ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 175 ไปในเมือง
บทที่ 175 ไปในเมือง
หลังจากนั้นสามวัน ของที่หลี่เยว่หานปลูกในสวนหลังบ้าน ยกเว้นพริกไทย ก็ล้วนถูกย้ายลงไปอยู่ในที่ดินแล้วเรียบร้อย เนื่องจากยังไม่กล้าใส่ปุ๋ยมากเกินไป หญิงสาวจึงไม่ได้ขอให้เมิ่งฉีฮ่วนช่วยขนน้ำมูลวัวอีก
“สองวันนี้เจ้าพอมีเวลาว่างเข้าไปในเมืองหรือไม่?” งานในสวนต่างเสร็จสิ้นหมดแล้ว หลี่เยว่หานเองก็หายโกรธแล้วเช่นกัน เย็นวันนั้นจึงได้ลงมือทำอาหารเลิศรสมากมาย ทำให้เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกมีความสุขไม่น้อย
“เจ้าอยากเข้าไปในเมืองอย่างนั้นหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนกำลังง่วนอยู่กับการตักข้าวเข้าปาก และรู้สึกว่าการทำงานหนักในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ไม่ได้ไร้ผล ภรรยายอมพูดจากับเขาดี ๆ แล้ว!
“คิดว่าใกล้ถึงเวลาที่จะต้องส่งหมูตุ๋นไปให้นายน้อยเวินแล้ว” หลี่เยว่หานอธิบายพลางเก็บอาหารไว้ให้หลิงซี “ฤดูใบไม้ผลิแล้ว เด็กสองคนนี้โตไวมาก ข้าต้องเย็บเสื้อผ้าให้พวกเขาใหม่”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงพยักหน้า “เช่นนั้นวันพรุ่งนี้ข้าจะเข้าไปในเมืองหลิวชิง แล้วจะรีบไปรีบกลับ”
หลังพูดจบ เขาก็ชะงักเล็กน้อย “เจ้าไม่ไปในเมืองกับข้าหรือ?”
“ข้าไม่ไป” หลี่เยว่หานตอบโดยไม่ได้เงยหน้ามอง “จินเสวี่ยเอ๋อร์อยู่ในหมู่บ้าน ข้าไม่วางใจให้พวกเด็ก ๆ อยู่เพียงลำพัง”
เมิ่งฉีฮ่วนเองก็คิดว่าเรื่องนี้มีเหตุผล จึงพยักหน้าเห็นด้วย “เช่นนั้นข้าไปเอง”
“ไปคราวนี้ เจ้าช่วยนำปลาราดพริกที่ข้าทำไว้ไปให้นายน้อยเวินด้วย แล้วรอดูว่าเขาจะให้เงินเป็นการแลกเปลี่ยนตอบแทนหรือไม่” หลี่เยว่หานเอ่ยอีกครั้ง
ตอนนี้เมิ่งฉีฮ่วนทานไม่ลงอีกต่อไป “เยว่หาน เจ้าบอกข้ามาตามตรง ในใจเจ้ายังมีอะไรค้างคาอยู่หรือไม่?”
“ไม่มี” เยว่หานตอบกลับ “ข้าเผามันทิ้งไปหมดแล้ว เจ้ายังค้างคาอยู่หรือ?”
“ข้าเองก็ไม่เช่นกัน ข้าแค่กังวลว่าเจ้าจะยังมีเรื่องค้างคาใจ” เมิ่งฉีฮ่วนรู้ในสิ่งที่หลี่เยว่หานต้องการสื่อ เขากลับมานึกอีกครั้งว่ามีความนัยอื่นซ่อนไว้หรือไม่ “หากเจ้าไม่มีก็ดี ข้าแค่กังวลว่าเจ้าจะมีเรื่องกังวลอยู่ในใจ”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานหันไปมองเมิ่งฉีฮ่วน แต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
จินเสวี่ยเอ๋อร์อาจจะกำลังปรับตัวกับชีวิตใหม่ ดังนั้นช่วงนี้จึงยังไม่ได้สร้างปัญหาอะไร แต่หลี่เยว่หานเองก็ไม่อยากประมาท
เพราะท้ายที่สุดแล้ว หลิงซีก็เคยโดนนางลักพาตัวไปครั้งหนึ่ง เมื่อเทียบกับมู่ชวนแล้วเด็กหญิงไม่มีความตื่นตัวเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นหลี่เยว่หานจึงต้องพานางไปทุกที่ที่ตนเองไป และเข้านอนด้วยกันอยู่เสมอ
เช้ามืดของวันรุ่งขึ้น หลี่เยว่หานตื่นมาจัดแจงอาหารแห้งให้เมิ่งฉีฮ่วน ก่อนจะไปปลุกเขาให้ลุกขึ้นจากเตียง เกวียนม้าที่ไปยืมไว้ล่วงหน้าคืนก่อนได้มาถึงแล้ว
สำหรับพวกหมูตุ๋นและของอย่างอื่น หลี่เยว่หานได้เตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแค่รอให้ชายหนุ่มออกเดินทาง
เมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ทำได้เพียงยอมขึ้นเกวียนม้าไปอย่างว่าง่ายเท่านั้น ท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้ว แต่เขาเพิ่งออกเดินทางจากหมู่บ้านไป๋อวิ๋น
แต่สิ่งที่หลี่เยว่หานไม่รู้คือ ภาพของเมิ่งฉีฮ่วนที่กำลังออกไปจากหมู่บ้านได้ตกอยู่ในสายตาของจินเสวี่ยเอ๋อร์ที่ข่มตานอนหลับไม่ลงจนถึงเช้าแล้ว
ถึงจะนำทุกอย่างลงดินแล้วก็ตาม แต่หลี่เยว่หานก็ไม่ได้เกียจคร้านแม้แต่น้อย เธอใช้ช่วงที่อากาศดี เปิดขวดน้ำส้มสายชูที่หมักจากข้าวออก
จากนั้นปิดฝาโถข้าวหมักที่ทำเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน แล้วนำกากออกมาหมักแยก ผสมให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำมาต้มน้ำส้มสายชูไว้หนึ่งขวด
สิ่งนี้แตกต่างจากซีอิ๊วที่ต้องตากแดด คือน้ำส้มสายชูที่หมักจากข้าวจะต้องเก็บเอาไว้ในที่เย็น ดังนั้นหลี่เยว่หานจึงไม่เคยเปิดขวดมันเลยตลอดช่วงหน้าหนาว
ทันทีที่เปิดฝาขวดออก กลิ่นฉุนของน้ำส้มสายชูหมักจากข้าวก็โชยออกมา ทำให้ห้องเก็บผักเต็มไปด้วยกลิ่นของมันทั้งหมด
“เปรี้ยวจัง!” หลิงซีจับช้อนพลางเดินเข้าไปหยิบขวดน้ำส้มสายชูหมักจากข้าวออกมาเท ก่อนจะชิมเข้าปาก ทันใดนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น
เมื่อเห็นดังนั้น หลี่เยว่หานก็อดหัวเราะไม่ได้ “สิ่งนี้คือน้ำส้มสายชูหมักจากข้าว แน่นอนว่าต้องเปรี้ยว น้ำส้มสายชูเป็นส่วนผสมที่ดีในการปรุงอาหาร ตอนกลางวันอาหญิงจะทำซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานให้ดีหรือไม่?”
เมื่อได้ยินว่าเป็นของอร่อย หลิงซีจึงหัวเราะร่าขึ้นมา “ดีเจ้าค่ะ ดีเจ้าค่ะ! ซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวานต้องใช้น้ำตาลใช่หรือไม่เจ้าคะ? หลิงซีทานของหวานได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ? หลิงซีอยากทานถังหูลู่ด้วย อาหญิงทำให้หลิงซีทานอีกครั้งได้หรือไม่เจ้าคะ!”
“ได้สิ หลิงซีอยากทานอะไรก็ได้เสมอเลย เดี๋ยวอาหญิงจะทำให้”
จินเสวี่ยเอ๋อร์ที่กำลังยืนมองอยู่ตรงหน้าประตูใหญ่ได้ยินเสียงของทั้งสองที่กำลังยินดีปรีดากันอยู่ในห้องเก็บผัก จึงอดไม่ได้ที่จะพ่นลมหายใจออกมาอย่างขุ่นเคือง
ในช่วงที่ไม่มีคนอยู่ จินเสวี่ยเอ๋อร์เข้าไปในห้องครัวพลางเปิดหม้อที่กำลังอุ่น เมื่อหญิงสาวเห็นว่าข้างในมีซี่โครงหมูตุ๋น จึงอดไม่ได้ที่จะแอบหยิบขึ้นมาสองสามชิ้นแล้วลงมือทาน หลังจากนั้นในขณะที่หลี่เยว่หานและหลิงซียังไม่ออกมาจากห้องเก็บผัก นางจึงแอบหยิบห่ออะไรบางอย่างออกมาจากใต้แขนเสื้อแล้วเทลงในหม้อ
ใช้ช้อนคนเพื่อให้ส่วนผสมเข้ากัน หลังจากนั้นจินเสวี่ยเอ๋อร์ก็รีบปิดฝาหม้อ จากนั้นก็เร่งเดินออกจากบ้านสกุลเมิ่งไปอย่างลับ ๆ ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปที่บ้านของตน
อีกด้านหนึ่ง
หวังเหอฮวาซึ่งกลับมาเยี่ยมพ่อแม่ในหมู่บ้านเห็นภาพที่จินเสวี่ยเอ๋อร์กำลังหลบหนีเข้าพอดี
นางไม่รู้จักจินเสวี่ยเอ๋อร์ แต่เคยได้ยินเรื่องราวของอีกฝ่ายมาบ้าง หลังเห็นท่าทางที่นางวิ่งออกมาเมื่อครู่แล้ว หวังเหอฮวาจึงขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะเดินมาตามทางจนถึงหน้าประตูใหญ่ของบ้านสกุลเมิ่ง
หลี่เยว่หานหยิบขวดน้ำส้มสายชูหมักจากข้าวออกมา ก่อนจะจับมือของหลิงซีแล้วเอ่ยบางอย่างพร้อมรอยยิ้ม จากนั้นจึงงเดินออกมาจากห้องเก็บผัก
ตอนนั้นเองที่หญิงสาวสังเกตเห็นใครบางคนยืนอยู่ในลานบ้าน เมื่อเธอเห็นหวังเหอฮวาที่ใส่ชุดที่ทอมาจากไหมก็หุบยิ้มลง
เธออธิบายชัดเจนแล้วมิใช่หรือ แล้วเหตุใดหวังเหอฮวาจึงยังมาที่ประตูรั้วบ้านอีก!
“หลี่เยว่หาน” หวังเหอฮวาเรียกอย่างไม่ค่อยเหมาะสมนัก เมื่อเห็นหลี่เยว่หาน นางก็เอ่ยทักเพียงชื่อเท่านั้น “ข้ามีธุระกับเจ้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานจึงก้มลงมองไปที่หลิงซี ก่อนจะเห็นว่าเจ้าตัวน้อยดูอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก จึงบอกหวังเหอฮวา “ข้ากำลังทำอาหาร ถ้าไม่ว่าอะไรก็ไปคุยกันในห้องครัวเถอะ”
เมื่อพูดจบ เธอก็เดินไปที่ห้องครัว
หวังเหอฮวาไม่ชอบใจนัก แต่ก็ยังเดินตามหลี่เยว่หานเข้าไป
หลี่เยว่หานบอกให้หลิงซีคอยดูเตาไฟ ก่อนที่เธอจะเปิดฝาหม้อ ในขณะที่กำลังจะตักชิม หวังเหอฮวาก็ได้ห้ามเอาไว้เสียก่อน “ข้าเพิ่งเห็นผู้หญิงแปลกหน้าแอบย่องออกไปจากบ้านของเจ้า ดังนั้นข้าคิดว่าเจ้าอย่าทานมันจะดีกว่า”
เมื่อได้ไปอยู่ในครอบครัวร่ำรวยและฝึกฝนตัวเองแล้ว คำพูดของหวังเหอฮวาจึงไม่เหมือนกับตอนที่นางเป็นเพียงเด็กสาวอีกต่อไป นางใจเย็นและสุขุมมากขึ้น อีกทั้งยังไม่ทำตัวน่ารำคาญ
เมื่อหลี่เยว่หานได้ยินคำพูดของหวังเหอฮวา จึงหันกลับไปมองหน้าอีกฝ่ายทันที ดูเหมือนว่านางจะไม่ได้พูดเล่น ดังนั้นหญิงสาวจึงวางช้อนที่อยู่ในมือลง “ใช่สตรีที่ดูนุ่มนวลเจ้าเนื้อ และผิวขาว ๆ รึเปล่า?”
“ใช่ คราวนี้ตอนที่กลับมาที่หมู่บ้านข้าได้ยินว่าพี่เมิ่งพาพี่สะใภ้เข้ามา ข้ารู้สึกไม่คุ้นหน้าแม่นางผู้นั้น จึงคิดว่านางน่าจะเป็นพี่สะใภ้ของพี่เมิ่ง” หวังเหอฮวาเติบโตขึ้นมาในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นตั้งแต่ยังเล็ก นางรู้จักทุกคนในหมู่บ้าน อีกทั้งช่วงนี้ไม่ได้มีผู้ใดแต่งงาน จึงคิดเอาเองว่าอีกฝ่ายคือจินเสวี่ยเอ๋อร์
หลังจากได้ยินคำพูดของหวังเหอฮวา หลี่เยว่หานจึงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะไปซื้อไก่ที่บ้านของจวี๋ฮวาซึ่งอยู่ถัดไปมาตัวหนึ่ง หลังจากนั้นก็ตักเนื้อในหม้อให้ไก่ลองกิน เมื่อไก่กินเข้าไป มันก็เริ่มน้ำลายฟูมปากและหายใจไม่ออก ในตอนนั้นทุกคนต่างยืนนิ่ง
“ขอบคุณเจ้ามากสำหรับเรื่องในวันนี้” หลี่เยว่หานฝังซากไก่ที่ตายแล้ว ก่อนจะหันกลับไปพูดกับหวังเหอฮวา “วันนี้เจ้ามาที่บ้านของข้าเพราะอะไรกันแน่?”
“ไม่ได้มีอะไรหรอก ข้าแค่อยากบอกเจ้าว่าหลี่หรงหรงมีกำหนดคลอดลูกเดือนหน้า” หวังเหอฮวาเอ่ย ก่อนจะมองหลี่เยว่หานด้วยสายตาซับซ้อน “เมื่อถึงเวลานั้น นางจะกลายเป็นอนุของสกุลหลิ่ว”
“ข้าเคยเอ่ยกับสกุลหลิ่วไปแล้ว แต่ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้จริง ๆ” หลี่เยว่หานถอนหายใจ “หัวใจของหลิ่วจื้อหย่วนอยู่กับเจ้าแล้ว หากเจ้าไม่ต้องการให้หลี่หรงหรงแต่งเป็นอนุ เจ้าก็สามารถหาทางจัดการได้ด้วยตัวเอง เจ้าไม่ต้องมาพบข้าหรอก”
“ข้าเข้าใจ” หวังเหอฮวาพยักหน้า “ข้ามาที่นี่เพื่อบอกเจ้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้นข้าขอตัวก่อนล่ะ”
หลังเอ่ยจบ หวังเหอฮวาจึงจากไป
หลี่เยว่หานรู้สึกสับสนและไม่ค่อยเข้าใจว่าหวังเหอฮวาหมายถึงสิ่งใด แต่สำหรับตอนนี้ เธอมีเรื่องสำคัญกว่าต้องทำ