ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 178 กดดันยิ่งนัก
บทที่ 178 กดดันยิ่งนัก
“ท่านอาหญิง” มู่ชวนสังเกตเห็นแววตาสับสนของหลี่เยว่หาน จึงเริ่มเอ่ยอธิบาย “ท่านปู่ซุนเคยเป็นท่านราชครูมาก่อน นอกจากนี้ยังเคยเป็นที่ปรึกษาของท่านอาด้วย และท่านหมอเฉินเองก็เคยเป็นหมอหลวงเมื่อหลายก่อน หลังจากที่ท่านปู่ซุนเกษียณจึงกลับไปอยู่ที่บ้านเกิด โดยมีท่านหมอเฉินติดตามไปยังมณฑลหยงอัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานจึงพยักหน้าอย่างประหม่า ข้อมูลที่มากล้นเมื่อต้องฟังในครั้งเดียว ทำให้สมองของนางรู้สึกสับสนไม่น้อย
“เยว่หานเอ๊ย” ซุนไท่กงมองหลี่เยว่หานด้วยสีหน้าแปลก ๆ พลางเริ่มเอ่ยอธิบาย “เจ้าไม่ต้องฝืนใจตัวเองหรอก ฮ่องเต้เองยังทรงประทับอยู่ที่นี่ การสิ้นพระชนม์ของฮ่องเต้องค์ก่อนกำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน คนพวกนั้นจึงไม่กล้าบุกรุกเข้ามาในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นอย่างโจ่งแจ้ง จึงอาจอาศัยเล่ห์เหลี่ยมบางอย่างได้เพียงเท่านั้น”
“แน่นอนว่า หากเจ้าต้องการไป ข้ามีหน้าที่ตัดสินใจแทนศิษย์เมิ่งอยู่แล้ว ให้เจ้าได้ไปใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับข้อพิพาทเหล่านี้อีก”
ในขณะที่ซุนไท่กงเอ่ยเช่นนั้น สายตาของทุกคนก็จับจ้องไปยังหลี่เยว่หาน
มือเล็กของหลิงซีกอบกุมมือของหลี่เยว่หานเอาไว้ ใบหน้าน้อย ๆ เงยหน้าขึ้นพลางมองหลี่เยว่หาน ความลังเลปรากฏขึ้นในสายตาอย่างแข็งกล้า ชั่วขณะหนึ่งนั้น หลี่เยว่หานไม่รู้ว่าต้องทำตัวเช่นไร
ในที่สุด นางก็ได้รับรู้ความลับของเมิ่งฉีฮ่วน นอกจากนี้ยังคาดเดาได้อีกว่ามู่ชวนและหลิงซีต่างไม่ใช่ ‘ตัวเดินหมาก’ อย่างที่เขาเอ่ยบอกอย่างแน่นอน แต่หลังจากอยู่ด้วยกันมาเป็นระยะเวลาครึ่งปี หลี่เยว่หานกลับเลือกไม่ถูกเสียแล้วว่าควรทำเช่นไร
ถึงแม้ซุนไท่กงจะเอ่ยเช่นนั้น เพื่อให้นางมั่นใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำเช่นนี้ ทำให้มู่ชวนและหลิงซีต่างต้องตกอยู่ในอันตราย ในเวลาเช่นนี้ นางควรจากไปอย่างนั้นหรือ?
หากเอ่ยจากใจโดยตรง หลี่เยว่หานต้องการอยู่ให้ห่างจากสิ่งเหล่านี้ยิ่งนัก แต่ในช่วงเวลาหกเดือนที่ผ่านมา เมิ่งฉีฮ่วนก็ดูแลหลี่เยว่หานอย่างดีมาโดยตลอด เด็กทั้งสองได้นางเป็นผู้ดูแลอยู่เสมอ จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งนี้เป็นเพียงความอบอุ่นเดียวที่หลี่เยว่หานได้รับหลังจากได้มาถึงหมู่บ้านไป๋อวิ๋น
หากจะจากไปในตอนนี้ นางย่อมทำได้อย่างแน่นอน
แม้อยากจะจากไปจริง ๆ แต่เมื่อนางหันมองมู่ชวนที่เติบโตมาได้สักระยะหนึ่งพร้อมทั้งหลิงซี ก็พลันตัดสินใจไม่ได้
ในขณะที่หลี่เยว่หานกำลังเถียงกับจิตใจของตัวเองอยู่นั้น มู่ชวนก็ดูเหมือนจะมองเห็นจิตใจของนางได้อย่างทะลุปรุโปร่ง จึงพาตัวหลิงซีออกมาจากหลี่เยว่หาน ทั้งสองพี่น้องคุกเข่าลงพลางก้มคำนับลงกับพื้นให้กับหลี่เยว่หาน และเอ่ยว่า “ท่านอาหญิง ท่านไม่ต้องยอมให้ตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรอกขอรับ ในเมื่อวันนี้เกิดเรื่องขึ้นแล้ว หลังจากนี้ ให้ท่านหมอเฉินช่วยบอกว่าท่านอาหญิงเสียชีวิตก่อนจะทันได้ช่วยเหลือ หลังจากนั้นท่านอาหญิงก็จะได้ออกจากหมู่บ้านไป๋อวิ๋น แล้วไปอาศัยอยู่ที่อื่นขอรับ”
ในขณะที่มู่ชวนกล่าวเช่นนี้ หลิงซีที่แสดงท่าทีจริงใจก็น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้า ไม่เอ่ยพูดจาขัดขวางเลยสักคำ ถึงแม้ว่าสีหน้าของนางจะไม่ค่อยเต็มใจสักเท่าไหร่นัก แต่ถึงแม้ว่าจะยังเป็นเด็กแต่ก็เข้าใจดี หลี่เยว่หานเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ควรจะต้องถูกบังคับให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้
พวกเขาเป็นหมากในเกม เนื่องจากคดีที่ติดตัวท่านพ่อยังไม่คลี่คลาย ดังนั้น ถึงแม้ว่าจะกลับไปยังเมืองหลวงในเวลานี้ ก็จะโดนเนรเทศเช่นกัน เรื่องราวอาจไม่ได้ลงเอยอย่างมีความสุข แต่กับหลี่เยว่หานไม่ได้เป็นเช่นนั้น หลี่เยว่หานถูกท่านอาของพวกเขาพากลับมาเพื่อดูแลพวกตน พวกเขาไม่สามารถทนเห็นแก่ตัวเช่นนั้นได้
การหวังเอาชีวิตรอดนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องเข้าไปพัวพันกับสถานการณ์อันคลุมเครือนี้อีก
“ท่านอาหญิง” หลิงซีอดกลั้นมาเป็นเวลานาน ในที่สุดจึงเอ่ยพูดออกมาพร้อมทั้งน้ำตาที่ไหลริน “ท่านอาหญิงไปเถิดเจ้าค่ะ หลิงซีเองก็โตแล้ว ไม่ต้องให้ท่านอาหญิงคอยดูแลอีกแล้ว”
“หลิงซี…” หลี่เยว่หานรู้สึกประหม่านิดหน่อย ในเวลาแบบนี้นางจะจำใจยอมจากไปได้ลงจริงหรือ?
“แม่หนูเยว่หาน ข้าเข้าใจดีว่าเจ้าลำบากใจ อีกทั้งยังรักพวกเขาประหนึ่งสายเลือดของตนเอง แต่ในเมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว ช้าเร็วเรื่องเลวร้ายต้องมาถึงอย่างแน่นอน หากเจ้าไปเสียแต่ตอนนี้ ก็ยังสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้ หากเวลานั้นมาถึง หมู่บ้านไป๋อวิ๋นอาจสูญสิ้นไม่เหลือซากก็เป็นได้” ซุนไท่กงเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา
เนื่องจากบุคคลที่อยู่เบื้องหลังนั้นได้พบเจอจินเสวี่ยเอ๋อร์ อีกทั้งยังบังคับให้นางแอบแฝงตัวเข้ามา ดังนั้นแล้ว ตัวตนของสองพี่น้องทั้งมู่ชวนและหลิงซีต้องโดนเปิดเผยตัวตนเป็นแน่ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ตนอยู่ในหมู่บ้านอย่างไม่เปิดเผยตัวตน เนื่องด้วยเกรงว่าจะมีสายของทางการที่ถูกส่งมา และอาจมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นหากตัวเองป่าวประกาศออกไป
“ท่านปู่ซุน” หลี่เยว่หานก้มคำนับพลางเอ่ย “คนพวกนั้น มาที่นี่เพื่อลัญจกรหยกใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซุนไท่กงจึงผงะเล็กน้อย “ศิษย์เมิ่งบอกเจ้าเรื่องลัญจกรหยกด้วยหรือ?”
“ไม่ใช่เพียงเรื่องที่ต้องบอกข้าเท่านั้น ตอนนี้ข้าเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับลัญจกรหยกนี้แล้วเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานเหมือนจะตัดสินใจได้แล้วในที่สุด พลางจ้องมองตรงไปยังซุนไท่กง “หากคนพวกนั้นต้องการลัญจกรหยก แล้วเหตุใดท่านจึงไม่ให้พวกเขาไปเล่า ถึงอย่างไรก็เป็นทางแก้ปัญหาให้กับมู่ชวนและหลิงซีได้”
“เด็กน้อยเอ๊ย” ซุนไท่กงถอนหายใจยาว ๆ “ข้าประหลาดใจยิ่งนักที่เจ้ายอมมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องลัญจกรหยกเช่นนี้ แต่เจ้าคิดน้อยเกินไป หากลัญจกรหยกชิ้นนี้เป็นทางรอดแก่เด็กน้อยทั้งสองได้ เช่นนั้นแล้วทำไมจึงจะไม่ยอมทำกันเล่า”
“เพียงแต่ว่าเจ้ายังไม่ทราบ ถึงแม้ว่าลัญจกรหยกจะเป็นสมบัติของทางราชวงศ์ แต่มันมิใช่ผู้ใดก็ได้ที่จะสามารถใช้มัน” ซุนไท่กงเอ่ย พลางลูบศีรษะของมู่ชวน “เวลาช่างผ่านมายาวนานหลายปี นอกจากองค์รัชทายาทแล้วก็มีศิษย์เมิ่งที่สามารถมีอำนาจในการใช้ลัญจกรหยกนี้ได้เป็นลำดับสอง ลำดับถัดมาจึงเป็นมู่ชวน ส่วนหลิงซีนั้นยังไม่ได้รับการแต่งตั้งอาญาสิทธิ์จากลัญจกรหยก ดังนั้นพวกมันจึงพยายามค้นหาตัวของมู่ชวนและหลิงซี จากตามที่เขาลือกันนั้น สายโลหิตจากหัวใจของพวกเขาสามารถเปิดลัญจกรหยกได้”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น หลี่เยว่หานจึงรู้สึกตกตะลึง “น… นี่มันเป็นไปได้อย่างไร!”
“ถึงแม้ว่าข้าจะไม่อยากเชื่อเช่นกัน แต่สิ่งนี้คือความจริง ไม่ว่าฮ่องเต้จะทรงอธิบายเช่นไรในตอนนั้น เจ้าพวกคนเล่นสกปรกที่แอบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดก็ต่างพากันไม่เชื่อ แม้แต่เชื้อพระวงศ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ยังไม่ได้รับอาญาสิทธิ์จากลัญจกรหยกนี้ ดังนั้นจึงได้บุกทำลายพระตำหนักของฮ่องเต้ เขาจึงยอมปล่อยผ่านไปได้”
“ก่อนเกิดเรื่องบางอย่างในตำหนักของฮ่องเต้ พระองค์ถูกศัตรูรายล้อมทั่วทุกสารทิศ จึงได้พยายามหาทางส่งข่าวไปถึงศิษย์เมิ่ง แล้วใช้พระโลหิตจากหัวใจของตัวเองเพื่อทำให้ลัญจกรหยกนั้นจดจำศิษย์เมิ่ง จากนั้นจึงให้ศิษย์เมิ่งพาเด็กทั้งสองคนไปหลบซ่อน”
“แต่ก่อนเมื่อครั้งยังอยู่ในเมืองหลวง ศิษย์เมิ่งค่อนข้างทุกข์ยาก หลังจากเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะสหายของฮ่องเต้ ก็ได้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์มาโดยตลอด จึงยอมพาพวกพี่น้องทั้งสองคนหนีไป”
“หลังจากนั้นก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า…”
ซุนไท่กงกล่าว พลางถอนหายใจ “แต่ถึงอย่างไร เจ้าก็เป็นผู้บริสุทธิ์ มันเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ศิษย์เมิ่งดึงเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง ข้าไม่สามารถปล่อยให้เจ้าเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเช่นนี้ได้อีกต่อไปแล้ว หากวันนี้เจ้าหนีไป นั่นเป็นสิ่งที่สมควร หลังจากศิษย์เมิ่งกลับมาแล้ว ข้าจะให้เขารีบพาเด็กทั้งสองหนีไปเช่นกัน”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ซุนไท่กงเอ่ย หลี่เยว่หานจึงหันมองไปยังมู่ชวนและหลิงซีอีกครั้ง แววตาส่องประกายความตั้งมั่นก่อนจะหันไปเอ่ยว่า “ข้างนอกลือกันว่าข้าและหลิงซีต่างถูกวางยา เช่นนั้นแล้ว เหตุใดท่านจึงไม่ให้ข้ากับหลิงซีไปด้วยกันเล่า”
“ทำเช่นนั้นมิได้หรอก” ซุนไท่กงเอ่ยปฏิเสธ “หลิงซีเคยโดนวางยาตั้งแต่อยู่ในพระครรภ์ของเสด็จแม่ เมื่อตอนถือกำเนิดคลอดออกมา ร่างกายจึงมีพิษค้างอยู่ภายในตัว ยาพิษนั้นจะเริ่มออกฤทธิ์เมื่อหลิงซีอายุได้ห้าขวบ ต้องแช่ร่างกายในน้ำพุแห่งจิตวิญญาณจึงจะสามารถหาทางถอนพิษได้ หากเจ้าพานางไปด้วย ชีวิตของนางเองก็จะเป็นอันตราย หากวันใดพิษเริ่มออกฤทธิ์แล้ว มันคงยากหากจะรับมือ”