ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 182 ในห้วงมิติเวลาของเจ้า
บทที่ 182 ในห้วงมิติเวลาของเจ้า
เมื่อหลี่เยว่หานลืมตาตื่นขึ้นก็พบว่านางกำลังอยู่ในอ้อมแขนของใครบางคน จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอึดอัด
“ดีจริง ๆ ดีที่เจ้ายังมีชีวิติอยู่ ดีเหลือเกินที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่…” น้ำเสียงคุ้นเคยแว่วเข้ามากระทบหู พร้อมทั้งเสียงสะอึกสะอื้น ทำเอาคนที่ได้ยินรู้สึกคันจมูก
หลี่เยว่หานจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานได้ จึงรีบผลักตัวของเมิ่งฉีฮ่วนออกเพื่อไปหาหลิงซี
เมื่อเห็นเด็กหญิงตัวน้อยนั่งอยู่บนพื้นโคลนด้วยใบหน้าซีดเซียวและกำลังจ้องมาที่นาง หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ข้าคิดว่าเจ้าเป็นอะไรไปจริง ๆ เสียอีก ข้าแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้…” เมิ่งฉีฮ่วนประคองจับใบหน้าของหลี่เยว่หาน รู้สึกอัดอั้นตันใจจนแทบเอื้อนเอ่ยออกมาไม่ได้
เมื่อเห็นดังนั้น หลี่เยว่หานจึงรีบเอ่ยปลอบใจ “ข้ากับหลิงซีไม่ได้เป็นอะไรแล้วมิใช่หรือ เพียงแต่ว่าครั้งนี้ข้ารู้เรื่องทุกอย่างหมดแล้ว ท่านปู่ซุนและคนอื่น ๆ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าข้ากับหลิงซีต้องแสร้งทำเป็นสิ้นลม เพื่อหนีออกไปจากหมู่บ้านไป๋อวิ๋น”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนถอนหายใจ พลางก้มศีรษะลง หลังจากนั้นไม่นานเขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นแล้วจ้องมองไปยังหลี่เยว่หาน “ขอโทษนะ”
“ไม่เป็นไร” หลี่เยว่หานยกยิ้มพลางจับใบหน้าของเมิ่งฉีฮ่วน “ตอนนี้พวกเราลงเรือลำเดียวกันแล้ว ข้าอยากจะพาหลิงซีไปยังสถานที่ที่ไม่มีใครรู้จัก เมื่อเจ้าเห็นว่าถึงเวลาอันสมควรแล้ว ก็สามารถพามู่ชวนมาหาพวกข้าได้”
“แต่เจ้าตัวคนเดียว มันอันตรายยิ่งนัก” เมิ่งฉีฮ่วนคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในสายตาของคนในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นเขาเป็นเพียงคนนอกเท่านั้น เหตุใดจึงไม่ใช้โอกาสนี้ พาทั้งมู่ชวนกับหลี่เยว่หาน หลิงซี ไปด้วยกันเสีย ด้วยการใช้เหตุผลเรื่องที่ว่าเขารู้สึกทำใจไม่ได้จึงจำเป็นต้องจากไป
“ท่านวางใจเถิด ข้าพอมีทักษะการต่อสู้อยู่นิดหน่อย นอกจากนี้ยังดูแลหลิงซีได้เป็นอย่างดีอีกด้วย” หลี่เยว่หานเอ่ย ก่อนจะตรวจดูหลิงซีที่อยู่ข้างกาย “ยามนี้ข้ากับหลิงซีได้ตายจากไปแล้วในสายตาของใครหลายคน คงไม่เกิดเรื่องอันตรายมากนัก ท่านอยู่กับมู่ชวน หากภัยอันตรายไปถึงหน้าประตูบ้าน เมื่อหลีกเลี่ยงได้ย่อมเป็นการดีกว่า”
เมื่อได้ฟังคำพูดนั้น เมิ่งฉีฮ่วนอยากเอ่ยว่าเขาอยากไปด้วยกัน แต่สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจ “เจ้าไม่กลัวว่าคนพวกนั้นจะจับได้ว่าเรื่องพวกนี้แต่จัดฉากขึ้นอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่หรอก” หลี่เยว่หานเอ่ยปลอบใจเมิ่งฉีฮ่วน “หญิงตัวคนเดียวพาเด็กไปด้วยย่อมตกเป็นเป้าน้อยกว่าท่านที่มีเด็กสองคนตามติดไปด้วยเสมอ และตอนนี้หญิงม่ายก็มีมากมายนัก ข้าจะไม่เปิดเผยชื่อ แล้วบอกว่าสามีของข้าเสียไปแล้ว เช่นนั้นแล้วคงสมเหตุสมผลที่จะพาลูกออกเดินทางไปตั้งต้นชีวิตใหม่ใช่หรือไม่?”
