ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 181 ในน้ำเองก็มีพิษเช่นกัน
บทที่ 181 ในน้ำเองก็มีพิษเช่นกัน
เจ้าหน้าที่ทางการและคนจากสกุลหลิ่วต่างมารวมตัวกัน ถัดจากคนของสกุลหลิ่วยังมีหวังเหอฮวา ที่นางเอ่ยอย่างหนักแน่นตลอดเวลาว่าหลี่เยว่หานยังไม่ตาย จนทำเอาหลิ่วจื้อหย่วนและหลิ่วเทียนเสียงต่างพากันรำคาญ
แม้ว่าหลี่เยว่หานจะเป็นเพียงลูกสาวบุญธรรมของสกุลหลิ่ว ซ้ำในตอนแรกนายท่านสกุลหลิ่วยังเคยดูถูกสาวชนบทผู้นี้ด้วย แต่หลังจากรับหลี่เยว่หานมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม นายท่านสกุลหลิ่วก็ถูกใจหลี่เยว่หานยิ่งนัก เมื่อได้ยินว่าหลี่เยว่หานถูกฆ่าตายในคืนก่อน เขาจึงล้มป่วยลงในทันที และในตอนเช้าตรู่ ทั้งหลิ่วเทียนเสียงและหลิ่วจื้อหย่วนสองพ่อลูกจึงมาที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น
“ทางการจะสอบสวนเรื่องนี้ ทุกคนหลีกทางไป!” ผู้ที่มายังบ้านสกุลเมิ่งในครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เจ้าหน้าที่ระดับเดียวกับครั้งก่อน ใบหน้าของเขาดูเหี้ยมโหด ทุกคนจึงหลีกทางให้ในทันที ซ้ำยังไม่กล้าก้าวล้ำหน้า
ตามคำเรียกร้องของสกุลหลิ่ว ดังนั้นบุคคลจากทางการที่มาในวันนี้คือหัวหน้ากองปราบ นอกจากนี้ยังนำเอกสารการชันสูตรศพติดตัวมาด้วย
หลังจากอู่จั้วตรวจสอบปากและจมูกของหลี่เยว่หานและหลิงซีแล้ว จึงหันไปก้มคำนับหัวหน้ากองปราบ“ทั้งสองโดนพิษจนถึงแก่ชีวิตจริงขอรับ แต่เนื่องจากพวกเขาได้รับการรักษาก่อนจะสิ้นใจ บนริมฝีปากและในกระเพาะจึงไม่มีพิษปนเปื้อนหลงเหลืออยู่ขอรับ”
“มีพิษปนเปื้อนอยู่ในครัว!” ฮูหยินชิวตะโกนขึ้นสุดเสียง “เมื่อวานนี้ ท่านหมอตรวจเจอพิษอยู่ในหม้ออาหาร!”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หัวหน้ากองปราบจึงพาตัวอู่จั้วเข้าไปในครัว หลังจากนั้น พวกเขาก็เดินออกมาด้วยสีหน้าหม่นหมอง
“เป็นอย่างไร?” หลิ่วเทียนเสียงเอ่ยถามด้วยความสับสน
“อาจเป็นเพราะเมื่อวานจุดเตาทิ้งเอาไว้ ตอนนี้ก้นหม้อจึงไหม้ ทุกสิ่งที่อยู่ในหม้อจึงดำไหม้เป็นเตาถ่านไปเสียหมด” อู่จั้วจ้องมองไปยังหลิ่วเทียนเสียงด้วยความลำบากใจ “นายท่านหลิ่วโปรดอย่าเป็นกังวลไป ข้าจะตรวจสอบอีกครั้ง อาจหาตรงส่วนอื่นได้พบ” เอ่ยจบ อู่จั้วและหัวหน้าทางการก็เข้าไปในครัวอีกครั้ง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของหวังเหอฮวาจึงซีดลง “ท่านพ่อ เมื่อวานข้าเห็นผู้หญิงคนนี้เข้าไปในบ้านสกุลหลิ่ว เยว่หานทราบดีว่าในหม้อนั้นมียาพิษ นอกจากนี้ยังซื้อไก่จากบ้านจวี๋ฮวามาตัวหนึ่งด้วย แล้วไก่ตัวนั้นก็น้ำลายฟูมปากหลังจากที่ทานเนื้อตุ๋นเข้าไป! การตายของเยว่หานต้องมีเงื่อนงำเป็นแน่ ข้ายืนยัน!”
“หุบปาก!” หลิ่วจื้อหย่วนค่อนข้างอารมณ์เสียมากในตอนนี้ เมื่อได้ยินคำพูดของหวังเหอฮวาอีก จึงดุด่านางด้วยความโกรธ
ณ ตอนนี้ มีคนนำตัวจินเสวี่ยเอ๋อร์ออกมาเพื่อให้สายตาของทุกคนจับจ้อง
“เอ่ยมา เจ้าวางยาลูกสาวบุญธรรมของข้าได้อย่างไร!” หลิ่วเทียนเสียงวางท่า พลางชี้ไปยังจินเสวี่ยเอ๋อร์ด้วยท่าทีดุดัน
“ฮ่าฮ่าฮ่า…” จินเสวี่ยเอ๋อร์หัวเราะขึ้นในทันที “เจ้าคิดว่าข้าวางยาพิษในหม้ออย่างนั้นหรือ? ข้าจะฆ่านาง ข้าจะฆ่านางแล้วจะวางยาพิษแค่ในหม้อได้อย่างไร!”
“นังผู้หญิงชั่นต่ำ!” หลิ่วเทียนเสียงโกรธมากจึงก้าวเดินเข้าไปแล้วถีบเข้าที่ตัวของจินเสวี่ยเอ๋อร์ หลิ่วจื้อหย่วนเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปคว้าตัวพ่อเอาไว้ทันที
หลิ่วเทียนเสียงโกรธมาก! หากหลี่เยว่หานอยู่ดีมีสุข พวกเขาก็พลอยจะได้รับชื่อเสียงอันดีงามจากแถบชนบทสืบเนื่องไปยังตระกูลหลิ่วของตนได้ ด้วยความอยากสร้างชื่อเสียงไปทั่วทุกเมือง ถึงแม้จะไม่ได้แต่งเข้าตระกูลแต่ก็เป็นญาติมิตรกันได้ หากผู้ใดได้ยินเช่นนี้แล้ว อาจรู้สึกได้ว่าตระกูลหลิ่วช่างเป็นครอบครัวที่เที่ยงธรรม
นอกจากนี้ซีอิ๊วสองขวดนั้นที่หลี่เยว่หานเคยมอบให้เมื่อปีก่อนก็ขายดีมาก หลิ่วเทียนเสียงจึงคิดการณ์วางแผนว่าจะมาเยี่ยมหลี่เยว่หาน หวังจะขอซื้อสูตรซีอิ๊วฝีมือของนาง เตรียมรับโชคลาภในปีนี้
ไม่ทันคาดคิดว่าหลี่เยว่หานจะโดนจินเสวี่ยเอ๋อร์วางยาพิษจนถึงแก่ชีวิต! เช่นนี้แล้วหลิ่วเทียนเซี่ยงจะไม่โกรธได้อย่างไร!
“เจอแล้ว!” หัวหน้ากองปราบวิ่งออกมาจากห้องครัว ถือชามใบหนึ่งเอาไว้ในมือ เขายกเข็มเงินที่เปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำในมือชูขึ้นสูง ก่อนจะเอ่ยให้ทุกคนได้เห็นโดยทั่วกัน “ผู้ที่วางยาพิษได้ใส่ยาลงในน้ำด้วย หากเป็นดั่งเช่นที่อนุหลิ่วกล่าว ฮูหยินเมิ่งทราบว่าในหม้อเนื้อตุ๋นมีพิษ จึงไม่มีทางที่จะทานมันอย่างแน่นอน เช่นนั้นทั้งสองอาจโดนพิษหลังจากที่ดื่มน้ำไปแล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของเมิ่งฉีฮ่วนจึงแดงก่ำ แล้วลุกขึ้นยืนทันที เขาก้าวเดินตรงไปข้างหน้าพลางถีบเข้าที่ตัวของจินเสวี่ยเอ๋อร์ “เจ้าบอกว่า เจ้าไม่มีทางเลือกจึงได้มาพบข้า ข้าเห็นแก่พี่ชายร่วมสาบานของข้าจึงยอมรับเจ้าเข้ามา แต่เจ้ากลับทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้! เจ้าทำไปเพื่ออะไร!”
