึงแขนเสื้อของหลี่เยว่หาน “เจ้าหายโกรธได้หรือไม่”
“ข้ายุ่งอยู่! ไม่มีเวลาไปโกรธเจ้าหรอก!” หลี่เยว่หานกล่าว ก่อนจะวางมีดลงบนเขียงอย่างแรง จนทำให้มู่ชวนรู้สึกตกใจ
“หากเจ้าว่างอยู่ ทำไมไม่ตามไปดูว่าจินเสวี่ยเอ๋อร์ย้ายเข้าไปอยู่ที่นั่นเรียบร้อยดีหรือไม่ อย่าให้นางเอาเรื่องไร้สาระไปพูดข้างนอก ข้าไม่อยากโดนกล่าวหาว่าเป็นคนปากร้าย” หลี่เยว่หานมองเมิ่งฉีฮ่วนแล้วเอ่ยขึ้น
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้สึกยินดีทันที “เจ้าหายโกรธแล้วหรือ?”
“เจ้าอย่ามากวนข้า” หลี่เยว่หานเอ่ย ก่อนจะหันกลับไปอีกด้าน แล้วเมินเมิ่งฉีฮ่วนอีกครั้ง
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานเป็นเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้ว่านางไม่โกรธแล้ว นางค่อนข้างปากร้ายจริง ๆ ชายหนุ่มเดินออกไปอย่างมีความสุข พลางสอดส่องท่าทีของจินเสวี่ยเอ๋อร์ว่าบริสุทธิ์ใจจริงหรือไม่
เมื่อมู่ชวนเห็นเช่นนั้น จึงถอนหายใจแรง ๆ ออกมา “อาหญิงช่างเกลี้ยกล่อมง่ายจริง ๆ!”
“???” หลี่เยว่หานมองไปทางมู่ชวนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม “เจ้าไม่มีอะไรสงสัยเกี่ยวกับตำราสี่และคัมภีร์ทั้งห้าที่เป็นแนวคิดของขงจื๊อหรือ?”
“อาหญิงชอบท่านอาหรือไม่ขอรับ?” มู่ชวนถามอย่างจริงจังด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“…” ตอนนี้ใบหน้าหลี่เยว่หานไม่ได้เต็มไปด้วยคำถามอีกต่อไป มีแต่ใบหน้าของจงเจิ้งมู่ชวน
“หากอาหญิงชอบท่านอา แล้วเหตุใดจึงส่งท่านอาไปหาแม่เล็กกันล่ะขอรับ หากแม่เล็กร้องไห้ต่อหน้าท่านอาอีกเล่า ท่านอายิ่งเป็นพวกซื่อ ๆ ด้วย หากใจอ่อนขึ้นมาอีกจะทำอย่างไรกันล่ะขอรับ?” ตอนนี้มู่ชวนกำลังตามวุ่นวายกับหลี่เยว่หาน จริง ๆ แล้ววันนี้เขาได้รู้คำศัพท์แปลกใหม่เพิ่มมาอีกด้วย
“หากเขาต้องการทำเช่นนั้น ข้าจะห้ามได้อย่างไร จินเสวี่ยเอ๋อร์ขึ้นชื่อว่าเป็นพี่สะใภ้ของเขานะ” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางรู้สึกเศร้านิดหน่อย การให้เมิ่งฉีฮ่วนออกไป เธอเองก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเช่นกัน ทว่าก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมา ไม่คาดว่ามู่ชวนจะสามารถมองเห็นได้
“อาหญิงห้ามได้แน่นอนเจ้าค่ะ!” หลิงซีเองก็เข้ามาเป็นแนวร่วมกับมู่ชวนเช่นกัน “หลี่ฟูเหรินเคยบอกเอาไว้ว่า ควรปฏิบัติต่อชายชาตรีด้วยความหนักแน่นและอ่อนโยน หากเป็นเช่นนั้นแล้วจะสามารถยืนหยัดอยู่ข้างกายกันได้อย่างมั่นคงไม่แปรผัน!”
เมื่อเอ่ยจบ หลิงซีก็ทำท่าทางประหนึ่งผูกเชือก ท่าทีเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“…” เมื่อต้องเผชิญกับเด็กที่แก่แดดทั้งสองคน หลี่เยว่หานจึงรู้สึกเหมือนตัวเองหัวเดียวกระเทียมลีบ “มู่ชวน! ไปช่วยหลิงซีจุดไฟ! ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าทั้งคู่จะไม่ได้ทานข้าวเช้ากัน!”
เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานกำลังนำเรื่องอาหารมาขู่ เด็กทั้งสองที่แต่เดิมกระตือรือร้นจะสอนวิธีมัดใจเมิ่งฉีฮ่วนให้ต่างหยุดชะงักลงในทันที ก่อนจะเริ่มแสดงท่าทีเป็นเด็กดีแสนเชื่อฟัง
“แต่อาหญิงไม่ต้องกังวลไปเจ้าคะ!” อยู่ ๆ หลิงซีก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง “อาหญิงจับท้องของท่านอาได้อยู่หมัดแล้ว ท่านอาคงไม่ได้ทานอาหารอร่อย ๆ เช่นนี้ตอนออกไปนอกบ้านแน่ ท่านอาขาดอาหญิงไม่ได้แน่นอนเจ้าค่ะ!”