แม้ว่านางจะรู้จักแคว้นตงฮั่นดีก็ตาม แต่หญิงสาวที่ไม่มีบุรุษอยู่เคียงข้างนั้นย่อมลำบากยิ่งนัก อย่างไรก็ตามหลี่เยว่หานเองก็เชื่อว่า ลำบากแค่ไหนย่อมมีทางแก้ไขปัญหาได้เสมอ
“เจ้าตัดสินใจเรื่องเช่นนี้โดยไม่ปรึกษาข้าก่อนได้อย่างไรกัน” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยอย่างน้อยเนื้อตำใจ “หากเจ้าจากไปแล้วมีสิ่งใดเกิดขึ้น…”
“จะเกิดอะไรขึ้นกับข้าได้กัน ข้าเคยตายไปแล้วตั้งหนึ่งครั้งเชียวนะ!” หลี่เยว่หานกล่าว พลางเหลือบมองหลิงซีที่อยู่ด้านข้าง “ตอนนี้กลายเป็นผู้เสียชีวิตทั้งสองแล้ว!”
เมิ่งฉีฮ่วนได้ยินหลี่เยว่หานเอ่ยปลอบใจตัวเอง จึงรู้สึกผิดมากขึ้น “ข้าอยากให้เจ้าอยู่เคียงข้างกาย เพราะ…”
“เพราะเหตุใดก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว” หลี่เยว่หานกล่าว “มู่ชวนเล่าให้ข้าฟังว่าท่านคือผู้ที่พาข้ากลับมายังหมู่บ้านไป๋อวิ๋น ท่านเคยกล่าวมิใช่หรือ ตั้งแต่ครั้งแรก ท่านเป็นผู้ที่ช่วยข้าขึ้นมาจากทะเลแห่งความทุกข์ของตระกูลหลี่ ตอนนี้ข้าสามารถใช้กลอุบายเพื่อหนีออกจากเปลือกและความตายจอมปลอมได้ มันน่าตื่นเต้นไม่น้อย”
“เจ้าทราบดีว่าข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว “ข้าอยากให้เจ้าอยู่เคียงข้างกาย เป็นเพราะข้าชอบเจ้า”
คำสารภาพแบบกะทันหัน ทำให้หลี่เยว่หานไปไม่เป็น ทำได้เพียงหลบตาของเมิ่งฉีฮ่วนที่กำลังจ้องมองมา พลางปัดฝุ่นบนตัว “หลิงซีเจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่ เอ่ยสิ่งใดบ้างสิ เป็นเช่นนี้อาหญิงรู้สึกไม่ดีนะ”
“หลิงซีไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” สาวน้อยเอ่ยพูดอย่างตรงไปตรงมา
“หลี่เยว่หาน!” เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกไร้เรี่ยวแรงอีกทั้งยังคิดโกรธตนเอง “เจ้าไม่รู้หรือว่าข้ากำลังเอ่ยสิ่งใด ข้าอยากให้เจ้าอยู่ข้างกายข้า และข้าทำทุกทางเพื่อปกป้องเจ้า รักเจ้า อยากให้เจ้าได้ใช้ชีวิตโดยไร้ซึ่งความกังวล เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ไม่ต้องเร่งรีบไปตลอด ไม่ต้องรู้สึกโกรธเพราะโดนกลั่นแกล้ง ข้าอยากให้เจ้าอยู่เคียงข้างข้า ไม่ได้ขอให้เจ้ามาช่วยเหลือข้า ข้าไม่เคยต้องการดึงเจ้าเข้ามาเกี่ยวกับข้อพิพาทพวกนี้ด้วยซ้ำ”
เมื่อได้ฟังคำพูดของเขา หลี่เยว่หานจึงเงียบไปสักครู่หนึ่ง หลังจากนั้นจึงนั่งกอดอก เงยหน้าขึ้นสบตากับเมิ่งฉีฮ่วนแล้วพูด “เช่นนั้นท่านบอกข้าหน่อย วันนั้นในสระน้ำ ท่านช่วยข้าได้อย่างไร?”
“เจ้า…”
“ท่านอย่าได้บอกเชียวว่าตอนแรกข้าไม่ได้สิ้นใจ ข้ามั่นใจว่าสภาพร่างกายเป็นอย่างไร ยามเมื่อฟื้นขึ้นมาแล้วอยู่ในร่างนี้”
เมิ่งฉีฮ่วนไม่เอ่ยสิ่งใด นั่งประจันหน้าอยู่ตรงข้ามหลี่เยว่หาน และทำเพียงแค่นนิ่งเงียบ
หลี่เยว่หานเห็นดังนั้นจึงได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะเริ่มขยับตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของเมิ่งฉีฮ่วน
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนคิดว่าในที่สุดหลี่เยว่หานก็มีปฏิกิริยาต่อคำสารภาพที่เขาเพิ่งเอ่ยไปเมื่อสักครู่ ขณะนั้นหญิงสาวก็ได้เอื้อมมือเข้าไปตรงบริเวณหน้าอกของเขาก่อนจะดึงเสื้อให้เปิดออก เผยให้เห็นรอยแผลเป็นซึ่งอยู่บนหน้าอกของชายหนุ่ม
“ท่านต้องการช่วยข้า จึงต้องกรีดหัวใจนี่อย่างไร” หลี่เยว่หานมองดูรอยแผลเป็นบนหน้าอกของเขาก็ฝืนยิ้ม “ถึงแม้ว่าในตอนนั้นข้าจะกำลังสับสนงุนงง และสุดท้ายก็หมดสติไป เวลานั้นข้าอาจจะไม่มีลมหายใจแล้วก็เป็นได้ หากไม่ใช่เพราะท่าน ข้าอาจไม่มีทางรอดมาได้”
“หากไม่ใช่ว่าบาดเจ็บและจำเป็นต้องพักฟื้น ท่านคงต้องพาข้ากลับมายังบ้านสกุลเมิ่งสักช่วงหนึ่งก่อน แทนที่จะส่งตัวข้ากลับไปยังบ้านสกุลหลี่” หลี่เยว่หานกล่าว พลางแตะรอยแผลเป็นด้วยท่าทีระมัดระวัง “ท่านรักษาอาการบาดเจ็บจนหายดี จึงถือโอกาสให้ยาที่ทำให้อ่อนแรงลงกับข้า หลังจากนั้นท่านก็ได้พบคนจากพรรคมัจฉามังกรและให้มาช่วยเล่นละครกับท่าน เพื่อนำตัวข้ากลับไปอยู่ข้างท่าน”
“ดังนั้น คำพูดโป้ปดของท่านมันกลับเต็มไปด้วยช่องโหว่ แล้วยังขู่ข้าเพื่อจะไถเงินอีก ท่านทำเกินไปแล้ว!”
หลี่เยว่หานคิดอย่างถี่ถ้วนกับเรื่องราวที่ผ่านมา เจ้าของร่างเดิมอาจจะอยู่ในน้ำเป็นเวลานานจนหมดลมหายใจไปนานแล้ว ขณะที่เมิ่งฉีฮ่วนช่วยนางขึ้นจากฝั่ง เขาอาจพกหยกประทับเอาไว้กับตัว
เมื่อหลี่เยว่หานฟื้นขึ้นมากลับไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดเลยในขณะนั้น แต่ด้วยความที่ฝ่าฟันพายุลมฝนเช่นนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เป็นอะไรเลย ดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนต้องใช้วิธีการบางอย่างแน่นอน
นางไม่เคยทราบมาก่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุใดจึงเอาแต่นึกถึงห้วงฝันในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดหลังจากตนได้สัมผัสกับลัญจกรหยก
หลังจากนั้นนางจึงพยายามคาดเดา ตั้งแต่เมื่อแรกเริ่ม เมิ่งฉีฮ่วนที่ช่วยชีวิตตนเอาไว้ด้วยลัญจกรหยกนั้น ในครั้งนั้น เมิ่งฉีฮ่วนทำให้ข้อมือของนางเป็นแผล จากนั้นจึงใส่ยาที่สกัดมาจากน้ำพุจิตวิญญาณ ด้วยเหตุนี้หลี่เยว่หานจึงนึกย้อนไปยังยุคศตวรรษที่ ยี่สิบเอ็ดได้เป็นครั้งแรก
หลังจากนั้น เมื่อได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับลัญจกรหยก นางจะนึกย้อนภาพฝันกลับไปยังศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเสมอ
และส่วนเกี่ยวข้องนั้นก็คือ
น้ำพุจิตวิญญาณที่ได้รับในครั้งนั้น
บางทีการที่นางได้มาอยู่ที่นี่ อาจเนื่องมาจากแผนการบางอย่างที่ถูกตระเตรียมเอาไว้
“เยว่หาน” หลังจากเงียบไปเนิ่นนาน ในที่สุดเมิ่งฉีฮ่วนจึงเอ่ยพูดออกมา “ถึงแม้ว่าเจ้าจะจำไม่ได้ แต่ข้าอยากจะบอกกับเจ้า ตอนที่ข้ารู้ว่าเจ้าคือหลี่เยว่หานจากหมู่บ้านเฮยถู่ อันที่จริงแล้วข้าไม่เคยคิดจะพาเจ้าจากไปเลย”
“เพียงแต่ ข้าเคยพบเจ้าเมื่อนานมาแล้ว นานมาก” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ย เมื่อมองไปยังหลี่เยว่หาน แววตาขอเขาฉายแววความจริงใจมากขึ้น “ข้าคิดเสมอว่ามันเป็นเพียงห้วงฝันหนึ่งของข้า แต่หลังจากได้อ่านความทรงจำของเจ้าแล้ว ข้าก็เพิ่งได้เข้าใจ ว่าข้าเคยเข้าไปอยู่ในมิติเวลาบนโลกของเจ้ามาก่อน ในห้วงมิติเวลาของเจ้านั้น เจ้าได้ช่วยเหลือข้าเอาไว้”
“?” หลี่เยว่หานรู้สึกสับสนในทันที “ท่าน… ท่านว่าอย่างไรนะ?”