ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 183 กล่าวอำลา
บทที่ 183 กล่าวอำลา
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะปักใจเชื่อหรือไม่ เพราะข้าเองก็ยากที่จะเชื่อในตอนแรก” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ย “เมื่อข้ามายังหมู่บ้านไป๋อวิ๋นครั้งแรก ยังไม่ค่อยคุ้นชินกับหุบเขา มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าเดินเข้าไปในป่าและหลงทางอยู่ในนั้น ซ้ำยังเจอฝูงหมาป่า สุดท้ายจึงตกหน้าผาไป หลังจากฟื้นขึ้นมา ก็ได้พบเจ้า”
“?” หลี่เยว่หานยังไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด
“ครั้งนั้นเจ้าแต่งกายในชุดที่ปกคลุมทั้งแขนและขาอย่างมิดชิด ข้าจึงแอบคิดว่าเจ้าอาจเป็นนักฆ่า” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว พลางคว้ามือของหลี่เยว่หานมาจับไว้ “ตอนนั้นเจ้าบอกข้าว่า ไม่ต้องกังวลไป ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว และเจ้ากับพรรคพวกก็แยกย้ายกัน เมื่อท้องฟ้าสว่างเจ้าจึงพาข้าออกไปด้วยกัน ตอนนั้นผมของเจ้าไม่ได้ยาวมาก ทั้งยังเปียกโชกไปเสียหมด แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะเช็ดมันให้แห้ง และให้ยาข้าแทน มันเป็นสุรา กลิ่นฉุนมาก”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ดวงตาของหลี่เยว่หานก็เบิกกว้าง
นางคิดออกแล้ว! นางนึกขึ้นได้แล้ว!
ตอนที่เธอเพิ่งเริ่มเป็นอาสาสมัครครั้งแรก โดนแยกออกจากทีมอาสาสมัครในป่าฝนเขตร้อนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฝนเริ่มตกหนักในกลางดึก ระหว่างหาที่หลบ เธอก็ได้พบกับชายคนหนึ่งที่แต่งตัวค่อนข้างโบราณ!
เธอใช้พละกำลังทั้งหมดเพื่อพาคนคนนั้นเข้าไปหลบในถ้ำ ชายคนนั้นมีบาดแผลเต็มตัว เห็นได้ชัดตั้งแต่แวบแรกว่าตกลงมาจากที่สูง ในยุคที่การช่วยชีวิตผู้คนมีความสำคัญยิ่ง หลี่เยว่หานจึงใช้แอลกอฮอล์มาทำความสะอาดบาดแผลให้เขาในช่วงแรก พลางเอ่ยปลอบ
เพียงไม่กี่คำ
เธออยากจะอยู่เฝ้า แต่กลับเหนื่อยล้าหลังจากเดินมาหนึ่งวันเต็ม หลี่เยว่หานจึงผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อตื่นขึ้นมา ชายในชุดโบราณผู้นั้นก็หายตัวไปแล้ว
นอกจากนี้เธอยังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทีมอาสาได้ฟังด้วย ทุกคนเพียงแค่คิดว่ามีชนเผ่าอยู่ในภูเขาลึกและป่าเก่าแก่เพียงเท่านั้น หลังจากนั้นจึงไม่ได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นมากมายนัก หลี่เยว่หานเข้าสู่ความวุ่นวายของการทำงาน จึงทำให้เธอลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
“ไม่…ไม่ใช่…” หลี่เยว่หานมองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยท่าทีตกใจ “ท่านย้ายมายังหมู่บ้านไป๋อวิ๋นเมื่อสองปีก่อน ข้า… ตอนนั้นข้าเพิ่งเรียนจบ จากนั้นข้าก็มาอยู่ที่นี่ เป็นเวลาห้าปีแล้ว!”