“ทำไมเล่า! ข้ายังจะทำไปด้วยเหตุผลใดได้อีก!” จินเสวียเอ๋อร์ถูกเมิ่งฉีฮ่วนกระทืบจนกระอักเลือดออกมา “ข้าทำเพื่อเจ้าไง!”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกไป ทุกคนก็ต่างพากันตกตะลึง
“เมื่อหลายปีก่อนยามอยู่ที่จวน ข้าทำดีต่อเจ้าอยู่หลายครั้ง แต่เจ้ากลับเมินเฉย และยังย้ายมาอยู่ในหมู่บ้านบนภูเขาเล็ก ๆ นี่ เพื่อแต่งงานกับหญิงสาวชนบทผู้หยาบคายคนนี้ ข้าจะยอมได้เช่นไร!” ตอนนี้จินเสวี่ยเอ๋อร์ยอมแพ้แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้จักนึกคิดได้อยู่บ้าง จึงไม่ได้เอ่ยว่า ‘ตำหนักขององค์รัชทายาท’ ออกมา เช่นนั้นแล้วนางคงต้องเผชิญหน้ากับหายนะครั้งใหญ่อย่างแน่นอน!
นางคิดเรื่องนี้อยู่แทบทั้งคืนและในที่สุดก็หาทางแก้ไขปัญหาได้ ขอเพียงแค่นางยังมีชีวิตอยู่ ก็จะสามารถพูดจาแก้ต่างไปทั่วได้ นางยังมีประโยชน์ต่อคนใหญ่คนโตผู้อยู่เบื้องหลังนิดหน่อย ถึงอย่างไรพวกเขาต้องพาตัวนางออกไปอย่างแน่นอน
ตอนนี้หลี่เยว่หานและจงเจิ้งหลิงซีต่างก็ตายไปแล้ว นางจึงไม่ต้องคิดมากเกี่ยวกับเรื่องการเปิดเผยความรู้สึกที่อยู่ในใจ
“คิดว่าเพราะข้ารักพี่ชายร่วมสาบานของเจ้าอย่างนั้นหรือ?” จินเสวี่ยเอ๋อร์กระแอมไอพลางหัวเราะด้วยท่าทีน่าเวทนาแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ในใจของข้ามีเพียงเจ้ามาโดยตลอด! หากไม่ใช่เพราะเจ้า! ข้าก็คงไม่เสนอหน้ามาที่บ้านหลังนี้! ข้าคงไม่ต้องคิดพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้รับความโปรดปรานหรอก!”
“หุบปาก!” เมิ่งฉีฮ่วนถีบเข้าอีกครั้ง เขาทุบตีจนจินเสวี่ยเอ๋อร์อย่างบ้าคลั่ง
เมื่อเห็นดังนั้น หัวหน้ากองปราบจึงถอนหายใจออกมานิดหน่อย
“นายท่านหลิ่ว คดีนี้ชัดเจนยิ่งนัก” หัวหน้ากองปราบเอ่ย “ทุกอย่างล้วนเกิดจากความริษยาชิงชังของแม่นางผู้นี้ จึงเป็นเหตุผลให้ได้เข้าใจว่าเหตุใดจึงลงมือทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ ตอนนี้ทั้งคุณหนูและคุณหนูน้อยเองก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว เช่นนั้นแล้วควรจะจับแม่นางผู้ไปขังเอาไว้ในคุกเพื่อรอโทษประหาร เป็นการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของทั้งสองบนสรวงสวรรค์”
หากเป็นกรณีธรรมดา หัวหน้ากองปราบคงไม่มาด้วยตนเองอย่างแน่นอน แต่คดีนี้เกี่ยวข้องกับสกุลหลิ่ว เขาจึงต้องพาตัวเองลุกขึ้นจากเตียง แล้วมาที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นเมื่อเช้านี้
“ดี” หลิ่วเทียนเสียงพยักหน้าเห็นดีเห็นงามด้วย
“พาตัวไป!” หัวหน้ากองปราบโบกมือ พวกเจ้าหน้าที่จึงพาตัวจินเสวี่ยเอ๋อร์ที่กำลังหมดสติออกไป
หลิ่วเทียนเสียงถอนหายใจ พลางก้าวเดินไปทางเมิ่งฉีฮ่วนพลางเอ่ย “คนตายไม่ฟื้นคืน… เจ้าเองก็เสียใจ ข้าจะกลับไปที่บ้านแล้วอาสาพาคนมาช่วยจัดพิธีศพให้พวกนาง เจ้าพักผ่อนเยอะ ๆ นะ ยังมีเด็กอีกคนที่รอให้เจ้าดูแลอยู่”
หลิ่วเทียนเสียงเอ่ยจบ เมื่อเห็นว่าเมิ่งฉีฮ่วนไม่มีปฏิกิริยาอื่นใดจึงถอนหายใจแล้วหันหลังเดินจากไป
เมื่อหลิ่วเทียนเสียงไปแล้ว หลิ่วจื้อหย่วนโดยปกติแล้วเขาก็ไม่ได้อยากอยู่ในสถานที่ที่มีคนตายสักเท่าไหร่ จึงพาหวังเหอฮวาจากไปทันที
สีหน้าของหวังเหอฮวายังคงหม่นหมองในตอนนี้
นางใช้เวลานึกคิดอยู่แทบทั้งคืนว่าหลี่เยว่หานจะโดนพิษได้อย่างไร ในเมื่อนางทราบดีว่าในหม้อนั้นมียาพิษ แต่เมื่อสักครู่อู๋จั่วกลับบอกว่าในน้ำเองก็มีพิษเช่นกัน หวังเหอฮวาจึงรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากจนเหงื่อตก
เมื่อวานตอนที่นางกับหลี่เยว่หานอยู่ในครัว เกือบจะดื่มน้ำไปเสียแล้ว…
เมื่อหวังเหอฮวาดึงสติกลับมาได้แล้ว ทุกคนก็กลับมาที่บ้านสกุลหลิ่วเป็นที่เรียบร้อย หลิ่วจื้อหย่วนเอ่ยว่าหวังเหอฮวารู้สึกหวาดกลัว จึงเอ่ยว่าจะอยู่กับนางในห้อง
อีกด้านทางหมู่บ้านไป๋อวิ๋น คนที่ตระกูลหลิ่วส่งมากลับไปกันแล้ว ว่ากันว่าเมิ่งฉีฮ่วนไม่อนุญาตให้ผู้ใดแตะต้องร่างของหลี่เยว่หานและหลิงซีเลยแม้แต่น้อย เขาเอ่ยห้ามราวกับกำลังสับสนโดยพูดพล่ามว่าทั้งสองคนยังไม่ตาย
เมื่อทุกคนเห็นเขาเป็นเช่นนี้ จึงพากันกลับไปยังอำเภอหย่งอัน
เมื่อพระอาทิตย์เริ่มตกดิน เมิ่งฉีฮ่วนก็รู้สึก ‘อ่อนล้า’ จนหมดสติไป ทุกคนจึงอาศัยช่วงที่เขากำลังนอน นำหลี่เยว่หานและหลิงซีไปยังหุบเขาเพื่อทำการฝังร่าง
หารู้ไม่ เมื่อพวกเขานำมาฝังเอาไว้ตรงนี้ได้ไม่นาน เมิ่งฉีฮ่วนก็มาขุดนำร่างของทั้งสองออกมา แล้วให้ยาถอนพิษไทซี
ในที่สุดหลี่เยว่หานก็กระแอมไอขึ้นมา จิตใจของเมิ่งฉีฮ่วนก็เริ่มสงบลง พลางสวมกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขนของตนทันที