ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 179 ขอให้คำมั่น! ข้าจะพาหลิงซีหลีกหนีจากความตาย!
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 179 ขอให้คำมั่น! ข้าจะพาหลิงซีหลีกหนีจากความตาย!
บทที่ 179 ขอให้คำมั่น! ข้าจะพาหลิงซีหลีกหนีจากความตาย!
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น หลี่เยว่หานรู้สึกราวกับโดนมีดปักเข้าตรงหัวใจ
เมื่อหันมองมู่ชวนและหลิงซีอีกครา ความสับสนในดวงตาของนางก็พลันจางหายไปในทันที เหลือเพียงความมุ่งมั่นและสายตาที่ไร้ซึ่งหนทาง “ท่านปู่ซุน ในเมื่อตอนนี้ข้าได้รับอาญาสิทธิ์ในการเข้าถึงป้ายหยกแล้ว เช่นนั้นข้าจะจากไปพร้อมป้ายหยกและหลิงซี ในเมื่อเรื่องมันมาถึงเช่นนี้แล้ว หากหลิงซีโดนโจมตี ข้าก็สามารถปกป้องนางได้เช่นกัน”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ซุนไท่กงก็ถอนหายใจยาวเหยียด “เด็กโง่เอ๊ย เหตุใดเจ้าจึงยังรั้นอีกเล่า…”
“ข้าเปล่ารั้นเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานกล่าวอีกครั้ง “เพียงแต่ไม่อยากปิดบังซุนไท่กง ข้าไม่ใช่หลี่เยว่หานคนเดิม ข้าคือวิญญาณที่มาจากอีกโลกหนึ่ง เดิมทีข้าโดนแม่เลี้ยงหวังเฟิ่งวางยาแล้วจับโยนลงไปในสระน้ำ ผู้ที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้คือเมิ่งฉีฮ่วน ถึงแม้ว่าข้าจะไม่เข้าใจถึงความจงรักภักดีในชาติบ้านเมืองของพวกท่าน แต่ก็หวังอยากตอบแทนบุญคุณ เพราะสิ่งเดียวที่ข้าเข้าใจได้คือการตอบแทนบุญคุณ!”
เมื่อเอ่ยจบ ดูเหมือนว่าหลี่เยว่หานจะตกลงปลงใจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พลางคุกเข่าลงตรงหน้าซุนไท่กง “ข้าขอร้องท่านปู่ซุน ให้ข้าพาหลิงซีไปด้วยเถิดเจ้าค่ะ!”
“นี่…” ซุนไท่กงไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าหลี่เยว่หานจะมีภูมิหลังที่น่าเหลือเชื่อเช่นนี้ หากผู้ใดเอ่ยปากบอกว่าตนเป็นวิญญาณมาจากอีกโลกหนึ่ง ซุนไท่กงอาจจับคนผู้นั้นเนื่องจากคำพูดนี้ทำให้เทพสวรรค์สับสน
แต่สิ่งที่หลี่เยว่หานพูดนั้นมีเหตุผล ซุนไท่กงเองก็คิดเช่นนั้น มันช่างเป็นปาฏิหาริย์อย่างยิ่งที่หลี่เยว่หานได้รับอาญาสิทธิ์จากลัญจกรหยก คำพูดของนางจึงมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
“ท่านปู่” มู่ชวนเอ่ยเสียงเบา “ท่านอาหญิงถูกท่านอาช่วยเอาไว้จริงขอรับ ท่านอาเคยเล่าให้ข้าฟัง เขาเห็นท่านอาหญิงอยู่ในสระน้ำในคืนเดือนหงาย ลัญจกรหยกชิ้นนั้นช่วยชีวิตนางเอาไว้ เพื่อจะนำตัวอาหญิงกลับมายังหมู่บ้านไป๋อวิ๋นของพวกเรา ท่านอาจึงหาโอกาสวางยาอาหญิง หลอกล่อคนจากพรรคมัจฉามังกรไปยังหมู่บ้านเฮยถู่ นั่นเป็นเหตุผลที่สามารถพาท่านอาหญิงกลับมาที่บ้านนี้ได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็เบิกตากว้าง
เมื่อปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว วันนั้นที่นางล้มป่วยลงอย่างกะทันหันไม่ได้โดนหวังเฟิ่งวางยา แต่กลับเป็นเมิ่งฉีฮ่วนอย่างนั้นหรือ?
ด้วยคำให้การจากมู่ชวน ซุนไม่กงจึงขมวดคิ้วมุ่นเข้าด้วยกันในทันที
“ท่านปู่ซุน ให้ข้าไปกับท่านอาหญิงเถิดเจ้าค่ะ” หลิงซีคว้าชายแขนเสื้อของซุนไท่กง “ท่านอาหญิงเลี้ยงดูข้ามาอย่างดี ข้าเชื่อมั่นในตัวท่านอาหญิงเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซุนไท่กงจึงถอนหายใจ “เอาเถิด ๆ เยว่หาน เจ้านำลัญจกรหยกไปพร้อมกับหลิงซีเสีย แต่เจ้าต้องจดจำไว้อย่างหนึ่ง หากอยากรอดพ้นจากเงื้อมมือขององค์รัชทายาท และต้องการปกป้องเด็กทั้งสอง ในเวลาสองปีนี้เมื่ออายุของพวกเขาเพิ่มขึ้น จะให้จินเสวี่ยเอ๋อร์จะรู้เรื่องนี้ไม่ได้ เจ้าต้องจำเอาไว้”
เมื่อเห็นว่าท่านปู่ซุนยอมในที่สุด หลี่เยว่หานจึงคุกเข่าแล้วก้มหัวคำนับด้วยความซาบซึ้ง “ขอบพระคุณท่านปู่ซุนเจ้าค่ะ!”
หลิงซีเองก็คุกเข่าลงด้านข้างหลี่เยว่หานอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มคำนับซุนไท่กงด้วยท่าทางนอบน้อม
“แต่ว่าข้าพามู่ชวนออกไปด้วยไม่ได้ ข้าจึงต้องขอฝากฝังให้ท่านช่วยดูแลเขาด้วยนะเจ้าคะ” หลี่เยว่หานลุกขึ้นยืน ดวงตารู้สึกเจ็บแสบ เมื่อเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ หลี่เยว่หานอยากพามู่ชวนไปด้วยจริง ๆ แต่ทำเช่นนั้นมิได้
ถึงแม้ว่าจะอาศัยสถานการณ์ของวันนี้ได้ แต่ทุกคนต่างทราบดีว่ามู่ชวนไม่ได้โดนวางยาพิษด้วย เขาจึงออกไปด้วยกันไม่ได้
“เจ้าวางใจเถิด หากศิษย์เมิ่งกลับมาแล้ว ข้าจะให้เขาพามู่ชวนไปพบเจ้า” ซุนไท่กงเอ่ยกล่าว พลางถอนหายใจและส่ายศีรษะไปมา ชีวิตที่พลิกผันโดนเปิดเผยเข้าเสียแล้ว
ท้องฟ้ามืดแล้ว หลี่เยว่หานและหลิงซีเองก็ปลอมตัวเสร็จเรียบร้อยเช่นกัน
ยิ่งผู้คนรู้เกี่ยวกับเรื่องที่นางพาหลิงซีออกไปน้อยเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดีเท่านั้น ดังนั้น แม้แต่หลิวโหย่วฉายและฮูหยินของเขาก็พร้อมที่จะเก็บความลับให้เช่นกัน
ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นเห็นเพียงแค่ท่านหมอเฉินที่เข้า ๆ ออก ๆ เท่านั้น ด้วยสีหน้าดูเป็นกังวล ไม่แม้แต่จะมีเวลาเช็ดเหงื่อให้ตัวเอง ส่วนมู่ชวนก็ยืนตัดฟืนอยู่ในลานข้างในตัวบ้าน ทุกคนจึงเริ่มคาดเดาได้ว่าหลี่เยว่หานและหลิงซีสิ้นใจกันแล้วจริง ๆ
จินเสวี่ยเอ๋อร์โดนมัดรวบแล้วโยนเข้าไปในลานด้านหน้าของบ้านสกุลเมิ่ง ทุกคนต่างพากันจ้องมองนาง ส่วนนางเองก็อยากรู้เสียจริงว่าหลี่เยว่หานกับหลิงซีสิ้นใจแล้วจริงหรือเปล่า
ความโกลาหลดำเนินไปจนถึงเวลาเที่ยงคืน ท่านหมอเฉินเดินออกจากลานด้านในบ้านด้วยสีหน้าหดหู่ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “ต้องขอโทษทุกท่านด้วย ฮูหยินเมิ่งและเด็กน้อย เสียชีวิตแล้ว”
เมื่อได้ยินข่าวนั้น ทุกคนก็ล้วนตกใจเป็นอย่างยิ่ง
ท่ามกลางผู้คนมากมาย ผู้ที่ตกใจมากที่สุดคือหวังเหอฮวาผู้ที่กำลังยืนฟังข่าวอยู่!
หลี่เยว่หานรู้ดีว่าไม่ควรทานเนื้อที่อยู่ในหม้อนั้น แล้วเหตุใดนางจึงสิ้นใจ?
มีสิ่งใดแอบแฝงอยู่เบื้องหลังหรือเปล่า?
เมื่อคิดได้ดังนั้น หวังเหอฮวาจึงนั่งไม่ติด เพราะนางยังคงรอให้หลี่เยว่หานช่วยนางเรื่องตำแหน่งฮูหยินของบ้านสกุลหลิ่วอยู่ หลี่เยว่หานจะสิ้นใจไม่ได้เด็ดขาด!
“ท่านหมอเฉิน ข้าขอเข้าไปพบทั้งสองได้หรือไม่!” หวังเหอฮวารีบวิ่งตรงไปยังบ้านสกุลหลี่ ก่อนจะเอ่ยตะโกนถามเสียงดัง
หมอเฉินไม่เคยคาดคิดว่าจะมีใครเอ่ยขอเช่นนี้ เขารู้สึกสับสนงุนงงไปชั่วขณะหนึ่ง
“ท่านพี่เหอฮัว ท่านอาหญิงกับน้องสาวของข้าสิ้นใจแล้วจริง ๆ พี่ได้โปรดอย่าเข้ามาวุ่นวายภายในบ้านของข้าเลย” มู่ชวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
เมื่อดูจากรูปการณ์แล้ว หวังเหอฮวาจึงรู้สึกกังวลใจมากขึ้น “ข้าเป็นคนบอกหลี่เยว่หานว่าผู้หญิงคนนี้เข้ามาที่บ้านของพวกเจ้า นางเองก็รู้ดีว่าในหม้อนั้นมียาพิษ เช่นนั้นแล้วจะโดนพิษได้อย่างไร!”
“พี่กำลังจะบอกว่าท่านอาหญิงของข้ายังมีชีวิตอยู่หรือ?” มู่ชวนแค่นหัวเราะ “ใครจะไปรู้ว่าผู้หญิงคนนี้วางยาเอาไว้ที่ใดบ้าง! ข้าเองก็หวังอยากให้ท่านอาหญิงและน้องสาวของข้าไม่สิ้นใจเช่นกัน!” หลังจากเอ่ยจบ มู่ชวนก็ทำท่ายกขวานขึ้นประหนึ่งจะฟันเข้าที่จินเสวี่ยเอ๋อร์
หลิวโหย่วฉายเป็นผู้ที่มีสายตาและมือว่องไวรีบก้าวเดินไปข้างหน้าพลางคว้าตัวมู่ชวนที่ดวงตากำลังแดงก่ำ “เจ้าหนู! อย่าทำอะไรโง่ ๆ ไปหน่อยเลย! หากฆ่าผู้หญิงคนนี้ ชีวิตเจ้าจะพลอยพังไปด้วย!”
“ท่านอาหลิว!” มู่ชวนตะโกนกรีดร้องออกมาด้วยแววตาแดงก่ำ “เจ้าฆ่าอาหญิงกับน้องสาวของข้า! นั่นอาหญิงกับน้องสาวของข้าเลยนะ!”
ทุกคนเห็นท่าทางของมู่ชวนเช่นนั้น ต่างพากันรู้สึกลำบากใจ พวกลูกสะใภ้และบรรดาน้องสาวฝ่ายสามีที่อารมณ์อ่อนไหวง่ายต่างพากันหันหลังแล้วเช็ดน้ำตา
“สำหรับเรื่องนี้ ทุกคนฟังข้ากันเสียหน่อยเถิด” ซุนไท่กงเดินออกมาจากลานด้านในตัวบ้านพร้อมกับไม้เท้าค้ำยันคู่กาย สีหน้าของเขายังเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเช่นกัน “วันรุ่งขึ้น ข้าจะส่งแม่นางผู้นี้ไปให้เจ้าหน้าที่ นำตัวนางผู้นี้ส่งให้ทางการเสีย!”
“ต้องแจ้งไปยังสกุลหลิ่วด้วย” ฮูหยินหลิวเอ่ยเพิ่มเติมพร้อมทั้งดวงตาที่แดงก่ำ “เยว่หานเป็นบุตรสาวบุญธรรมของสกุลหลิ่ว!”
เมื่อทุกคนได้ฟังเหตุผล ก็ต่างพยักหน้าพากันเห็นพ้องต้องกัน
เมื่อหวังเหอฮวามองดูสถานการณ์ ซ้ำยังคิดว่านี่เป็นการหลอกลวง จึงเอ่ยขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว “พวกข้าอยากเห็นว่าหลี่เยว่หานกับหลิงซียังมีชีวิตอยู่หรือสิ้นใจไปแล้ว! เช่นนั้นแล้วผู้ใดจะทราบได้ว่าสองคนนั้นโป้ปดว่าแสร้งทำเป็นตาย!”
“พี่เหอฮวา ช่วยให้เกียรติท่านอาหญิงและน้องสาวของข้าด้วย!” มู่ชวนตะโกนแผดเสียงด้วยดวงตาแดงก่ำ “ข้ายืนดูตอนที่พวกเขากำลังสิ้นใจ! แล้วเจ้ายังคิดว่าเป็นเรื่องโกหกอีกอย่างนั้นหรือ!”
ตอนนี้หวังเหอฮวารู้สับสนมากขึ้น
ถึงแม้ว่าฮูหยินหลิวจะไม่ทราบว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น นางจำได้เพียงว่าหลี่เยว่หานยังคงได้สติอยู่เมื่อตอนที่นางและสามีพาตัวทั้งสองเข้าไปในลานด้านใน
สิ่งที่หวังเหอฮวาเอ่ยนั้นเป็นเรื่องจริงหรือ?
ทุกคนต่างพากันประณามหวังเหอฮวาที่ไม่ให้เกียรติผู้ตาย ซุนไท่กงจึงถอนหายใจ “อย่างไรก็ตาม เพราะมีเรื่องเกิดขึ้นกับสกุลเมิ่ง จึงต้องจัดพิธีศพและฝังพวกเขา พาพวกเขาทั้งสองมาที่ลานเถิด”
ตอนนี้ หลี่เยว่หานและหลิงซีได้นำตะกั่วที่ท่านหมอเฉินนำมาให้พวกเขาทาทั่วบริเวณใบหน้าและริมฝีปากเพื่อปลอมตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้ใบหน้าดูเหมือนคนตายจริง ๆ ก่อนจะใช้วิธีการไทซี*[1] แล้วนอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ประหนึ่งกำลังสิ้นชีวีไม่มีผิดเพี้ยน
[1] วิธีการไทซี คือวิชาการฝึกตนอย่างหนึ่งของลัทธิเต๋า โดยเป็นวิธีการไม่ใช้ปากและจมูกหายใจ ประหนึ่งทารกที่อยู่ในครรภ์