“ในลัญจกรหยก เวลาค่อนข้างแตกต่างกัน” เมิ่งฉีฮ่วนหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “เมื่อข้าฟื้นขึ้นมา ก็พบว่าตนเองออกมาจากถ้ำนั้นเสียแล้ว จึงคิดว่าเจ้าอาจปล่อยข้าทิ้งเอาไว้ ข้าพยายามตามร่องรอยของเจ้าอยู่สักพัก แต่กลับไม่พบสิ่งใด จนหลงทางอยู่อีกหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งในสระน้ำนั้น เจ้าอยู่ตรงนั้นไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย”
“เจ้าบอกว่าข้ากล้าหาญยิ่งนัก หากเจอคนลอยอยู่ในสระน้ำคิดว่าข้าจะกล้าไปช่วยอย่างนั้นหรือ”
“นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อข้าพบเจ้า ลัญจกรหยกก็เกิดส่องแสงขึ้น ข้ากระโดดลงน้ำไปเพื่อไปช่วยชีวิตคน แต่กลับ…”
เมื่อนึกได้ว่าหลิงซียังอยู่ ณ ตรงนั้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงไม่อยากพูดอะไรที่ไม่เหมาะสมออกมา
“หลังจากนั้นก็พบว่าเจ้าไม่หายใจแล้วจริง ๆ จึงยอมกรีดเปิดแผลตรงหัวใจเพื่อให้เลือดออกมา แล้วใช้ลัญจกรหยกช่วยชีวิตเจ้า” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว
เขาถอนหายใจ “ไม่ใช่ว่าเจ้ารู้มาตั้งแต่ตอนได้เห็นความทรงจำของข้าอย่างนั้นหรือ”
“จริงสิ เจ้าอ่านความทรงจำของข้าตั้งแต่เมื่อใดกัน? ไม่ใช่ว่าเป็นตอนที่ข้าบาดเจ็บสาหัสใช่หรือไม่?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามเมิ่งฉีฮ่วน ไม่แปลกใจว่าเหตุใดจึงล่วงรู้ว่านางเป็นเพียงแค่ดวงวิญญาณ หลังจากพบว่าเมิ่งฉีฮ่วนได้อ่านความทรงจำของนางแล้ว จึงลองเอ่ยถามเขาว่าตั้งแต่เมื่อใด เมิ่งฉีฮ่วนไม่เอ่ยพูดสิ่งใด หลี่เยว่หานแอบคิดว่าเมิ่งฉีฮ่วนอาจเคยเห็นว่านางโดนพี่ชายทั้งสามคนทุบตีนางจนปางตาย
“ตั้งแต่ข้าช่วยเจ้า…” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว พลางใช้มือหนาลูบไล้ใบหน้าของหลี่เยว่หาน “ข้าก็เห็นชีวิตสมัยเด็กของเจ้า ข้าเห็นว่าเจ้าจริงจังมากแค่ไหนยามเมื่อเข้าศึกษาอยู่ในสำนักศึกษา ข้าเห็นว่าเจ้าดื้อดึงมากเพียงใดยามเอ่ยพูดจากับท่านพ่อท่านแม่ และข้ายังได้เห็นท่าทางของเจ้ายามเมื่อช่วยเหลือผู้คนด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกฟุดฟิดตรงจมูก “เช่นนั้นเหตุใดท่านไม่บอกข้าตั้งแต่แรก!”
“ข้ากลัวว่าเจ้าจะโกรธ” เมิ่งฉีฮ่วนไม่อ้อมค้อม “ข้ากลัวว่าเจ้าจะจากไป”
“ท่านช่างน่ารำคาญยิ่งนัก!” ในที่สุดหลี่เยว่หานก็ได้ค้นพบว่าการควบคุมความรู้สึกของตนเองนั้นช่างยากเหลือเกิน จึงหลั่งน้ำตาออกมา “ข้ามาอยู๋ในที่ที่ข้าเองก็ไม่ทราบว่าเป็นช่วงยุคใด ไม่ใช่ทั้งราชวงศ์ถังหรือราชวงศ์ซ่ง วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ก้าวหน้า ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร!”
“ท่านทราบเรื่องทั้งหมดดี แต่กลับแสร้งทำเป็นไม่ทราบ ท่านนี่ช่าง… เป็นหมาป่าอวดหางเสียจริง[1]*!”
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานร้องไห้ หัวใจของเมิ่งฉีฮ่วนจึงรู้สึกเจ็บปวด
“เช่นนั้น เจ้าจะทิ้งข้าไปหรือไม่?”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ไม่รู้ว่าจะตอบอะไรอยู่สักพักใหญ่
หากไม่ไป แล้วจะให้กลับไปแบบซากศพเดินได้อย่างนั้นหรือ?
“เจ้าฟังนะ ข้าจะให้คนพาเจ้าไปส่งยังที่พัก อย่างช้าสุดก็ประมาณรครึ่งปีให้หลัง ข้าจะไปพบเจ้า” สุดท้ายความรู้สึกที่อยู่ภายในใจของเมิ่งฉีฮ่วนก็ได้ถูกเอ่ยออกมาจนหมดแล้ว สุดท้ายก็ได้เข้าใจว่าหลี่เยว่หานเองก็มีเขาอยู่ในใจเช่นกัน ในตอนนั้น มุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นด้วยความดีใจ “เจ้าพาหลิงซีไป ไปรอข้า ข้าจะสะสางทุกอย่างให้เสร็จสิ้น หลังจากนั้นจะพามู่ชวนไปหาเจ้าและหลิงซีอีกครั้ง”
หลิงซีที่ถูกลืมไปจนกระทั่งตอนนี้ ในที่สุดก็ได้ยินท่านอาพูดถึงตัวเองเสียที พลางเข้าสบทบร่วมกันทันที เบียดเสียดแทรกกายทั้งสอง แล้วสวมกอดคอเมิ่งฉีฮ่วนแน่น “ท่านอา ข้าจะดูแลท่านอาหญิงเป็นอย่างดี หลิงซีโตแล้ว ดูแลท่านอาหญิงได้ดีแน่นอน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็รู้สึกแสบจมูกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม “อาหญิงน่าจะดูแลหลิงซีได้ดีมากกว่านะ!”
“เยว่หาน” ขณะอุ้มหลิงซีเอาไว้ในอ้อมแขน ดวงตาของเมิ่งฉีฮ่วนก็จับจ้องไปยังหลี่เยว่หาน “ในใจเจ้า มีข้าบ้างหรือไม่?”
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถามเช่นนั้น หลี่เยว่หานถึงกับผงะ
มีเขาหรือไม่?
ถามมาได้ ก็ต้องมีสิ
เพียงแต่ความรู้สึกยังไม่ชัดเจน หลี่เยว่หานไม่เคยเผชิญหน้ากับความรู้สึกนี้อย่างเต็มที่มาก่อน
ตอนนี้พวกเขาเอ่ยพูดเรื่องที่แต่ละคนยังไม่รู้ซึ่งกันและกัน จากนั้นหลี่เยว่หานก็ได้พบว่า ตั้งแต่แรก… เมิ่งฉีฮ่วน…
พยายามทำทุกอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องเธอ ไม่ปล่อยให้เธอต้องรู้สึกทุกข์ใจ ไม่ทำให้เธอต้องทุกข์ทรมาน
หากเอ่ยบอกไปว่าไม่มีเขา
หลี่เยว่หานคงรับตนเองไม่ได้…
เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ดวงตาของเมิ่งฉีฮ่วนจึงฉายแววความผิดหวัง แต่เขาลุกขึ้นยืนโดยอุ้มหลิงซีขึ้น พลางยื่นมือไปหาหลี่เยว่หาน “ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ต้องรีบออกเดินทาง เกวียนม้าถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้ว เมื่อไปถึงที่นั่น เวินเทียนเหล่ยจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ”
“เรื่องนี้มีเวินเทียนเล่ยร่วมด้วยอย่างนั้นหรือ?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามกลับ
“เขาเป็นคนที่ร้ายกาจมาก จะไม่รู้ได้อย่างไรกัน” หลังจากเมิ่งฉีฮ่วนพยุงหลี่เยว่หานลุกขึ้นยืนจากพื้น ก็จับมือนางแล้วเดินลงจากหุบเขา “อย่างไรหากไปถึงแล้ว ทุกอย่างเวินเทียนเหล่ยจะเป็นผู้จัดการทั้งหมด แต่มีสิ่งหนึ่ง… เจ้าต้องอยู่ห่างจากเขาเอาไว้”
“ทำไมล่ะ?” หลี่เยว่หานรู้สึกงุนงง
เมิ่งฉีฮ่วนเม้มริมฝีปาก
เขาจะเอ่ยบอกหลี่เยว่หานได้อย่างไรว่ากลัวเวินเทียนเหล่ยแย่งภรรยาของตนไป?
“เวินเทียนเหล่ยไม่ใช่คนธรรมดา หากเข้าใกล้มากเกินไปย่อมไม่เกิดผลดี” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยตอบออกมาอย่างเรียบง่าย แต่มันกลับทำให้หลี่เยว่หานสับสนมากยิ่งขึ้น
“เช่นนั้นแล้ว เหตุใดเจ้าจึงปล่อยให้เวินเทียนเหล่ยจัดการเล่า?”
“…” เมิ่งฉีฮ่วนเม้มปากไม่เอ่ยตอบ จนกระทั่งเดินลงมาถึงเชิงเขาแล้ว จึงส่งตัวหลี่เยว่หานขึ้นเกวียนม้า “หลังจากไปถึงแล้ว ข้าจะส่งจดหมายไปหาเจ้า!”
สิ้นเสียง เมิ่งฉีฮ่วนก็ส่งสัญญาณให้คนขับเกวียนม้าเป็นเชิงว่าให้ออกตัวได้ หลังจากนั้นจึงหันหลังกลับและเดินหายไปในยามค่ำคืน
[1] หมาป่าอวดหาง เพราะกลัวคนอื่นจะมองข้ามหรือมองไม่เห็นตน