หลี่เยว่หานถึงกับยกมือกุมหน้าผาก…
หลังทานข้าวเช้าเสร็จ มู่ชวนก็ถึงเวลาไปเรียน ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนขึ้นไปบนภูเขา ในขณะที่หลี่เยว่หานพาหลิงซีมาที่ไร่ หน้าดินที่ได้รับการไถใหม่เหมาะกับการเพาะปลูกเป็นอย่างมาก เมื่อหญิงสาวเห็นสภาพหน้าดินแล้ว จึงคิดว่าการลงมือปลูกต้นกล้าองุ่นทั้งหมดที่นี่เป็นความคิดที่ถูกต้องแล้ว
องุ่นสามารถทนความหนาวเย็นได้ รวมกับดินที่อุดมสมบูรณ์ในช่วงนี้ ตอนนี้ลำต้นของมันเริ่มแข็งแรงแล้ว
เพราะเมิ่งฉีฮ่วนไม่อยู่บ้าน หลี่เยว่หานจึงต้องจ่ายเงินจ้างคนในหมู่บ้านหลายคนให้ช่วยขุดหลุมเพื่อปลูกต้นกล้าองุ่น เมื่อนำมาวางลงบนพื้น ก็ต้องระวังต้นกล้าองุ่นเป็นพิเศษ ก่อนที่จะย้ายพวกมันลงดิน
ถึงแม้วิธีการจะเรียบง่าย แต่กลับต้องใช้เวลานาน หลี่เยว่หานกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับการนำต้นกล้าองุ่นลงไปปลูก ดังนั้นจึงทานอาหารกลางวันเพียงไม่กี่คำเท่านั้น เมื่องานทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย มู่ชวนก็กลับจากสำนักศึกษา ท้องฟ้าเองก็เริ่มมืดแล้ว
หลังจากจ่ายค่าจ้างให้ทุกคนแล้ว หลี่เยว่หานก็เดินเข้าไปในห้องครัวพลางนั่งลงหน้าเตา
“อาหญิง!” หลิงซีโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูของหลี่เยว่หานที่กำลังเหนื่อยล้า “พรุ่งนี้เราต้องไปเทน้ำมูลวัวหรือไม่เจ้าคะ?”
เมื่อหลี่เยว่หานได้ยินเช่นนั้น อยู่ ๆ ก็เกิดเสียง ‘วิ้ง!’ บางอย่างขึ้นในหัว ก่อนจะขมวดคิ้วขึ้นทันที “ใช่ พรุ่งนี้ต้องไปราดน้ำมูลวัว”
แม้พืชที่เพิ่งปลูกใหม่จะไม่ควรได้รับปุ๋ยก็ตาม แต่ปุ๋ยเคมีกับปุ๋ยมูลสัตว์ก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ปุ๋ยเคมีจะสร้างความเสียหายให้กับรากที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างที่ย้ายไปปลูกบนหน้าดิน แต่ปุ๋ยมูลสัตว์ผลิตมาจากธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่เป็นอันตรายต่อรากพืชมากนัก
เมื่อปีก่อน หลี่เยว่หานไม่ได้ใส่ปุ๋ยตอนที่ปลูกพริกบนภูเขา เนื่องจากพริกภูเขาเป็นพริกป่าที่สามารถดูดซับสารอาหารได้ดี การใส่ปุ๋ยจึงอาจทำให้รากเน่าได้ แต่ต้นกล้าองุ่นของตนนั้นปลูกขึ้นจากการปักชำ สามารถดูดซับปุ๋ยได้น้อย ดังนั้นหลังจากทิ้งเอาไว้ข้ามคืนแล้วจะต้องใส่ปุ๋ยเพิ่มให้ทันเวลา มิฉะนั้นอาจเติบโตได้ไม่ดีนัก
แต่ว่า… น้ำมูลวัว
เพียงแค่นึกถึง จมูกของหลี่เยว่หานก็จดจำกลิ่นของมันได้แล้ว
“ให้ท่านอาไปเถอะเจ้าค่ะ!” หลิงซีแอบกระซิบกระซาบความคิดอันแสนร้ายกาจข้างหูของหลี่เยว่หาน ทำเอาดวงตาของหญิงสาวเป็นประกาย!
ใช่แล้ว! ให้เมิ่งฉีฮ่วนไปแทน!
หากไม่หายใจเข้าไป เขาเองก็คงขาดใจตาย!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น หลี่เยว่หานจึงอดไม่ได้ที่จะสบตากับหลิงซีตัวน้อย “ไหวพริบดีมาก!” ก่อนจะยกนิ้วโป้งให้
วันรุ่งขึ้น เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้ไปขึ้นเขา เขาโดนหลี่เยว่หานสั่งให้ไปนำปุ๋ยออกมา
เมิ่งฉีฮ่วนโอดครวญอย่างทรมาน แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จก็ต้องรีบหาผ้าปิดปากและจมูก ก่อนจะคัดสรรปุ๋ยชั้นดีภายใต้คำชี้แนะของหลี่เยว่หานที่ยืนอยู่ไกล ๆ พลางรดน้ำจนทั่วสวน
ชายรูปร่างใหญ่เห็นเมิ่งฉีฮ่วนกำลังเก็บปุ๋ย จึงคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะเริ่มมาทำงานในไร่นาแล้ว เขาเอ่ยชมชายหนุ่มลับหลังว่าเป็นคนรักภรรยา เพราะถึงขั้นยอมลงมือทำของสกปรกพวกนี้ด้วยตัวเอง
เมิ่งฉีฮ่วนไม่พูดอะไรดังเช่นปกติ ชายหนุ่มรดน้ำบนหน้าดินอย่างทั่วถึง พรุ่งนี้เขาต้องช่วยหลี่เยว่หานปลูกหัวหอม ขิง กระเทียม และอื่น ๆ อีกมากมายลงในดิน
แม้จะเหนื่อยเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเขาคิดว่าหลี่เยว่หานต้องมาทำเช่นนี้ด้วยตัวเองแล้ว ชายหนุ่มจึงยอมทำแล้วทำอีกจนเริ่มเพลิดเพลินขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว